ฟักทอง
ภัยแล้งมาแน่! แนะพืช 7 ชนิด ใช้น้ำน้อย ทางรอดของเกษตรกรไทย ศูนย์พยากรณ์หลายสำนักต่างลงมติเป็นเสียงเดียวกันว่าปีนี้ “ภัยแล้งมาแน่” ฉะนั้น พืชที่ใช้น้ำน้อยดูเหมือนจะเป็นทางรอดของเกษตรกร บริษัท ไอ ซี พี ลัดดา ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสารเคมีป้องกันศัตรูพืช ให้ข้อมูลว่า การส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยมีความสำคัญมาก เกษตรกรต้องรู้จักเลือกปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย งดหรือเลื่อนการทำนาปรังในพื้นที่ที่คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำจะไม่เพียงพอต่อการเพาะปลูก และหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้ทดแทนในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งพืชที่มีอายุสั้น ได้แก่ แตงกวา-แตงร้าน ฟักทอง แตงโม ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดข้าวเหนียว แฟง และ ถั่วฝักยาว การปลูกพืชผักอายุสั้นใช้เงินลงทุนต่อรุ่นต่ำ แต่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ 2-3 รอบต่อรุ่น การปลูกพืชระยะสั้นไม่ใช่เรื่องยาก เริ่มจากเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชผักที่ใช้น้ำน้อย 7 ชนิด เช่น แตงกวา-แตงร้าน ฟักทอง แตงโม ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดข้าวเหนียว แฟง และถั่วฝักยาว ปรับดินเตรียมแปลงปลูก ลงทุนทำระบบน้ำหยด เพื่อให้น้ำถูกส่งผ่านทางท่อ และปล่อยน้ำออกทางหัวหยดน้ำ ซึ่งติดตั้งไว้บริเ
เปิดสรรพคุณ “ผักพื้นบ้าน” อัญชัน-ฟักทอง-ตำลึง-ผักบุ้ง ใช้บำรุงสายตา นายแพทย์สรรพงศ์ ฤทธิรักษา รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังมองข้ามวิตามินเอที่มีอยู่ในพืชสมุนไพร ผัก ผลไม้ ที่หาง่ายมีสรรพคุณบำรุงสายตา เช่น ดอกอัญชัน มีสารแอนโธไซยานิน มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) จากธรรมชาติ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของตา รวมถึงเพิ่มความสามารถในการมองเห็น ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต แก้อาการตาฟาง ตามัวจากภาวะเสื่อมของดวงตา ส่วนผักพื้นบ้าน ได้แก่ ฟักทอง เป็นพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูงชนิดหนึ่ง เนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูง บำรุงดวงตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพได้ ผักบุ้ง มีสารอาหารหลายชนิด จุดเด่นของผักบุ้ง คือ มีวิตามินเอสูงเช่นกัน การรับประทานผักบุ้งเป็นประจำจะลดอาการปวดดวงตา ลดอาการแสบตาที่เกิดจากการใช้สายตามากเกินไปได้เป็นอย่างดี ส่วนผักตำลึง สมุนไพรริมรั้วคู่ครัวไทย จุดเด่นของตำลึงอีกสรรพคุณหนึ่ง คือ บำรุงสายตา ช่วยถนอมสายตาให้มีสุขภาพดี ช่วยในการมองเห็นอีกด้วย นี่เป็นเพียงตัวอย่างพืชผักสมุนไพรส่วนหนึ่งที่ประชาชนสามารถซื้อหามาป
เปิดเทคนิคปลูก ‘ฟักทอง’ ง่ายๆ ให้ได้ผลผลิตคุณภาพ ณ สวนคุณลี เกษตรกรที่เสร็จสิ้นการทำนาปีแล้ว นิยมปลูกผักหลังการทำนาเพื่อเป็นรายได้เสริม “ฟักทอง” พืชที่มีความเหมาะสมในการปลูกช่วงหลังการทำนา เกษตรกรจะประสบความสำเร็จในการผลิตฟักทองให้ได้คุณภาพ จึงต้องศึกษาถึงลักษณะนิสัยของพืชชนิดนี้ ตั้งแต่การปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว การเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม การเตรียมดินก่อนปลูก การให้น้ำ-ปุ๋ย ตลอดจนปัญหาของโรค-แมลงศัตรู