ยารักษาโรค
องค์การเภสัชกรรม (อภ.) พัฒนายาฟาวิพิราเวียร์ รักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในระดับห้องปฏิบัติการ พร้อมก้าวสู่กระบวนการผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบจนเป็นเม็ดยาสำเร็จรูป คาดสำเร็จปลายปี 64 พึ่งพาตนเองรองรับผู้ป่วยระยะยาว วันที่ 13 พ.ค. ดร.ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า อภ.ได้วิจัยและพัฒนา ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) มาตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม 2563 โดยได้มีการวางแผนบริหารจัดการเพื่อให้มียาฟาวิพิราเวียร์ มีเพียงพอต่อความต้องการรองรับการรักษาผู้ป่วยภายในประเทศอย่างยั่งยืนทั้งในภาวะวิกฤต และระยะยาว ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาเม็ดฟาวิพิราเวียร์ ที่ได้ดำเนินการคู่ขนานกับ การนำเข้านั้น ได้มีการจัดหาวัตถุดิบเพื่อใช้พัฒนาและผลิตยาเม็ดฟาวิพิราเวียร์ ได้เองภายในประเทศ สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยคัดเลือกแหล่งวัตถุดิบที่่มีคุณภาพมาตรฐานจาก ประเทศจีน ซึ่งขณะนี้ได้จัดซื้อตัวอย่างวัตถุดิบมาเพื่อทดลองผลิตในเบื้องต้นและอยู่ระหว่างการสั่งซื้อวัตถุดิบในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อนำมาพัฒนาสูตรตำรับ และขยายขนาดการผลิต ตลอดจนศึกษาความคงสภาพ และศึกษาประสิทธิผลทางชีวสมมูล (Bioequivalence
“แปะก๊วย” มีดีมากกว่าที่คิด หากกล่าวถึงสมุนไพรบำรุงสมองหนึ่งในนั้นที่จะต้องถูกหยิบยกมาคงหนีไม่พ้น “แปะก๊วย” สมุนไพรที่มีสรรพคุณโดดเด่น ดีต่อสุขภาพ และสามารถนำมาดัดแปลงเป็นเมนูที่หลากหลายทั้งคาวและหวานตามแต่จะรังสรรค์ แปะก๊วย หรือ กิงโกะ เป็นสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน และถูกหยิบยกมาใช้เป็นยารักษาโรคมานานนับ 4,000 ปี ตามตำราแพทย์จีนจะนำใบแปะก๊วย มาสกัดเป็นยาใช้รักษาอาการหืด โรคปอด โรคหัวใจ ยับยั้งการเสื่อมของสมอง ส่วนเมล็ดแปะก๊วยก็นำมารับประทานเพื่อช่วยในการย่อยอาหาร บำรุงสมอง และบำรุงร่างกาย ไม่เพียงคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้น แต่เจ้าสมุนไพรโบราณชนิดนี้ มีคุณประโยชน์ที่หลากหลายชนิดที่คุณอาจคาดไม่ถึงเลยทีเดียว แปะก๊วยอุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต้านโรคและชะลอวัยได้เป็นอย่างดี กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดที่สมอง และแขน ขา จึงช่วยลดอาการชาปลายมือ ปลายเท้า หรือตะคริว ลดการวิงเวียน และหูอื้อ อันเนื่องมาจากปัญหาการไหลเวียนของเลือดได้ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยต่อต้านสารเคมีที่จะเข้าสู่ร่างกาย บำรุงปอด แก้ไอ ขับเสมหะ ลดการหดตัวของกล้ามเนื้อที่หลอดลม จึงช่
