ผักหวาน
มากกว่าการค้าขาย คือการสร้างโอกาส “เจ้เอ๋-สากล วงศา” อายุ 54 ปี ผู้หญิงธรรมดาที่สร้างโมเดลธุรกิจไม่ธรรมดา จากผักหวานแปลงเล็กเพียง 4 ไร่ สู่การบริหารเครือข่ายเกษตรกรกว่า 150 ราย สร้างรายได้ที่ยั่งยืน พร้อมรอยยิ้มและความหวังใหม่ให้ผู้คนรอบตัว ด้วยแนวคิดที่ว่า “ความสำเร็จเกิดขึ้นได้เมื่อเรารู้จักแบ่งปัน และเติบโตไปด้วยกัน” จากจักรเย็บผ้า สู่แปลงผักหวาน เจ้เอ๋ เล่าให้ฟังว่า ก่อนหันมาทำเกษตร งานหลักคือการเย็บผ้าที่รับมาจากโรงงาน รายได้พอเลี้ยงชีพ แต่ไม่มากพอจะพาครอบครัวก้าวไปข้างหน้า จังหวะนั้น อบต. มีโครงการให้ชาวบ้านทดลองปลูกผักหวานบ้านเพื่อหารายได้เสริม พื้นที่เล็กๆ เพียง 4 ไร่ จึงถูกใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการลองผิดลองถูกครั้งใหม่ เมื่อผักหวานเริ่มให้ผลผลิต ปัญหาก็ตามมา ตลาดที่รับซื้อมีไม่เพียงพอ ทุกเช้าต้องบรรทุกผักขึ้นท้ายรถ ออกตระเวนหาที่ขาย ลงทุนค่าผักและค่ารถวันละราว 1,500 บาท เพราะไม่อยากเช่าแผงค้า ความพยายามในที่สุดก็พามาถึงตลาดสี่มุมเมือง ที่นี่กลายเป็นคำตอบ วันหนึ่งขายได้หลักร้อยกิโลกรัม ยุคปี 2537 ราคากิโลละ 50 บาท รายได้เริ่มทำให้ชีวิตเบาขึ้น และมองเห็นอนาคตที่ชัดเจ
ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า ได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพ เนื่องจากเป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง แถมไม่ต้องใช้สารเคมีในการเพาะปลูกมาก ผักหวานป่า แหล่งปลูกแหล่งใหญ่ 3-4 พันไร่ อยู่ที่ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ด้วยผลผลิตที่มากขนาดนี้ เจ้าของร้านอาหาร อย่างที่ร้าน ครัวผักหวานป้าน้อย จึงนำมาผักหวานป่ามาดัดแปลงเป็นเมนูอาหารได้นับร้อยเมนู แต่ที่มีลูกค้าสั่งมากๆ เมนูเด็ดๆ ก็ได้แก่ ยำผักหวานทอดกรอบ ส้มตำผักหวานทอดกรอบ ก๋วยเตี๋ยวผักหวานที่ใช้ผักหวานมาแทนถั่วงอกเป็นต้น คุณเล็ก เจสุวรัตนมณี วัย 56 ปี เจ้าของร้าน ครัวผักหวาน เผยว่า ด้วยเมนูขึ้นชื่อของร้าน จึงได้รับเชิญมาออกงานที่เมืองทองธานี หลายครั้ง คุณเล็ก บอกว่า เมนูผักหวานป่า ขายดีขนาดที่ ทางร้านต้องออกไปส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก และรับซื้อมาใช้กับที่ร้านอาหาร จากช่วงแรกก็เพียงก๋วยเตี๋ยวผักหวานป่า ก็นำมาใส่ในแกงเลียง หมูตุ๋นเนื้อตุ๋น ทอดมัน ยำสด ยำกรอบ(ซึ่งวิธีการทำเหมือน ผักบุ้งทอดกรอบทุกประการ) และที่มาออกงานเมืองทองธานี ก็มาขายเป็นจาน ลูกค้าเดินกิน หรือนำไปนั่งที่โต๊ะรับประทานได้เลย ราคา 40 บาทและแบบซื้อกลับบ้านราคา 50 บาท วัตถุดิบห
