ผักหวานป่า
กูรูผักหวานป่า คำมี บุ้งโพธิ์ เกษตรกรตัวอย่าง ปลดหนี้ หนีความยากจน คุณคำมี บุ้งโพธิ์ วัย 60 ปีเศษ ปัจจุบันได้การยอมรับ ให้เป็น กูรูผักหวานป่า และเกษตรกรตัวอย่าง ที่สามารถปลดหนี้ หนีความยากจน สร้างรายได้จากเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ ปรับพื้นที่ แหล่งกักเก็บน้ำในแปลง ทำให้เกิดความมั่นคงอาหาร อาชีพ และรายได้ ถิ่นฐานบ้านเกิดของเขาอยู่ที่บ้านโนนศิลา ตำบลแวงน้อย อำเภอแวงน้อย จังหวัดขอนแก่น พื้นที่ซึ่งว่ากันว่าเคยแล้งที่สุดในภาคอีสาน “ครอบครัวมีที่ดินอยู่ 21 ไร่ สมัยรุ่นพ่อแม่ ปลูกปอ ปลูกมันสำปะหลัง แต่ได้ราคานิดเดียว ปอกิโลละ8 บาท มันกิโลละ 50 สตางค์ รถอีแต๋นบรรทุกได้ 1 ตัน เขาเอาค่ารถไปแล้วกิโลละ 8 สตางค์” คุณคำมี ย้อนความทรงจำ แววตาหม่น ก่อนเล่าต่อ หลังจากเรียนจบชั้นประถมฯ เขาหนีความแห้งแล้งและยากจนที่บ้านเกิด ไปหางานทำที่เมืองหลวง แรกเริ่มเป็นคนงานในโรงงานหมี่ย่านบางแค ทำหน้าที่แบกหมี่ตากใส่ราว ได้ค่าแรงวันละ 7 บาท ทำอยู่ปีหนึ่งออกไปทำโรงงานไอศกรีม ที่อยู่ไม่ห่างจากโรงงานหมี่ ทำได้สามเดือนคล่องแคล่วขึ้น เลยชวนคนบ้านเดียวไปทำงานด้วยกัน ปรากฏเพื่อนขี้เกียจทำงาน เทน้ำหวานทิ้ง ไม่ยอมกรอกใส่แม่พิม
ปลูกผักหวานป่า อาชีพสร้างรายได้มานานกว่า 30 ปี ของคนตำบลหนองปลิง “ผักหวานป่า” เป็นผักพื้นบ้านที่พบเห็นได้ง่ายในเขตพื้นที่ราบสูง ที่เป็นป่าเต็งรัง ป่าไผ่ รวมอยู่ในกลุ่มพวกป่าเบญจพรรณ ผักหวานป่ามีลักษณะใบใหญ่ กลม ยาว หนา หากสนใจอยากปลูกผักหวาน แต่ไม่รู้วิธีปลูก ต้นผักหวานมักจะไม่ค่อยโต การปลูกผักหวานให้ได้ผลผลิตที่ดีต้องปลูกเลียนแบบธรรมชาติ โดยปลูกผสมผสานกับพืชไร่ไม้ผลอื่นๆ เพื่ออาศัยร่มเงาไม้พี่เลี้ยงช่วยพรางแสงแดดในแปลงเพาะปลูก ป้าสำลี พ่วงนาค เกษตรกรผู้ปลูกผักหวาน อยู่บ้านเลขที่ 260/8 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองปลิง จังหวัดนครสวรรค์ เล่าว่า ก่อนที่ป้าจะหันมาปลูกผักหวาน ป้าทำไร่ข้าวโพดมาก่อน แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็ประสบปัญหาภัยแล้งบ่อยๆ จึงเลิกทำไร่ข้าวโพดแล้วมาปลูกมะขามเทศไว้ส่วนหนึ่ง แต่พอดีว่าช่วงนั้นเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ที่ป่าไผ่แถวบ้านจะมีต้นผักหวานป่าอยู่เยอะ ป้าก็เข้าไปเก็บเมล็ดมาเพาะเองที่บ้าน แรกๆ ก็ปลูกไม่ได้ผลตายหมด เพราะยังไม่มีความรู้ แต่ก็ยังไม่ถอดใจ ปีที่สองไปเก็บมาเพาะใหม่ก็เริ่มดีขึ้น เพาะได้ 10 ต้น แล้วนำมาขยายพันธุ์ต่อ ตอนปี’38 ปลูกเอาไว้เก็บกิน พอเก็บกินจนเหลือก็คิดว่าแถวบ้านมีตลา
