ราคายาง
ต.ค.นี้ ชาวสวนยาง เตรียมเฮ รมว.เกษตรฯ เล็งชงประกันรายได้สวนยาง เฟส 2 เว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ รายงานข่าว นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดงานกิจกรรม กยท. สัญจร พบปะเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบกิจการยาง ณ การยางแห่งประเทศไทยเขตภาคใต้ตอนกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่า สถานการณ์ราคายางตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ไทยเป็นประเทศที่ยังคงรักษาสถานะผู้นำการผลิตและผู้ส่งออกยางอันดับหนึ่งของโลก มีศักยภาพในการแข่งขันด้านยางพาราในระดับโลกและมีส่วนสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้สูงขึ้น ตลอดจนช่วยสนับสนุนการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมยางและเป็นสินค้าหลักที่ทำรายได้เข้าสู่ประเทศ ดังนั้น แนวคิด Rubber Valley ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยโดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช มีองค์ประกอบค่อนข้างสมบูรณ์ โดยมีพื้นที่ปลูกยาง จำนวน 1,766,025 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพชาวสวนยาง มีตลาดกลางยางพาราในการประมูลซื้อขายยางพาราอยู่ในพื้นที่ ที่เป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางการค้าที่สำคัญของภาคใต้
ยางทรุดหนัก 2 สัปดาห์ร่วงเฉียด 10 บาท/กก. – กยท. รีบซื้อพยุงราคา ส่วนข้าวขาวทรุดหนักเหลือแค่ 6 พันบาท/ตัน – ด้านกรมข้าวโรงสีเห็นแก่ได้ กดราคาข้าวหลังต้นทุนชาวนาลด – กยท. รีบซื้อพยุงราคา ยาง-ข้าวขาว ราคาทรุดหนัก – คุณเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคาปรับตัวลดลงเกือบ 10 บาท/กิโลกรัม (กก.) จากช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาอยู่ที่ 60.05 บาท/กก. เบื้องต้นคาดว่าเกิดจากราคาในตลาดซื้อขายล่วงหน้าที่ปรับตัวลดลงมากโดยเฉพาะในตลาดเซี่ยงไฮ้ ที่ราคาอยู่ที่ 53-54 บาท/กก. ส่วนตลาดโตคอมยังอยู่ที่ราคา 64 บาท/กก. ดังนั้น กยท. เห็นว่าราคายางพาราที่ตกลงมาลงเร็ว และแรงเกินไป จึงเข้ารับซื้อผ่าน 3 ตลาดกลางของกยท. ทั้งที่ สงขลา หาดใหญ่ และสุราษฎร์ ที่ราคา 53.50 บาท/กก. “กยท. เข้าซื้อยางพาราในตลาดกลาง เพื่อรักษาเสถียรภาพ หลังจากเห็นว่าราคาปรับตัวลดลงแรงเกินไป จึงเข้าซื้อนำราคา 2 บาท จากมือรองที่เสนอซื้อมาที่ราคา 51.50 บาท/กก. ราคาที่ กยท. เสนอซื้อถือว่าเป็นราคาที่สอดคล้องกับราคาเอฟโอบีที่ 58 บาท/กก. ซึ่งหักค่าขนส่ง ค่าบริหารจัดการออกไป 4 บาทกว่า/ก
‘ไทย-มาเลย์-อินโด’ ถกดันราคายางเกิน 50 บาท/ก.ก. เล็งชะลอส่งออก ตั้งสภาการยางอาเซียน-ตลาดกลางซื้อขายยาง และตลาดล่วงหน้าหวังดันราคายางพาราเพิ่มทั้งยวง ไทยถก ‘มาเลย์-อินโด’ ดันราคายาง – นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมสภาไตรภาคียางพารา (ITRC) สมัยพิเศษ ซึ่งประกอบด้วย 3 ประเทศสมาชิก คือ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ว่า ที่ประชุมได้แต่งตั้งคณะทำงานร่วมจาก 3 ประเทศ เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันในการหามาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางพารา ในวันที่ 4 มี.ค. 2562 โดยที่ประชุมสรุปข้อเสนอของทั้ง 3 ฝ่ายออกเป็น 5 เรื่องดังนี้คือ 1. มาตรการจำกัดปริมาณการส่งออกยาง จะพิจารณาร่วมกัน ซึ่งมีปริมาณระหว่าง 200,000-300,000 ตัน 2. มาตรการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศของทั้ง 3 ประเทศ 3. มาตรการลดพื้นที่การปลูกยางพาราเพื่อปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนพร้อมๆ กัน ทั้ง 3 ประเทศ เพื่อบริหารจัดการผลผลิตใน (Supply Management Scheme : SMS) 4. การจัดตั้งตลาดกลางเพื่อซื้อขายยางพาราในตลาดซื้อขายจริง และตลาดซื้อขายล่วงหน้า โดยเป็นตลาดที่จัดตั้งร่วมกันระหว่างภูมิภาค (Regional Rubber Market : RRM) เพื่อใช้เป็นตลาดกลางซื้อ
นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเด็นปาฐกถาในงาน “Thailand Take Off 2018” โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ว่า ตอนรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใหม่ๆ หลายคนแปลกใจว่า ทำไมปลัดมหาดไทย ถึงได้มาเป็นรัฐมนตรีเกษตรฯ ตนเป็นลูกเกษตรกรเมืองแปดริ้ว จังหวัดฉะเชิงเทรา บ้านเกิดอยู่ภาคตะวันออก รับราชการในกระทรวงมหาดไทย เป็นนายอำเภออยู่ภาคเหนือ แล้วย้ายไปภาคกลาง ต่อมาก็ลงใต้ไปยะลา เรียกว่า เหนือจรดใต้ไปมาหมด เห็นถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร นายกฤษฎา กล่าวว่า ประชากรโลกกว่า 7,500 ล้านคน ตามตัวเลขของสหประชาชาติ ยังมีคนอดอยากกว่า 2,000 ล้านคน ขณะที่เศรษฐกิจโลก สหรัฐอเมริกาตลาดหุ้นดี ประเทศฟื้นตัว จีนผู้นำเก่ง นโยบายดี เช่น วันเบลท์ วันโรด เศรษฐกิจดี แค่ 2 ประเทศนี้ ก็เห็นเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว ประกอบกับ จีน อินเดีย จับมือกัน ทำให้ตลาดเอเชียมีผู้บริโภคกว่า 3,500 คน ขณะที่ไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน ศูนย์กลางระบบคมนาคมขนส่ง พื้นฐานแข็งแกร่ง ไทยไม่เคยเป็นศัตรูกับใคร เป็นมิตรกับทุกประเทศ มีเกษตรกรเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ 1 ใน 3 ของประชากร ห
น.ส.อัจฉริยา จันทรวงศ์ กงสุล (ฝ่ายการเกษตร) ประจำกงสุลใหญ่ ณ นครเซียงไฮ้ เปิดเผยว่า ราคายางพาราในตลาดยางเซียงไฮ้ ประเทศจีน ราคาเริ่มนิ่งและแนวโน้มลดลงเล็กน้อย เนื่องจากเข้าสู่เทศกาลตรุษจีน หลายโรงงานเริ่มหยุด และชะลอการซื้อ-ขาย แต่สถานการณ์ดังกล่าวจะเป็นช่วงสั้นๆ หลังจากผ่านเทศกาลไปแล้วคาดว่าแนวโน้มของราคา ซึ่งเป็นไปได้จะดีดตัวกลับขึ้นอีกครั้ง ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์ยางพาราในจีน พบว่าแนวโน้มการใช้ยางธรรมชาติปรับตัวลดลง เนื่องจากการการนำเข้ายางธรรมชาติมีภาษีสูงกว่า ส่งผลให้โรงงานอุตสาหกรรมบางส่วนเริ่มปรับสูตรการผลิตใหม่หันไปใช้ยางสังเคราะห์มากขึ้น ซึ่งทางกงสุลฯ จะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวต่อไป แต่ทั้งนี้ จากภาษีการนำเข้ายางธรรมชาติที่อยู่ในอัตราที่สูงกว่า ดังกล่าว ผู้ประกอบการจีนหลายรายหันมานำเข้ายาง คอมปาวด์ หรือยางที่มีส่วนผสมของสารเคมีต่างๆ ซึ่งเก็บภาษีต่ำกว่า หลังจากนั้นผู้ประกอบการจะสกัดสารเคมีออก ยังมีต้นทุนการนำเข้าที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับการนำเข้ายางธรรมชาติโดยตรง “กรณีไทยส่งออกยางคอมปาวด์ จะไม่ถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษจากการส่งออกยางหรือเซส ดังนั้นยางคอมปาวด์จึงเป็นที่นิยม
