มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
“ที่คีบบอกความสุก” เพื่อความสุขในการกินของคนตาบอด “อยากกินหมูกระทะด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต” คือความฝันของคนพิการทางสายตา ที่เรื่องง่ายๆ อย่างการกินหมูกระทะกลับเป็นเรื่องที่ยากจะเข้าถึง นี่คือโจทย์ที่ทัชใจ นายกานต์รวีย์ แดงเพ็ง นางสาวปณาลี รติพัชรพงศ์ และ นางสาวมิ่งขวัญ หล่อตระกูล เด็กมัธยมจากโรงเรียนดรุณสิกขาลัย ร่วมกันประดิษฐ์ “เครื่องวัดอุณหภูมิเนื้อสัตว์สำหรับคนพิการทางสายตา” เพื่อให้คนตาบอดได้ทำตามฝันที่ตั้งไว้ นายกานต์รวีย์ เล่าว่า งานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในโครงการวมว. ที่โรงเรียนทำร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยโจทย์ที่สนใจเป็นเรื่องของคนพิการ โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการทางสายตา ซึ่งจากข้อมูลประเทศไทยมีคนพิการทางสายตาสูงถึง 184,197 คน หรือคิดเป็น 7.99% จากคนพิการในประเทศไทยทั้งหมด 2,304,068 คน และจากการที่พวกเราได้พูดคุยและเก็บข้อมูลจากคนพิการทางสายตาเป็นกลุ่มตัวอย่างทั้ง 24 คน พบว่า นอกจากปัญหาเรื่องการเดินทางไปยังสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย การเลือกซื้อสิ่งของด้วยตนเองในร้านสะดวกซื้อต่างๆ แล้ว การทำอาหารกินเองหรือแม้แต่การไปกินในร้านปิ้งย่างที่เป็นเรื่องปกติของคนทั่ว
มจธ. เร่งพัฒนา “เทคโนโลยีสู่สังคมสำหรับทุกคน (Technology for Inclusive Society)” สุดล้ำ เดินหน้าสร้างความเท่าเทียมเพื่อทุกคนในสังคม จะดีแค่ไหนหากคนพิการสามารถทำงานเหมือนคนปกติ ตัวอยู่ที่บ้านแต่สามารถบังคับหุ่นยนต์ (Avatar) ที่เปรียบเสมือนร่างกายทำงานแทนได้จากระยะไกล คงเป็นเหมือนภาพฝันที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ปัจจุบันเรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นจริงแล้วที่สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) รองศาสตราจารย์ ดร.สยาม เจริญเสียง รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายวิชาการ มจธ. และอดีตผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) กล่าวว่า จากสถิติประชากรในปี 2566 ประเทศไทยมีประชากรกว่า 66 ล้านคน ในจำนวนนั้นมีคนพิการอยู่ถึง 2,180,178 คน เป็นคนพิการที่อยู่ในวัยทำงานอายุ 15-59 ปี จำนวน 857,117 คน แต่มีคนพิการเพียงร้อยละ 36 หรือ 311,259 คนเท่านั้นที่มีอาชีพเลี้ยงดูตัวเองได้ “อาชีพที่คนพิการทำได้ส่วนใหญ่จะเป็นงานด้านการเกษตร รับจ้างทั่วไป ซึ่งเป็นงานที่ใช้ทักษะน้อยทำให้ได้รับผลตอบแทนน้อยตามไปด้วย ดังนั้น จะทำอย่างไรให้คนพิการสามารถทำงานที่ต้องใช้ทักษะสูงขึ้น เพื่อให้ได้ค่
หลังลาออกจากงานประจำ กลับมาช่วยครอบครัวขายวัสดุก่อสร้างที่ฉะเชิงเทรา ‘ฉัตรชัย ล้อมสุขวัฒนา’ อดีตพนักงานบริษัทเอกชนก็เริ่มสนใจเกษตร ครั้งแรกปลูกเมล่อน บนพื้นที่ 2 งาน รอบแรกขายได้ 250 ลูก ราว 400 กิโลกรัม คิดเป็นเงิน 48,000 บาท ต่อมาเดือนเมษายน ปี 49 เมล่อนราคาตกฮวบ ชายหนุ่มไหวตัวทันหันปลูก ‘ฟักทองบัตเตอร์นัท’ พืชทางเลือกใหม่ รูปทรงแปลกตา ปลูกง่าย รสชาติดี ทำได้หลายเมนู ลงทุนครั้งแรก 12,000 บาท กำไร 40,000 บาท คุณฉัตรชัย ในวัย 32 ปี เล่าว่า หลังจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำงานวางระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ 2 ปี หลังจากนั้นลาออกมาช่วยกิจการครอบครัวขายวัสดุก่อสร้างที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ช่วงที่มีเวลาว่างเริ่มสนใจเกษตร ไปลงเรียนคอร์สไม้ผลที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ในปี 2555 ที่คุณฉัตรชัยกลับมาช่วยงานที่บ้าน เขาบอกว่า นำระบบคอมพิวเตอร์มาช่วยบริหารจัดการร้าน เช่น ระบบบาร์โค้ด ระบบบิล ทำให้ร้านขายวัสดุก่อสร้างดำเนินงานง่าย โดยที่เจ้าของไม่ต้องนั่งเฝ้าร้านทั้งวัน ดังนั้นจึงมีเวลาว่างมากขึ้น “ผมอาศัยอยู่ในอำเภ