“ผักหวาน” ผักที่สามารถปรุงเป็นอาหารได้หลายเมนู มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และถึงแม้จะใช้เวลาปลูกค่อนข้างนาน แต่เมื่อได้ผลผลิตแล้ว ก็นับว่าคุ้มค่ากับการรอคอยเลยทีเดียว คุณณัฐติกาญจน์ เจริญทรัพย์ หรือ น้ำผึ้ง หญิงสาวหน้าคมวัย 28 ปี เด็กเทคนิค จบ ปวส. จากวิทยาลัยเทคโนโลยีละโว้ จังหวัดลพบุรี เธอคือทายาทสวนผักหวานป่าเจริญทรัพย์ ที่เข้ามาสานต่อธุรกิจปลูกผักขาย ต่อจากคุณแม่ จนทำให้ตระกูลนี้ ขึ้นแท่นเศรษฐีชาวสวน คุณน้ำผึ้ง เล่าว่า คุณพ่อเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก หลังเรียนจบสาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ราว พ.ศ. 2550 มาช่วยแม่ปลูกผักหวานและพืชผักชนิดอื่น อาทิ ชะอม ถั่วพู ข้าวโพด บนพื้นที่ 40 ไร่ ตำบลหนองบัว อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี แต่ทว่าตอนขาย “ผักหวาน” ได้ราคาดีที่สุด เฉลี่ยกิโลกรัมละ 70-80 บาท ขณะที่ข้าวโพดขายได้เพียงกิโลกรัมละ 5-6 บาท หนที่สุดเลยเลือกปลูกแต่เฉพาะผักหวานเท่านั้น คุณแม่ของคุณน้ำผึ้ง ปลูกผักขายมานานกว่า 30 ปี กระทั่งได้ลูกสาวมาช่วยบริหาร ปัจจุบันเป็นทั้งเกษตรกรและแม่ค้าเต็มรูปแบบ กล่าวคือ ปลูกเอง ส่งขายเอง รับซื้อจากเกษตรกรรายอื่นมาขายต่อด้วยบวกกำไรกิโลกรัมละ 30 บาท “ดิฉันปลูกผักหวาน บ
ผักหวานบ้าน ผักหวานป่า ได้รับความนิยมในหมู่ผู้บริโภคใส่ใจสุขภาพ เนื่องจากเป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง แถมไม่ต้องใช้สารเคมีในการเพาะปลูกมาก ผักหวานป่า แหล่งปลูกแหล่งใหญ่ 3-4 พันไร่ อยู่ที่ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ด้วยผลผลิตที่มากขนาดนี้ เจ้าของร้านอาหาร อย่างที่ร้าน ครัวผักหวานป้าน้อย จึงนำมาผักหวานป่ามาดัดแปลงเป็นเมนูอาหารได้นับร้อยเมนู แต่ที่มีลูกค้าสั่งมากๆ เมนูเด็ดๆ ก็ได้แก่ ยำผักหวานทอดกรอบ ส้มตำผักหวานทอดกรอบ ก๋วยเตี๋ยวผักหวานที่ใช้ผักหวานมาแทนถั่วงอกเป็นต้น คุณเล็ก เจสุวรัตนมณี วัย 56 ปี เจ้าของร้าน ครัวผักหวาน เผยว่า ด้วยเมนูขึ้นชื่อของร้าน จึงได้รับเชิญมาออกงานที่เมืองทองธานี หลายครั้ง คุณเล็ก บอกว่า เมนูผักหวานป่า ขายดีขนาดที่ ทางร้านต้องออกไปส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก และรับซื้อมาใช้กับที่ร้านอาหาร จากช่วงแรกก็เพียงก๋วยเตี๋ยวผักหวานป่า ก็นำมาใส่ในแกงเลียง หมูตุ๋นเนื้อตุ๋น ทอดมัน ยำสด ยำกรอบ(ซึ่งวิธีการทำเหมือน ผักบุ้งทอดกรอบทุกประการ) และที่มาออกงานเมืองทองธานี ก็มาขายเป็นจาน ลูกค้าเดินกิน หรือนำไปนั่งที่โต๊ะรับประทานได้เลย ราคา 40 บาทและแบบซื้อกลับบ้านราคา 50 บาท วัตถุดิบห
