ผู้มีรายได้น้อย
เปย์ต่อเนื่อง! ผู้มีรายได้น้อยเฮ ออมสินปล่อยกู้บัตรคนจน รายละ 5 หมื่น ผ่อนสูงสุด 5 ปี วันที่ 22 พ.ค. นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติช่วยเหลือผู้มีความยากจนที่ลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการรัฐจำนวน 11.4 ล้านราย ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีการจัดทำแผนการใช้ชีวิตให้มีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน โดยมีผู้แจ้งต้องการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจำนวน 1.4 ล้านรายกับธนาคารออมสิน ซึ่งธนาคารออมสินได้ออกมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยการเป็นแหล่งทุน ให้เงินกู้ สินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนสำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นำไปเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ ประกอบอาชีพเสริม โดยสามารถติดต่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ สำหรับสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชนสำหรับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้วงเงินกู้ไม่เกินรายละ 50,000 บาท ผ่อนชำระ 3-5 ปี เป็นการผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยงวดรายเดือน สูงสุด 60 งวด อัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน (Flat Rate) กรณีกู้ 10,000 บาท ผ่อนชำระขั้นต่ำงวดละ 242 บาทต่อเดือน กรณีกู้ 50,000 บาท ผ่อนชำระ
นักศึกษา-ผู้มีรายได้น้อย ครวญ “แม้ขึ้นราคาบาทสองบาท ก็ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายมากเกินไป” จากกรณี การขึ้นค่าโดยสาร รถร่วม – ขสมก.โดยรถเมล์ร้อน ปรับจาก 6.50 บาท เป็น 8 บาท, รถเมล์แอร์ (ครีมน้ำเงิน) จากเดิม 10-18 บาท ปรับขึ้นเป็น 12-20 บาท และ รถเมล์แอร์ ปรับจาก 11-23 บาท เป็น 13-25 บาท โดยมีการปรับใช้เมื่อ วันที่ 22 เม.ย. นั้น “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ลงพื้นที่สอบถาม ความคิดเห็นประชาชนผู้ใช้บริการรถสาธารณะ ได้รับคำตอบแทบเป็นเสียงเดียวกัน คือ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับมาตรการขึ้นราคาครั้งนี้ เริ่มต้นที่ คุณน้ำ และ คุณฮัท อายุ 21 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ให้สัมภาษณ์ว่า ทั้งคู่เดินทางไปเรียน โดยใช้บริการรถเมล์ จากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิทุกวัน ในหนึ่งวัน ใช้เงินไปประมาณ 100 – 150 บาท แยกเป็นค่ารถเมล์ไป-กลับ ประมาณ 50 บาท เมื่อมีการปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร ก็ได้รับผลกระทบ เพราะต้องนำเงินค่ากินอยู่ระหว่างวัน มาแบ่งจ่ายค่ารถที่เพิ่มขึ้น เลยคิดว่าไม่สมควรขึ้นเท่าไหร่ เพราะการให้บริการของรถบางสาย ไม่สมเหตุสมผลกับราคาที่เพิ่มขึ้น ควรปรับระบบขนส่ง ปรับให้เป็นรถใหม่ไม่ต้องเข้าอู่บ่อยๆ มารยาทของพ
กคช. เปิดจองบ้านผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ 1 โครงการ และบุรีรัมย์ 3 โครงการ ราคาเริ่มต้น 510,000 บาท วางเงินจอง 3,000-5,000 บาท จองได้วันนี้-8 เม.ย.