“ผักหวาน” ผักที่สามารถปรุงเป็นอาหารได้หลายเมนู มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และถึงแม้จะใช้เวลาปลูกค่อนข้างนาน แต่เมื่อได้ผลผลิตแล้ว ก็นับว่าคุ้มค่ากับการรอคอยเลยทีเดียว คุณณัฐติกาญจน์ เจริญทรัพย์ หรือ น้ำผึ้ง หญิงสาวหน้าคมวัย 28 ปี เด็กเทคนิค จบ ปวส.จากวิทยาลัยเทคโนโลยีละโว้ จังหวัดลพบุรี เธอคือทายาทสวนผักหวานป่าเจริญทรัพย์ ที่เข้ามาสานต่อธุรกิจปลูกผักขาย ต่อจากคุณแม่ จนทำให้ตระกูลนี้ ขึ้นแท่นเศรษฐีชาวสวน น้ำผึ้ง เล่าว่า คุณพ่อเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก หลังเรียนจบสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ราว พ.ศ. 2550 มาช่วยแม่ปลูกผักหวานและพืชผักชนิดอื่น อาทิ ชะอม ถั่วพลู ข้าวโพด บนพื้นที่ 40 ไร่ ตำบลหนองบัว อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี แต่ทว่าตอนขาย “ผักหวาน” ได้ราคาดีที่สุด เฉลี่ยกิโลกรัมละ 70 – 80 บาท ขณะที่ข้าวโพดขายได้เพียงกิโลกรัมละ 5-6 บาท หนที่สุดเลยเลือกปลูกแต่เฉพาะผักหวานเท่านั้น คุณแม่ของน้ำผึ้ง ปลูกผักขายมานานกว่า 30 ปี กระทั่งได้ลูกสาวมาช่วยบริหาร ปัจจุบันเป็นทั้งเกษตรกรและแม่ค้าเต็มรูปแบบ กล่าวคือ ปลูกเอง ส่งขายเอง รับซื้อจากเกษตรรายอื่นมาขายต่อด้วยบวกกำไรกิโลกรัมละ 30 บาท “ดิฉันปลูกผักหวาน บนพื้นท
นายสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ นายอำเภอครบุรี พร้อมด้วยนายสมชาติ เดชดอน นายกเทศมนตรีตำบลครบุรีใต้ เดินทางไปเยี่ยมเยียนพบปะกับชาวบ้านในพื้นที่ตำบลครบุรีใต้ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา โดยหนึ่งในนั้นเป็นเป็นบ้านของนายบุญ เจริญครบุรี อายุ 73 ปี อาศัยอยู่กับภรรยาและบุตรชาย มีความพิเศษคือมีต้นผักหวานขนาดใหญ่อยู่หน้าบ้านถึง 4 ต้น ทั้งที่มีเนื้อที่ไม่ถึงสองไร่ อีกทั้งต้นผักหวานยังสูงใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าบ้าน พร้อมกับมีการตั้งนั่งร้านไม้ไผ่ไว้รอบๆ ทุกต้น และยังพบว่ามียอดผักหวานผลิแตกยอดอ่อนอยู่เต็มต้น จากการสอบถามลุงบุญ เจริญครบุรี เจ้าของบ้าน เล่าว่า ต้นผักหวานทั้งสี่ต้นที่เห็นดังกล่าว ได้นำเอาเมล็ดพันธุ์จากในพื้นที่มาเพาะปลูกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2537 ที่ผ่านมา ระยะเวลาผ่านไปนานกว่า 20 ปี ลำต้นก็สูงใหญ่แตกกิ่งก้านสาขาผลิใบออกมาให้ได้เก็บกินอยู่เรื่อย โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคมไปจนสิ้นสุดเดือนมีนาคมของทุกๆ ปี แรกๆ ก็แตกยอดให้พอได้เก็บกิน แต่ต่อมาเมื่อต้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ก็ให้ผลผลิตมากขึ้นจนกินไม่ทันและสามารถเก็บไปจำหน่ายสร้างเป็นรายได้เสริมทั้งในส่วนของยอดอ่อนและเมล็ดพันธุ์ สร้างรายได้เสริมปีละหลายหมื่นบาท ลุง
