พอเพียง
ปรัชญาพอเพียง เหมือนธรรมะของพระพุทธเจ้า คือ ผู้ใดไม่ได้ปฏิบัติ ผู้นั้นไม่รู้ หนุ่มวัยสามสิบต้น เดินหนีระบบลูกจ้าง ก้าวสู่วิถีเกษตรกรรม ด้วยต้นทุนที่ดินมีอยู่เดิม แต่ด้วยสภาพดินเสื่อมโทรม ขาดแหล่งน้ำ จะทำเช่นไร “เดินตามรอยพ่อ” คือแนวทางนำมาใช้ จนเกิดเป็น ไร่สุขพ่วง คุณอภิวรรษ สุขพ่วง เกษตรกรรุ่นใหม่ หัวใจพอพียง เจ้าของ “ไร่สุขพ่วง” คือ คนหนุ่มที่หันมาสู่วิถีเกษตร เขาเลือก “เดินตามรอยพ่อ” กับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ จนเกิดเป็นความสุข พออยู่พอกิน สร้างรายได้ และถ่ายทอดสิ่งที่ตนรู้สู่ผู้สนใจ จนหลายๆ คนได้เกิดอาชีพบนหนทางเดียวกัน คุณอภิวรรษหันหลังให้การทำงานในระบบลูกจ้าง แล้วก้าวสู่บ้านเกิดในตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เขาค้นพบว่าสิ่งที่จะทำคืออาชีพเกษตรกรรม แต่ทว่าในเวลานั้น สภาพพื้นที่เสื่อมโทรม ขาดแหล่งน้ำ นั่นหมายถึง ไม่เหมาะกับการทำเกษตร “ผมมีต้นทุนเรื่องของที่ดิน 25 ไร่ แต่ต้องพบกับปัญหา พื้นที่แห้งแล้ง ไม่มีระบบชลประทาน ดินเสื่อมโทรม จึงต้องการนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่พื้นที่ของตัวเอง ซึ่งก็พยายามหาความรู้จากหลายๆ แห่ง กระทั่งได้พบปรัชญาของพระองค์ท่
ลุงเป้ง เกษตรกรระดับชาติ “ได้ดีทุกวันนี้ เพราะเชื่อในหลวง เดินตามรอยพอเพียง” เศรษฐกิจพอเพียง แม้จะเป็นวลีฮิตที่หลายคนนิยมกล่าว ทว่าน้อยคนไม่ได้ลงมือทำ แต่สำหรับ คุณเชาวรัตน์ อ่ำโพธิ์ หรือ คุณลุงเป้ง เกษตรกรตามแนวพระราชดำริ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2552 และประธานชมรมส่งเสริมและพัฒนาพันธุ์แพะ แกะ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี อดีตผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ เขาได้ผันตัวมาเป็นเกษตรกร พร้อมยึดหลักการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างแท้จริง ปัจจุบันไม่ต้องไปคอยแก่งแย่งชิงดีในสังคมทำงาน มีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่ยั่งยืน มีความสุขทุกวันอยู่ในผืนแผ่นดินไทย สำหรับประวัติคุณลุงเป้ง ครั้งหนึ่ง เขาคือผู้รับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ ต้องคอยไปประมูลงานราชการ เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้ที่ดี กระทั่งปี 2536 ตัดสินใจเป็นเกษตรกร เพราะต้องการหนีชีวิตที่ต้องคอยเอาแต่แย่งชิงคนอื่น มาใช้ชีวิตเรียบง่ายอย่างที่ควรจะเป็น ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ อยู่กับต้นไม้สีเขียว มีรายได้ยั่งยืนโดยไม่ต้องฝืนใจทำ จึงเป็นที่มาของชื่อไร่ว่า “คุณสุขฟาร์ม”
ตามรอยพอเพียง! เรียนรู้ศาสตร์พระราชา “วิชาอาชีพ” ที่เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว ว่ากันว่า ยามนี้หากใครมีโอกาสเดินทางไปทองเที่ยวภาคตะวันออกของไทย โดยเฉพาะจังหวัดระยอง แล้วไม่แวะไป “เช็กอิน” กันที่ “ร้านกาแฟกลางน้ำ เขาไม้แก้ว” อยู่แถวตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย แล้วล่ะก็ ถือว่าพลาดและน่าเสียดายมาก หลายคนจึงตั้งสถานที่ดังกล่าว ไว้เป็น “จุดหมายปลายทาง” ลำดับต้นๆ กันเลยทีเดียว เดินทางโดยรถยนต์จากกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณ 2.30 ชั่วโมง ถึงร้านกาแฟ “วิวหลักล้าน” ที่เอ่ยถึง ซึ่งตั้งอยู่ภายในเรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว ตำบลหนองละลอก อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง นั่นเอง ใช่แล้ว! อ่านไม่ผิด จุดเช็กอิน ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปจังหวัดระยอง ยามนี้ ตั้งอยู่ภายในเรือนจำ หรือภาษาที่ชาวบ้านเรียกกันทั่วไปก็คือ “คุก” นั่นเอง “ร้านกาแฟเขาไม้แก้ว แห่งนี้ มีผู้ต้องขังชายและหญิง เป็นแรงงานสำคัญ แบ่งงานกันคือ ผู้ต้องขังชายทำอาหาร ผู้ต้องขังหญิงชงเครื่องดื่มและทำขนม รายได้จากการขายแต่ละวัน หลังจากหักต้นทุนออกแล้ว จะตั้งกำไรทั้งหมดไว้เป็น 100 เปอร์เซ็นต์ แบ่ง 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นค่าแรงงาน ซึ่งภายหลังจาก
ประกาศขอเดินตามรอยพ่อ ใช้ชีวิตพอเพียง โดยโพสต์ในอินสตาแกรม @djeaky ว่า เตรียมตัวเก็บของ เพื่อย้ายกลับไปอยู่บ้านเดือนหน้า ผมคิดไว้ว่าจะเลี้ยงปลา ปลูกพืชผักมุมเล็ก ๆ ไว้ทานเอง ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมาย ไม่บ่น ไม่วีน เปลี่ยนมุมมองบางอย่างในชีวิตใหม่ #พอเพียง ความกตัญญูต่อพ่อแม่ คือสิ่งที่สำคัญที่สุด ในช่วงชีวิตนึงผมเคยละเลยพวกเค้า แต่ผมก็มาคิดได้ตั้งแต่ที่ท่านทั้งสองไม่ค่อยสบาย เรามีพ่อแม่ได้คนเดียวในชีวิต ลองถามตัวเองกันดูนะครับทุกวันนี้ เรามีเวลาทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากับท่านอาทิตย์ละกี่มื้อ เดือนๆนีงเราให้เงินพ่อแม่บ้างไม๊? หรือนึกถึงแต่ความจำเป็นของตัวเอง #ตามรอยเท้าพ่อ #ปรับเปลี่ยนชีวิต #ความจริงที่บางคนอาจลืมแบบไม่ตั้งใจ #หาแสนให้สี่พันหรือหาแสนให้ห้าหมื่น #ตัวคุณๆรู้ดีนะครับ ที่มา ข่าวสดออนไลน์
ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า ทุกเช้าของทุกๆ วัน บริเวณสี่แยกป่าหมาก ต.นาตาล่วง อ.เมืองตรัง บรรยากาศหอมตลบอบอวลของกลิ่นข้าวหลาม ที่ครอบครัวและเครือญาติพี่น้องของหนุ่มใหญ่เมืองตรัง ทำการหลามกันใหม่ๆ ทำให้ผู้คนที่ขับรถผ่านไปมาต้องแวะซื้อไปชิม ลิ้มลอง และเป็นของฝากกันอย่างไม่ขาดสาย ในวันปกติจะหลามประมาณวันละ 200 กระบอก แต่หากเป็นช่วงเทศกาลจะหลามเพิ่มเป็น 2-3 เท่าตัว และจะขายหมดทุกวัน นายเพียร เมืองไทย หรือโกเม่น อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 53/7 หมู่ 4 ต.นาตาล่วง อ.เมืองตรัง เจ้าของข้าวหลาม OTOP โกเม่นเจ้าเก่า สี่แยกป่าหมาก ได้เล่าว่า ก่อนหน้านี้ได้ประกอบอาชีพกรีดยางพารา ต่อมายางพาราราคาตกต่ำ จึงหันมาประกอบอาชีพทำข้าวหลามขาย ซึ่งตอนแรกก็ไม่มั่นใจมากนักว่าจะประคับประคองอาชีพนี้ได้นานแค่ไหน ตนเองและครอบครัวได้ยึดอาชีพทำข้าวหลามมาเรื่อยๆ และเห็นว่าอาชีพขายข้าวหลามอยู่ได้ สามารถสร้างรายได้ดีกว่าทำสวนยางพารา จึงทำเรื่อยมาเป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว วัตถุดิบต่างๆ เช่น ไม้ไผ่ จะใช้ไม้ไผ่สีสุก ไผ่หวาน ซึ่งต้องเดินทางไปซื้อที่ จ.พัทลุงและสงขลา เนื่องจาก จ.ตรังมีไม้ไผ่ไม่เพียงพอ การสั่งซื้อไม้ไผ่ในแต่