เพื่อจะได้หาวิธีป้องกันกำจัด และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ สำหรับบ้านเราพบว่า ฟักทอง ที่ปลูกเพื่อการบริโภคนั้น ลักษณะของพันธุ์จะมีเปลือกสีเขียวคล้ำร่องผลเป็นพูสม่ำเสมอ หรือเปลือกขรุขระแบบหนังคางคก ผลที่แก่จัดขึ้นนวลสีขาวตั้งแต่ขั้วไปทั้งผลและนิยมปลูกพันธุ์ผลใหญ่มีน้ำหนักมากกว่า 4-5 กิโลกรัม หรือผลเล็กมีน้ำหนักผลระหว่าง 2-3 กิโลกรัม ในปัจจุบันพันธุ์ฟักทองทางการค้าที่เกษตรกรไทยนิยมปลูกจะใช้พันธุ์ลูกผสม ซึ่งมีให้เลือกตามที่ตลาดมีความต้องการ ก็จะเลือกใช้สายพันธุ์ที่ตลาดจะเป็นตัวกำหนดในแต่ละพื้นที่ การเตรียมพื้นที่ปลูกฟักทอง ฟักทอง เป็นพืชผักที่มีลำต้นทอดเลื้อยไปตามพื้น เช่นเดียวกับแตงโม
จบปริญญาโท ปลูกฟักทองบัตเตอร์นัท 1 ไร่ 3 เดือน เก็บผลผลิตขาย ฟันรายได้หลักแสน บัตเตอร์นัท เป็นผลไม้กลุ่มสควอช (Cucurbita moschata) รูปทรงคล้ายน้ำเต้า เป็นฟักทองเทศที่เติบโตเป็นเถา รสชาติหวาน มัน มีสีเหลืองอ่อนและส้ม โดยที่แกนเมล็ดอยู่ด้านล่างของผล เมื่อผ่าออกมาแล้ว จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มขึ้นและจะมีรสหวานขึ้น คุณทาริกา วงค์น้อย (พี่นิ) อยู่บ้านเลขที่ 99 หมู่ที่ 14 บ้านร่องปลาค้าว ตำบลนางแล อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย เกษตรกรสาวดีกรีปริญญาโท จากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถึงแม้จะเริ่มเข้าสู่ชีวิตการเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัวได้เพียง 4 ปี แต่ระยะเวลาแค่ 4 ปี ก็สามารถทำให้พี่นิสะสมประสบการณ์มาได้ไม่น้อย คุณทาริกา วงค์น้อย (พี่นิ) พี่นิ เล่าว่า จุดเริ่มต้นของการเข้ามาเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัวเกิดจากงานประจำก่อนหน้านี้ พี่นิเรียนจบปริญญาตรี และปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยจบปริญญาโทจากคณะเกษตรศาสตร์ เมื่อเรียนจบได้เข้าทำงานที่ต้องข้องเกี่ยวกับสารกัมมันตภาพรังสีค่อนข้างเยอะ ทำได้ระยะหนึ่งรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีอาการป่วยเรื้อรัง ร่างกายไม่แข็งแรง จึงตัดสินใจลาออกจากงานกล
วันที่ 7 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในพื้นที่ อ.พบพระ จ.ตาก เป็นแหล่งใหญ่ที่ผลิตฟักทอง และพืชผลการเกษตร ส่งขายทั่วประเทศ แต่เนื่องด้วยราคาตกต่ำจนรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย ส่งผลให้ชาวเกษตรกรเดือดร้อนต้องเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น นายสงัด วินนัน อายุ 52 ปี กล่าวว่า ตนปลูกฟักทองจำนวน 15 ไร่ ปลูกในช่วงฤดูแล้งเพื่อที่จะให้ออกช่วงต้นฝน หวังจะได้ราคาดีได้กำไรเป็นเงินค่าเล่าเรียนของลูก แต่ราคาตกต่ำ ทำให้ย่ำแย่มากเพราะขาดทุน อีกทั้งยังพบปัญหาน้ำไม่เพียงพอ ฟักทองขาดน้ำ ลูกเล็กไม่โต ลูกไม่ได้ขนาด ไม่เป็นที่ต้องการของพ่อค้า ราคาขายฟักทองเหลือเพียงกิโลละ 4-5 บาท นายสงัด กล่าวต่อว่า ตนเสียดายที่ผลผลิตไร่ที่ปลูกออกมาสู่ตลาดช้า เพราะเมื่อ 10 วันที่ผ่านมา ราคาดี เกษตรกรรายอื่นขายได้ราคากิโลละ 10 กว่าบาท ของตนเป็นฟักทองพันธุ์ทองอำไพ ซึ่งเป็นพันธ์ที่ดูแลรักษาง่ายใช้ปุ๋ยใช้ยาน้อย ต้นทุนไม่สูง และมีพอค้ามาซื้อถึงในไร่ ใช้เวลาปลูกเพียง 90 วัน แต่วันนี้ก็ยังมาประสบปัญหาขาดทุนอีก ไม่มีเงินส่งลูกเรียน จะต้องไปกู้หนี้เพื่อนำมาใช้ต่อทุนและใช้จ่ายในครอบครัวต่อไป ที่มา ข่าวสดออนไลน์