“ผักหวานป่า” ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สรรพคุณทางอาหารเพียบ ปลูกไม่ยาก ไม่ชอบสารเคมี สร้างรายได้ให้เกษตรกรมานักต่อนักแล้ว เฉกเช่น คุณบุญยืน วงค์กระโซ่ เกษตรกรหนุ่มใหญ่ อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 3 บ้านโพนไฮ ตำบลหนองแคน อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร คุณบุญยืน เล่าว่า ปลูกผักหวานป่าเป็นอาชีพเสริมมาตั้งแต่ พ.ศ. 2547 สาเหตุที่สนใจปลูกผักหวานป่า เพราะเคยไปศึกษาดูงานเรื่องการปลูกผักหวานป่า ที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ขากลับแวะซื้อต้นกล้าผักหวานป่า และเมล็ดพันธุ์กลับบ้านมาด้วย การปลูกผักหวานป่าด้วยเมล็ดของคุณบุญยืน เขาใช้วิธีการเพาะเมล็ดให้ออกรากเสียก่อน แล้วนำลงปลูก ช่วงปลูกเป็นฤดูฝน ฝนตกสม่ำเสมอ ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องการรดน้ำ ประกอบกับพื้นดินที่ใช้ปลูกมีความสมบูรณ์ค่อนข้างสูง การรอดของต้นกล้าจึงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ จากนั้นก็ขยายปลูกเพิ่มเรื่อยๆ จนเต็มพื้นที่ราว 11 ไร่ การดูแลรักษา คุณบุญยืน เล่าว่า ทำเหมือนกับต้นไม้อื่นทั่วไป เช่น การใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ และปุ๋ยเคมี พืชที่เป็นพี่เลี้ยงก็ไม่ให้ความสำคัญมากนัก จะมีเพียงต้นลำไยซึ่งปลูกไว้ห่างๆ นอกจากนั้นยังมีต้นไม้ที่เกิดเองตามธรรมชาติบ้าง
คุณจันทร์ที ประทุมภา138 หมู่ที่ 6 บ้านโนนรัง ตำบลตลาดไทร อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา 30270 โทรศัพท์ (089) 948-4737, (081) 074-2843 เดิมคุณจันทร์ที ประกอบอาชีพเป็นช่างซ่อมรถยนต์ ทำอยู่ประมาณ 2 ปี หลังจากนั้นได้แต่งงานมีครอบครัว สร้างโรงสีข้าวและเลี้ยงหมูแม่พันธุ์ โดยมีหมู 80 ตัว นอกจากนั้นก็ทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว โดยทำนาเพียงอย่างเดียว รายได้จากการทำนาในปีแรกพอมีพอใช้ในครอบครัว ส่วนในปีที่สองจำเป็นต้องเอาหลักทรัพย์ไปจำนองสหกรณ์เพื่อนำเงินที่ได้มาลงทุนและใช้จ่ายในครอบครัว ผลจากการทำนาซึ่งเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว ก่อให้เกิดหนี้สินและไม่มีเงินออม ต่อมาคุณจันทร์ทีได้ไปศึกษาดูงานแปลงเกษตรผสมผสานของ พ่อผาย สร้อยสระกลาง ปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์ จึงได้แนวความคิดการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จากนั้นจึงนำมาเผยแพร่ให้กับสมาชิกในครอบครัว และร่วมกันตัดสินใจที่จะเริ่มต้นทำการเกษตรผสมผสานและดำเนินชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา ปัจจุบันได้ทำการเกษตรผสมผสานโดยการลดต้นทุนทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให