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการประมูลซื้อขายยางพาราแผ่นดิบในภาคใต้ ปรากฏว่าราคาลดลงทุกแห่ง โดยที่ตลาดกลางประมูลยางหาดใหญ่ (สงขลา) ได้ราคา 74.3 บาท/ก.ก. ลดลง 1.90 บาท/ก.ก. ปริมาณยาง 8,406 ก.ก. ลดลง 9,704 ก.ก. ส่วนที่ตลาดกลางประมูลยางสุราษฎร์ธานี(โคออฟ) ได้ราคา 73.73 บาท/ก.ก. ลดลง 1.86บาท/ก.ก. ปริมาณยาง 3,100 ก.ก. เพิ่มขึ้น 200 ก.ก. และที่ตลาดกลางประมูลยางนครศรีธรรมราช(จันดี) ได้ 73.88 บาท/ก.ก.ลดลง 2.24 บาท/ก.ก. ปริมาณยาง 7,850 ก.ก.เพิ่มขึ้น 3,150 ก.ก.โดยทั้ง 3 ตลาดมีราคาเฉลี่ย 73.47 บาท/ก.ก.ราคาเฉลี่ยลดลง 2.01 บาท/ก.ก. สำนักงานตลาดกลางยางพารา จ.สุราษฎร์ธานี ชี้แจงว่า สาเหตุราคาลดลงเนื่องจากตลาดล่วงหน้าโตเกียวปรับตัวลดลงจากค่าเงินบาทและเงินเยนที่แข็งค่า และราคาน้ำมันที่ปรับลดลง ประกอบกับนักลงทุนมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยส่งผลให้นักลงทุนชะลอซื้อ รวมถึงผู้ประกอบการในประเทศไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งซื้อ เพราะมีปริมาณยางเพียงพอจากการซื้อเก็บไว้ก่อนหน้านี้ และแผนระบายยางในสต็อกของภาครัฐยังคงเป็นปัจจัยที่กดดันราคายางได้ในระดับหนึ่
เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. ที่ศาลปกครองนครศรีธรรมราช นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง-ปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย พร้อมนายมนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคมคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย และนายกมล ขาวทอง กรรมการสมาคมคนกรีดยาง เดินทางมาปรึกษาต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เรื่องหลักเกณฑ์ที่การยางแห่งประเทศไทยได้ออกหนังสือเวียนทั่วประเทศ โดยองค์การยางแห่งประเทศไทยออกหนังสือให้สหกรณ์ยางนำยางพาราไปขายในวันที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา และระบุว่าเป็นการขายก่อนราคายางจะตกลง ทำให้สหกรณ์ขนยางพาราไปขายที่ตลาดยางอย่างล้นหลาม เพราะเกรงหลังจากนี้ราคายางจะตกต่ำลงไปอีก ปรากฏว่าพอตลาดยางเปิดราคายางตกลง 2.5 บาท พอวันที่ 20 ธ.ค. ราคายางลดลงอีก 2.3 บาท เพียง 2 วันราคายางร่วงลงถึง 4.8 บาท จนถึงขณะนี้ราคายางลดลงเกือบ 10 บาท นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง-ปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วิธีการที่กยท.ออกหนังสืออาจออกโดยมิชอบ เนื่องจากเร่งรัดทำให้เกษตรกรเดือดร้อนทั้งๆ ที่ราคายางในตอนนี้มีแนวโน้มสูงขึ้นไปจนถึงปลายปี 2560 แต่การขายยางในครั้งนี้ กยท.ประกาศขายยาง 3.1 แสนตัน แต่จริงๆ เปิดแค่ 9 โกดัง มียางแค
นับจากราคายางพาราตกต่ำเรื่อยมา เกษตรกรชาวสวนยางต้องหาทางออกในการปลูกพืชอื่นทดแทน หรือหันไปประกอบอาชีพอื่น เช่นเดียวกับที่พื้นที่ อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ที่เกษตรกรชาวสวนยาง รายเล็กรายน้อย หันมาปลูกขึ้นฉ่าย ส่งให้เทสโก้ โลตัส นับพันกิโลกรัมต่อสัปดาห์ ซึ่งเรื่องนี้มีโจทย์ใหญ่อยู่ 2 ข้อคือ การปลูกขึ้นฉ่ายในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งมีอากาศร้อนชื้น และฝนตกชุก ไม่ใช่เรื่องง่าย รวมทั้งการติดต่อประสานงาน ส่งผักให้กับห้างค้าปลีกระดับใหญ่ อย่างเทสโก้ โลตัส ยิ่งยากกว่า และจากนี้ไป เราจะไปหาคำตอบกันว่า เกษตรกรในพื้นที่ตีโจทย์ 2 ข้อนี้อย่างตรงจุดได้อย่างไร ในเบื้องต้น ตัวละครสำคัญของเรื่องนี้คือ คุณพิโชติ ผุดผ่อง วัย 40 ต้นๆ เกษตรกรผู้นำเครือข่าย ผู้ที่เคยได้รับตำแหน่ง young smart farmer ซึ่งเขาเป็นต้นแบบในการเรียนรู้และขยายองค์ความรู้สู่ชาวสวนยาง ให้มีทางเลือกในการประกอบอาชีพนอกจากการกรีดยาง และเพิ่มรายได้ให้ครัวเรือนในยามราคายางตกต่ำ คุณพิโชติ เคยปลูกผักสลัด และนำไปเสนอขายให้กับทางเทสโก้ โลตัส ภาคใต้ แต่ทางเทสโก้ โลตัส ตอบกลับมาว่า ผักสลัดมีคนส่งเยอะแล้ว เปลี่ยนเป็น ขึ้นฉ่าย ดีกว่ามั้ย เนื่องจาก
