ยำคนแก่
เรื่องราวของ “พริกแกงไทย “ ยังมีอีกหลากหลายประเด็น อย่าง น้ำพริกแกงคั่ว นอกจากจะนำไปทำ แกงคั่ว แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ยำพริกแกง หมก นึ่ง ปิ้ง ทอด เป็นน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะก็ยังได้ แล้ว ยังเอาไปทำน้ำยำอีก มีชื่อเรียกเฉพาะว่า “ยำทวาย” หรือ “ยำแดง” เพราะน้ำยำสีแดงเหมือนแกงเผ็ด ยำนี้ สืบเชื้อสายมาจากเมืองทวาย มาพร้อมกับคนทวายสมัยศึกสงคราม เป็นการเอาพริกแกงมาผัดกับกะทิใส่ปลาป่น กุ้งแห้งป่น แล้วปรุงรสให้เปรี้ยวนำด้วยน้ำมะขามเปียก เค็ม หวานตาม ซึ่งต่างจากอาหารอื่นๆ ที่ปรุงรสเค็มนำ ยำทวาย นั้น กินกับผักต้ม เช่น หัวปลี ถั่วงอก กะหล่ำ ถั่วฝักยาว มะเขือยาว ไก่ฉีก โรยด้วยงาคั่ว หัวกะทิ หอมเจียว บางคนตั้งชื่อให้ว่า “ยำคนแก่” เพราะเวลากินผักต้มไม่ต้องใช้ฟัน ผักมันนิ่มแล้ว ทีนี้ พริกแกงคั่ว เอามาเพิ่มเครื่องเทศคั่ว เช่น ลูกผักชี ยี่หร่า ได้เป็น “พริกแกงแดง” มีความหอมมากขึ้น มักแกงกับหมู ไก่ โรยใบโหระพาให้ความหอมผักสดไปเข้าคู่กับความหอมเครื่องเทศ ถ้าเป็นแกงเผ็ดเป็ดย่าง เพิ่ม “เปราะหอม” เป็นหัวสมุนไพรตากแห้งกลิ่นแบบยาจีน อยากให้แกงหอมมากขึ้นเพิ่ม ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ซึ่งก็คือ รกหุ้มเมล็ด กับเมล็ดตากแห้งของลูกจันทน
ยำทวาย เป็นอาหารที่คนรุ่นเก่าๆ เท่านั้นถึงจะรู้จัก กลางเก่าหน่อยยังไม่ค่อยรู้จักเลย บางคนตั้งชื่อเล่นให้ยำนี้ว่า “ยำคนแก่” เพราะมันคือยำที่ใช้ผักต้มจนนิ่มเป็นหลัก ราดด้วยน้ำยำที่ทำจากน้ำพริกแกงผัดกับกะทิ แต่ปรุงรสให้ออกเปรี้ยวนำ ไม่เค็มนำเหมือนแกงเผ็ด ที่แกล้งเรียกอย่างนั้น เนื่องจากคนแก่ (ที่ไม่มีฟัน) ใช้เหงือกเคี้ยวผักนิ่มๆ ได้ โดยไม่ต้องอาศัยฟัน จริงๆ ใครที่เคยได้กินยำทวายแล้วจะบอกว่า “อร่อยมาก เสียดายไม่เคยรู้จักมาก่อนหน้านี้” นักเรียนของโรงเรียนแม่บ้านทันสมัย น้อยคนนักที่จะเคยกินยำทวาย พอได้กินชอบทุกคน ยกเว้นเด็กๆ ที่ไม่กินผัก เลยสุดวิสัยจะบังคับให้กิน ในบทความจาก “พระนครบันทึก : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก – ประไพวิริยะพันธุ์ ฉบับที่ ๙๔ (เม.ย.-มิ.ย. ๒๕๕๕)” (http://lek-prapai.org/home/view.php?id=752) ได้ไปสัมภาษณ์ คุณจินดา เมตตาจิตต์ ซึ่งเป็นลูกหลานเชื้อสายทวายแต่อดีตในสมัยกรุงธนบุรี ชาวทวาย เข้ามาอาศัยอยู่แถวยานนาวาในปัจจุบัน สืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน ได้ชื่อว่า บ้านทวาย คุณจินดา บอกว่า คนทวายไม่ใช่มอญและก็ไม่ใช่พม่า แต่เป็นอีกเชื้อชาติหนึ่ง ผู้หญิงแต่งกายคล้ายสาวพม่า ผมมวยเกล้ากลม
