ฟินเทค
อนาคตฟินเทค ในประเทศไทย ในโลกการเงินยุคดิจิทัลในปัจจุบัน ฟินเทคได้เข้ามามีบทบาทในผลิตภัณฑ์ทางการเงินมากขึ้น ซึ่งฟินเทคหรือเทคโนโลยีทางการเงิน ก็คือการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินและสร้างนวัตกรรมใหม่ เพื่อเป็นสินค้าและบริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ สะดวก และปลอดภัย รวมทั้งช่วยลดต้นทุนของผู้ใช้งาน ด้วยประโยชน์และวัตถุประสงค์ของฟินเทคนี้เอง ทำให้ฟินเทคได้รับการพัฒนาและมีบทบาทในประเทศไทยมากขึ้น แนวโน้มบทบาทของฟินเทคในอนาคตในด้านต่างๆ สามารถสรุปได้เป็นประเด็นหลักๆ ดังนี้ บทบาทอนาคตของฟินเทคด้าน Investment ในด้านการลงทุน ปัจจุบันฟินเทคได้เข้ามามีบทบาทในการลงทุนหลายรูปแบบ ได้แก่ การบริหารด้านการลงทุน (Investment Management) การระดมทุน (Crowdfunding) สกุลเงินดิจิทัล (Digital Currency) การประกันภัย (Insurance) ระบบการชำระเงิน (Payment Method) และโบรกเกอร์การเทรดออนไลน์ (Online Trading Broker) ทิศทางบทบาทของฟินเทคในภาคการลงทุนในอนาคตมีแนวโน้มที่จะเติบโตสูงขึ้นอย่างชัดเจน ในฐานะที่เป็นเครื่องมือประสิทธิภาพสูงช่วยในการลงทุน โดยแนวโน้มการเติบโตจะเป็นไปในทิศทางต่อไปนี้ 1. Investment
นายเจมส์ รามา ปัทมินทรวิภาส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานเครือข่ายสาขาและบริการดิจิตอล ธนาคารยูโอบี (ไทย) เปิดเผยว่า สตาร์ทอัพในไทยมีการพัฒนาและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งกลุ่มเทคโนโลยีการเงิน(ฟินเทค) และอุตสาหกรรมอื่น ๆ อาทิ การพัฒนาด้านหุ่นยนต์ (โรโบติกส์) ภาคการขนส่ง(โลจิสติกส์) ผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพ(เฮลท์แคร์) เป็นต้น โดยการเติบโตของสตาร์อัพไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า ปี 2555 มีสตาร์ทอัพในไทย 3 ราย มีการระดมทุนได้ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุด ปี 2559 ณ สิ้นไตรมาส 2 มีสตาร์ทอัพเพิ่มเป็น 72 ราย และมีการระดมทุนได้ 108 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกัน สิงคโปร์ มีสตาร์ทอัพอยู่ที่ 220 ราย และมีการระดมทุนได้กว่า 1,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากนี้ จะมีจำนวนสตาร์ทอัพไทยเพิ่มมากขึ้นและสามารระดมทุนได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นายเจมส์ กล่าวว่า ธนาคารยูโอบีให้ความสำคัญกับธุรกิจสตาร์ทและพร้อมจะสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทให้สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ ผ่าน 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.การพัฒนาความสามารถของบุคลากร ด้วย ฟินแลบ โครงการเพาะบ่มสตาร์ทอัพ ระยะ 3 เดือน 2.การเข้าแหล่งเงินทุน ขณะนี
‘นายกฯ’เปิดประชุมภาคธุรกิจเอซีดี ผนึกกำลังเอกชน ดึงศักยภาพ-เงินทุนตอบโจทย์พัฒนาประเทศ กำหนดโรดแมปลดความเหลื่อมล้ำ สู่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 9 ตุลาคม ที่โรงแรมพลาซ่าแอทธินี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมภาคธุรกิจในกรอบความร่วมมือเอเชียครั้งแรก (ACD Connect 2016) ในหัวข้อบทบาทสำคัญของภาคธุรกิจต่อวิวัฒนาการของ ACD (The Indispensable Role of Business in the Evolution of ACD) โดยมีตัวแทนภาคเอกชนประเทศสมาชิกเข้าร่วม ตอนหนึ่งว่า นามรัฐบาล คนไทยทั้งประเทศ ขอต้อนรับสมาชิก 34 ประเทศพูดคุยเรื่องธุรกิจ นำจุดแข็งที่หลากหลายของเอเชีย ผนึกพลังขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ภาคเอกชนถือเป็นพลังสำคัญในการสร้างพลวัตใหม่ ท่ามกลางความผันผวนและความท้าทายต่างๆ ต้องดึงเอาศักยภาพที่หลากหลายของเอเชียออกมาอย่างสร้างสรรค์ เชื่อมโยงระหว่างประชาชนกับประชาชน นำสู่การปฏิบัติให้เร็วที่สุด โดยกำหนดโรดแมป หากิจกรรมเริ่มต้นให้ได้ ในปีนี้และอีก 20 ปีข้างหน้า ถ้าเราถอดสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ก็จะ
