มาร์เก็ตติ้ง
ปี 2024 การตลาดแบบดราม่า ทำไมถึงไม่เวิร์ก และไม่ควรทำ นักการตลาดมีคำตอบ การทำธุรกิจหรือสร้างแบรนด์ในยุคนี้ ขาดไม่ได้คือการทำมาร์เก็ตติ้งหรือการตลาด ตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้บริโภครู้ว่า “เรามีดีอย่างไร ขายผลิตภัณฑ์อะไร ราคาเท่าไหร่” โดยผ่านช่องทางต่างๆ ไม่ใช่แค่ทีวี แต่รวมไปถึงแพลตฟอร์มฮิต อย่าง TikTok YouTube และ Facebook เป็นต้น ซึ่งการทำมาร์เก็ตติ้งก็มีหลากหลายวิธี แต่ที่ไม่ควรทำ คือ การตลาดแบบดราม่า โดย คุณแอ๊ม-ศรัณย์ แบ่งกุศลจิต การตลาดการเตลิด ได้ให้เหตุผลไว้อย่างน่าสนใจ การตลาดแบบดราม่า คือการนำดราม่าเข้ามาใช้ อย่างเช่น “สินค้ากำลังจะเสียทั้งล็อต อยากให้คนมาช่วยอุดหนุน” การบอกแบบนี้จะทำให้ลูกค้ามาอุดหนุนก็จริง แต่เขาจะอุดหนุนเพียงแค่ 1 ครั้ง ไม่มีครั้งที่สอง สาม หรือสี่ ตามมา การตลาดแบบดราม่าจึงไม่เหมาะ หรือการเปิดหัวด้วยการวีน ใช้ถ้อยคำด่า แล้วขายของตอนท้าย แม้ร้านจะได้เอนเกจเมนต์ ได้ยอดวิวจากการที่ลูกค้าหยุดดูคอนเทนต์ตามความอยากรู้อยากเห็น แต่นั่นไม่ใช่ความยั่งยืน และเสี่ยงต่อการเกิดกระแสทัวร์ลง และการใช้ดราม่าก็อาจจะกลบจุดเด่นของสินค้าเราได้ จึงแนะนำ
ส่องกลยุทธ์นักการเมือง ตัวตึงเรื่องมาร์เก็ตติ้ง ใช้การตลาดอะไรในช่วงหาเสียง? การเมือง เป็นเรื่อง “การตลาด” เชื่อสิว่า นักการเมืองนี่แหละ ตัวตึงด้านการทำตลาดเลย แต่เป็นตลาดที่ไม่ค่อยน่าเอาเยี่ยงอย่างมาทำธุรกิจ ช่วงนี้คงสนุกสนานกับการดวลการตลาดการเมืองกันของแต่ละพรรค การเลือกตั้งรอบนี้ การงัดกลยุทธ์ต่างๆ มาใช้ ดูเหมือนว่า จะงัดตำราการตลาดแทบทุกสำนักมาใช้กันอย่างครึกครื้น แต่เราก็พอจะได้แง่คิดมุมมองจากพวกเขาอยู่บ้าง ตามธรรมดาของการตลาด เป็นเรื่องการทำอย่างไรให้ฝ่ายที่ต้องการสินค้าหรือบริการ ตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการจากฝ่ายที่มีของมีสินค้าได้เร็วขึ้น พูดง่ายๆ “ทำให้ซื้อขายกันเร็วขึ้น” นั่นคือ หัวใจของการตลาด ดังนั้น องค์ประกอบของการตลาดในเบื้องต้น อย่างแรก จึงต้องเริ่มจากการมี “สินค้า” ก่อน ซึ่งสินค้าบางอย่างจับต้องไม่ได้ ซื้อแล้วเอากลับบ้านไม่ได้ เรียกว่า “บริการ” ถ้าดูการเมือง ไม่มีสินค้าเป็นชิ้นเป็นอันมาขาย แต่เป็น “บริการขจัดทุกข์บำรุงสุข” ให้ประชาชน โดยมีนักการเมืองเป็นผู้ให้บริการ องค์ประกอบที่สอง อยากได้สินค้า ก็ต้องจ่ายเงิน หรือสิ่งแลกเปลี่ยนอื่น การตีมูลค่าหรือ “ราคา” จึงเกิดขึ