กพย. ชี้ประกาศ กกร.แจ้งราคาซื้อขายยา แค่มาตรการช่วยเบื้องต้น เห็นราคาเปรียบเทียบ สเต็ปถัดไปเซ็ตราคาที่เหมาะสม รพ.เอกชน อยู่ได้ แยกค่าอำนวยความสะดวกลงใบเสร็จ ผู้บริโภคพร้อมจ่ายแม้ราคาไม่ถูกลง เห็นความโปร่งใส จากกรณีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ฉบับที่ 52 พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 พ.ค. โดยกำหนดให้ รพ.เอกชน 353 แห่งแจ้งราคาซื้อขายยาภายใน 45 วัน หากเปลี่ยนแปลงราคายาต้องแจ้งกรมฯ ใน 15 วันก่อนปรับราคา และกำหนดลักษณะใบสั่งยาเพื่อให้ผู้ป่วยนำไปซื้อภายนอกได้ เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ผศ.ภญ.ยุพดี ศิริสินสุข รองผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังพัฒนาระบบยา (กพย.) ในฐานะคณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการกำกับดูแลราคายาและเวชภัณฑ์ กล่าวว่า ต้องชื่นชมกรมการค้าภายในที่มีความกล้าหาญในการประกาศ แม้จะถูกสมาคมโรงพยาบาลเอกชนฟ้องร้องอยู่ มาตรการนี้เป็นการสร้างความโปร่งใสให้ประชาชนเข้าถึงราคาเปรียบเทียบว่า ราคายาของ รพ.เอกชนที่หาอยู่ ต่างจากราคายาของ รพ.เอกชนอื่นอย่างไร ซึ่งราคายาที่แจ้งมานั้นเป็นราคาที่บวกต้นทุนด้านอื่นๆ เข้าไปแล้ว ทำให้ผู้ป่วยมีสิทธ
หมอธีระวัฒน์ เสนอ 13 ข้อ ‘กัญชา’ การครอบครองต้องดูวัตถุประสงค์ เมื่อวันที่ 7 เมษายน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudhaระบุว่า ความเห็นเรื่องกัญชา 1-ถือเป็นพืชสมุนไพรประจำบ้านสามารถปลูกและ/หรือครอบครองและใช้เพื่อประโยชน์ตนเองและครอบครัวรวมกระทั่งถึงสามารถแบ่งปันให้กับชุมชนได้ 2- บุคคลเดี่ยว หรือครอบครัวตามหัวข้อที่หนึ่ง ต้องได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ทั้งนี้โดยที่ปริมาณของกัญชาที่ครอบครองไม่ว่าจะมากกว่าหรือน้อยกว่า 10 กิโลกรัม ถ้าสามารถชี้แจง วัตถุประสงค์ของการปลูก สกัดและการใช้ รวมทั้งการแจกจ่ายได้ 3- กระบวนการของบุคคลหรือครอบครัวตามข้อหนึ่งและข้อสอง สามารถได้รับการอนุมัติและถูกตรวจสอบและติดตามได้โดยโปร่งใสและเป็นไปด้วยความสะดวกทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนในพื้นที่ 4- กระบวนการอนุมัติดังข้อสามสามารถกระทำได้โดยติดต่อด้วยวิธีการหลายทางทั้งทางจดหมาย โทรสารจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีทางโซเชียลซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้โดยสะดวก 5- หน่วยงานที่ทำการอนุมัติติดตามและตรวจสอบต้องเป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพ โปร
กัญชา : ส่องธุรกิจ “สายเขียว” เพื่อสันทนาการในอุรุกวัย 5 ปีหลังเปิดเสรี อุรุกวัยเป็นประเทศแรกของโลกที่ยอมให้การใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ เป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่ผิดกฎหมายเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว ธุรกิจกัญชา หรือที่เรียกันติดปากว่า “ธุรกิจสายเขียว” ที่นั่น มีแนวโน้มอย่างไร “เราขายกัญชาไปเยอะมากครับในวันแรก” เอสเตบัน ริวิเอรา เจ้าของร้านขายยาทันสมัย ขนาดใหญ่ ในกรุงมอนเตวิเดโอ ของประเทศอุรุกวัย เล่าให้บีบีซีฟัง “เราขายกัญชากว่า 1,250 ห่อภายใน 6 ชั่วโมง และยังมีคนต่อแถวยาวถึงสองช่วงตึกเพื่อซื้อกัญชาเลยทีเดียวครับ” ขายกัญชาไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างไรก็ตาม การขายกัญชาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกฎหมายที่อนุญาตให้ใช้กัญชา