ลาบเสียบ
“ลาบเสียบ” ร้านอาหารอีสานแห่งความทรงจำของ “ฝ้าย-อาทิตย์ มูลสาร” ศิลปิน นักวิชาการ และพ่อค้าผู้หยิบเอาวัฒนธรรมอาหารอีสานมาเล่าใหม่ให้น่าสนใจกว่าเดิม ผ่านการ “เสียบไม้” สไตล์อิซากายะญี่ปุ่น โดยยังให้เกียรติความเป็นอีสานผ่านการใช้วัตถุดิบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด การใช้เนื้อสดใหม่ ข้าวคั่ว หรือพริกป่นที่คั่วเอง มาชูรสชาติได้อย่างลงตัว ในอีกมุมหนึ่งลาบเสียบไม่ได้เป็นเพียงแค่ร้านอาหาร แต่คือพื้นที่แห่งการปลดปล่อยความทุกข์และสร้างความสุข ผ่านอาหาร วัฒนธรรม และเสียงดนตรี ที่หลอมรวมอยู่ในที่เดียวกัน “คำว่า “อีสาน” ในเชิงผัสสะหรือการรับรู้ มันคือความง่ายๆ ผ่อนคลาย ถอดเนคไท ถอดเสื้อโค้ตออก แล้วนั่งกินฟังดนตรีหมอลำที่เราเปิดไปแล้วเฮฮากัน KPI ของลาบเสียบไม่ได้ว่าลูกค้ากินหมดกินเหลือ แต่ลูกค้ายิ้มและหัวเราะดังเท่าไหร่อันนั้นคือความสำเร็จของลาบเสียบ” คำบอกเล่าจากฝ้าย จุดเริ่มต้นของ “ลาบเสียบ” ฝ้ายผู้บ่าวยโสธรผู้เป็นทั้งศิลปิน นักวิชาการ และในอีกบทบาทคือ “พ่อค้า” เขาสร้างธุรกิจของตัวเองด้วยการเปิดร้านหนังสือและคราฟ์เบียร์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ “ลาบเสียบ” จากแนวคิดเรียบง่ายของเ
“ลาบเสียบ” ร้านกับแกล้มอีสานสไตล์อิซากายะ ของ “ฝ้าย-อาทิตย์ มูลสาร” ศิลปิน นักวิชาการ และพ่อค้าที่หลอมรวมแพสชันและวัฒนธรรมวงเหล้าอีสานเข้าไว้ด้วยกัน ฝ้ายเริ่มต้นร้านนี้ด้วยแนวคิดเรียบง่าย แค่ “อยากทำกับแกล้ม” ไว้ที่ร้านคราฟต์เบียร์อีกหนึ่งธุรกิจของเขา ในช่วงที่กระแสหม่าล่าจากจีนกำลังฮิตในเมืองไทย แต่สำหรับฝ้าย หม่าล่ากลับไม่ตอบโจทย์สายดื่ม เพราะความเผ็ดชาทำให้ลิ้นไม่สามารถรับรู้รสชาติของเครื่องดื่มได้เต็มที่ เขาจึงหยิบ “อาหารของความทรงจำ” จากวงเหล้าอีสานในยุคพ่อแม่ ไม่ว่าจะเป็น ลาบ ก้อย ซอยจุ๊ หรือหมกหน่อไม้ มาตีความใหม่ในรูปแบบ “เสียบไม้” เปลี่ยนหน้าตาและเทกซ์เจอร์ให้ร่วมสมัย โดยยังคงให้เกียรติรากเหง้าและวัตถุดิบดั้งเดิมอย่างครบถ้วน ลาบเสียบ เปิดสาขาแรกที่ซอยวัดลาดปลาดุกใกล้บ้านของฝ้าย ร้านเล็กๆ ที่เปรียบเสมือนสตูดิโอให้เขาได้คิดไอเดียและรังสรรค์เมนูใหม่ๆ ก่อนตกผลึกเป็นสูตรจริงจัง ต่อมาคือสาขาจิม ทอมป์สัน อาร์ต เซ็นเตอร์ ที่กลายเป็นพื้นที่สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองไปโดยปริยาย ด้วยทำเลซึ่งมีนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติแวะเวียนมาไม่ขาด และสาขาที่สาม สาทร ซึ่งวางตำแหน่งเพื่อหนุ่มส