นี้ รับโปรโมชั่นฟรีค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ กคช. เปิดจองบ้านผู้มีรายได้น้อย – นายธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช.) กล่าวว่า การเคหะแห่งชาติได้ขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางให้ได้มีที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพในระดับราคาที่สามารถรับภาระได้ โดยนำโครงการที่น่าสนใจในทำเลสุดพิเศษ จำนวน 4 โครงการ ได้แก่ โครงการที่อยู่อาศัยในจังหวัดกรุงเทพฯ 1 โครงการ คือ โครงการเคหะชุมชนและบริการชุมชนมิตรไมตรี (หนองจอก) ตั้งอยู่บริเวณถนนมิตรไมตรี แขวงหนองจอก เขตหนองจอก กรุงเทพฯ จัดสร้างเป็นอาคารชุด 4 ชั้น เนื้อที่ประมาณ 33 ตารางเมตร ประกอบด้วย 1 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ ราคาเริ่มต้น 510,000 บาท จองเพียง 3,000 บาท สามารถจองได้ที่ศูนย์ชุมชนบ้านเอื้ออาทรมิตรไมตรี (หนองจอก) ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.-8 เม.ย. 2562 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 09 5953 9347 นอกจากนี้ การเคหะแห่งชาติยังเปิดจองโครงการที่อยู่อาศัยในจังหวัดบุรี
ดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในไตรมาสที่ 1 ปี 2562 กคช.ส่งจะส่งโครงการบ้านขยายไปยังตลาดต่างจังหวัดถึง 7 โครงการ ในพื้นที่ 6 จังหวัด ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 700,000 บาทขึ้นไป จองและทำสัญญาเริ่มต้นเพียง 5,000 บาท แผนงานดังกล่าวเพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการมีที่อยู่อาศัย และยังเป็นการคืนกำไรให้ลูกค้า เนื่องจากครบรอบ 46 ปี กคช.อีกด้วย โดยโครงการในไตรมาสแรกของปีนี้มีทั้งสิ้น 2,079 หน่วย ได้แก่ โครงการนครนายก (พรหมณี 1), โครงการฉะเชิงเทรา (แปลงยาว 1), โครงการลพบุรี (พัฒนานิคม), โครงการชุมพร, โครงการศรีสะเกษ 2 โครงการ และโครงการสกลนคร (สว่างแดนดิน) ทั้งนี้ได้ออกแบบและรังสรรค์บ้านด้วยวัสดุคุณภาพที่แข็งแรง ปลอดภัย อยู่สบาย ทั้งแบบบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 2 ชั้น ขนาดพื้นที่ 21-24.5 ตารางวา ราคาขายระหว่าง 707,000-790,000 บาท และบ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ 42 ตารางวา ราคาขาย 1,862,000 บาท พร้อมโปรโมชั่นพิเศษจองและทำสัญญาเริ่มต้นเพียง 5,000 บาท โดยคุณสมบัติของผู้ที่ต้องการจอง ประกอบด้วย เป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย สำหรับบ้านที่มีราคาขายไม่เกิน750,000 บาท ผู้จองต้องมีรายได
เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. เกษตรกรและประชาชนผู้มีรายได้น้อย ในเขตอำเภอเมือง จ.บุรีรัมย์ ได้นำสมุดบัญชีเงินฝาก และบัตรเอทีเอ็ม มาปรับและกดเช็คยอดเงินโอนช่วยเหลือตามโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ ธกส.สาขาบุรีรัมย์ อย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อปรับเช็คยอดต่างก็ดีใจเมื่อมียอดเงินโอนเข้าบัญชีรายละ 1,500 บาท โดยบางรายที่มีบัตรเอทีเอ็ม ก็กดถอนเงินสดเพื่อนำไปใช้จ่ายทันที ขณะบางรายต่างก็ผิดหวังเมื่อไม่มียอดเงินโอนเข้าบัญชีตามที่คาดหวังไว้ เจ้าหน้าที่จึงได้แนะนำให้ไปขอตรวจสอบคุณสมบัติที่สรรพากรพื้นที่ ว่าเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติไม่ตรงตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือไม่ เช่น มีรายได้เกิน 100,000 บาทต่อปี หรือเป็นผู้เสียภาษีหรือไม่ ทั้งนี้ ยังพบปัญหาผู้มีรายได้น้อยอีกจำนวนมากที่ลงทะเบียนไว้ แต่ยังไม่ได้เปิดบัญชีเงินฝาก จึงได้เร่งรัดให้ไปเปิดบัญชียังธนาคารที่แจ้งลงทะเบียนไว้ เพื่อรักษาสิทธิ์ของตัวเอง และรอรับเงินโอนช่วยเหลือตามโครงการดังกล่าว โดยจากข้อมูลของ ธกส.พบว่า ธกส.ทั้ง 26 สาขา ทั้งสิ้นจำนวน 86,980 ราย คิดเป็นยอดเงินโอนรวมกว่า 197 ล้านบาท นางนันทวัน วรเชษฐ์ อายุ 53 ปี แม่ค้าขายส้มตำ ที่นำบัตร