เพื่อสันทนาการ ซึ่งบังคับใช้เมื่อปี 2013 นั้น อนุญาตให้เฉพาะร้านขายยาเท่านั้น ที่มีสิทธิจำหน่ายกัญชา และกว่าจะเกิดขึ้นได้ก็เป็นเวลากว่าสามปีหลังออกกฎหมาย โดยเริ่มมีการวางขายกัญชาวันแรกในอุรุกวัยเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2017 เหตุผลก็เป็นเพราะรัฐบาล ต้องการดำเนินการอย่างระมัดระวัง ทีละขั้นทีละตอน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่พ้นต้องเผชิญกับปัญหา ยุ่งยากอยู่ดี BBCในอุรุกวัย ร้านขายยาเท่านั้นที่ได้รับอนุญาต
เนวิน ค้านอย่าใช้ กม. ทำลาย ‘กัญชา’ ชี้เป็นภูมิปัญญาไทยใช้ยารักษาโรคกว่า 300 ปี เมื่อวันที่ 6 เมษายน เนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ลุงเนวิน เกี่ยวกับกรณี ข่าวการจับกุมเจ้าหน้าที่มูลนิธิข้าวขวัญ ที่จังหวัดสุพรรณบุรี และยึดต้นกัญชา 200 ต้น พร้อมทั้งอุปกรณ์การสกัดน้ำมันกัญชา ใจความระบุว่า รวมพลังรักษาภูมิปัญญาไทย “กัญชาเพื่อการแพทย์” ……………. ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่ได้ศึกษาการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ ทั้งแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้าน รวมทั้ง การใช้กัญชารักษาโรคตามภูมิปัญญาไทย ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่มีมากว่า 300 ปี ผมมีความเห็นว่าการจับกุม ยึดทำลายต้นกัญชา และ อุปกรณ์การผลิตกัญชาเพื่อการแพทย์ เช่นนี้ เป็นการทำลายภูมิปัญญาไทย เป็นการปิดกั้นการพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ของประชาชน ปัจจุบันนี้ มีงานวิจัยทางการแพทย์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวนมาก ยืนยันว่ากัญชาเป็นพืชที่มีคุณค่าทางการแพทย์ หลายประเทศในโลก รวมทั้งประเทศไทย อนุญาตให้มีการผลิตก
สถาปนิกหนุ่ม เบนเข็ม ทำครีมสารพัดสมุนไพร บรรเทาอาการปวดเมื่อย เจาะกลุ่มผู้สูงอายุ คุณเจ๋ง-ภูมิพัฒน์ ธนาลภัสไพศาล ผู้ก่อตั้ง บริษัท พนาวารีไพศาล จำกัด หนุ่มสถาปัตย์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่จับพลัดจับผลูมาเป็นเจ้าของธุรกิจครีมบรรเทาอาการปวดเมื่อยแบรนด์ Botamed (โบทาเมด) ชายหนุ่มเล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นว่า ช่วงทำงานเป็นสถาปนิก รับงานค่อนข้างหนัก ไม่ค่อยมีเวลาพักผ่อน ส่งผลให้เกิดอาการป่วย หัวใจเต้นผิดจังหวะ รักษาอยู่นานหลายเดือนจนต้องหยุดพักงาน เมื่อหายกลับมาเป็นปกติ ก็ไม่ได้กลับไปทำอาชีพเดิมเพราะกลัวว่าร่างกายจะทนไม่ไหว โดยช่วงที่หยุดพักงาน คุณเจ๋งไม่ได้ปล่อยตัวเองให้ว่าง แต่ใช้เวลาว่างไปลงเรียนคอร์สธุรกิจ ศึกษาธรรมะ และฮวงจุ้ย จึงรู้ว่าเป็นคนธาตุไม้ ทำธุรกิจเกี่ยวกับสมุนไพรน่าจะรุ่ง เห็นว่ายาบรรเทาอาการปวดเมื่อยเป็นที่ต้องการของตลาด บวกกับเป็นคนชอบเดินทาง เจออาการปวดเมื่อยบ่อย จึงตัดสินใจทำธุรกิจนี้ “ช่วงแรกทำคนเดียว ได้ครอบครัวมาช่วยบ้าง นำเงินเก็บที่ได้จากอาชีพสถาปนิกมาลงทุน หานักวิจัยฝีมือดีมาช่วยทำ ซื้อสินค้าที่มีสรรพคุณแก้ปวดเมื่อยทุกยี่ห้อในตลาดมาทดลองใช้ ทั้งดังและไม่ดัง ศึกษา
