ภาษีเหล้า-เบียร์
สรรพสามิต เผยปี 63 จัดเก็บภาษีเหล้า-เบียร์ ได้ 1.4 แสนล้านบาท วันที่ 25 ก.ย. นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตในปีประมาณ 2563 (ต.ค.2562-ก.ย.2563) จัดเก็บได้ 5.46 แสนล้านบาท แม้ว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายจัดเก็บที่ 5.8 แสนล้านบาท แต่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย หลังประเมินผลกระทบจากโควิด-19 ที่ 5.01 แสนล้านบาท โดยคาดว่าในปีงบประมาณ 2564 จะจัดเก็บได้เป้าหมายที่ 5.3 แสนล้านบาท ซึ่งปรับลดลงจากเดิมที่ 6.3 แสนล้านบาท “ค่อนข้างงง แปลกใจกับตัวเลขจัดเก็บปีนี้ เพราะเดิมที่เห็นเป้าหมายจัดเก็บใหม่ที่ 5.01 แสนล้านบาท ยอมรับว่าหืดขึ้นคอ เพราะโควิด ทำให้มีการล็อกดาวน์กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด แต่พอเริ่มเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตัวเลขจัดเก็บก็เริ่มกลับมาช่วงไตรมาส 4 ปีงบประมาณ 2562” ทั้งนี้ตัวเลขที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมาย มาจากการจัดเก็บภาษี สุรา เบียร์ และเครื่องดื่ม ที่ไม่ต่ำกว่าคาดการณ์มากเกินไป เนื่องจากมีการเก็บภาษีจากโรงงาน และของไปค้างที่สต็อก รวมทั้งช่วงโควิด ประชาชนให้ความสนใจดื่มน้ำผสมวิตามินเป็นอย่างมาก โดยภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ 8 หมื่นล้านบาท ต่
นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า การกำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายใต้ราง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิตฉบับใหม่นั้น เป็นการปรับเพดานสูงสุดของพิกัดภาษี เนื่องจากของเดิมใช้มานานไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยจะปรับเปลี่ยนเป็นการคิดคำนวณทั้งจากราคาขายปลีกแนะนำและปริมาณแอลกอฮอล์เป็นฐานการกำหนดอัตราภาษี แต่จะไม่ได้ส่งผลให้ราคาปรับขึ้นมากผิดปกติตามที่เป็นข่าว ส่วนอัตราการจัดเก็บจริงจะเป็นเท่าใดนั้น ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อครั้งที่ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายดังกล่าวได้ระบุว่าจะต้องไม่สร้างภาระเรื่องภาษีให้กับผู้ประกอบการและผู้บริโภค ดังนั้น เมื่อฐานการคำนวณโตขึ้นเนื่องจากการหันมาใช้ราคาขายปลีกแนะนำ ก็จะต้องปรับลดอัตราลงมาเพื่อให้เสียภาษีในระดับใกล้เคียงของเดิม เพื่อไม่ให้เป็นปัญหากับผู้บริโภค ซึ่งจะต้องออกเป็นกฎกระทรวงโดยเสนอ ครม.ให้ความเห็นชอบอีกครั้งก่อนจะมีผลบังคับใช้ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า การกำหนดเพดานภาษีไม่ได้หมายความว่าจะต้องเรียกเก็บภาษีในอัตราสูงสุด เป็นการเผื่อไว้ล่วงหน้า โดยฝ่ายวิชาการจะนำปัจจัยต่างๆ มาคิดคำนวณ เช่น อัตราแลกเปลี่ยนที่จะผันแปร
