ลูกชาวนา
ลูกชาวนา พลิกชีวิต สู่เจ้าของร้านสักคิ้วในอเมริกา ทำงาน 5 ชม. ได้แล้ว 2 หมื่น พูดถึงเรื่องย้ายประเทศ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ เคยนำเสนอเรื่องราวของคนไทยที่ย้ายไปตั้งหลักชีวิตอยู่ต่างประเทศมาแล้วหลายคน เช่น สาวไทยยึดอาชีพนักดับเพลิง รับฝากเลี้ยงน้องหมา หรือขับรถสิบล้อ ครั้งนี้ลองมาดูอาชีพเจ้าของร้านสักคิ้วในอเมริกากันบ้าง โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กUbol DePerno ได้เข้ามาแชร์เรื่องราวของตัวเองผ่าน “กลุ่มโยกย้าย มาส่ายสะโพกโยกย้าย” ถึงเรื่องราวชีวิต จากลูกชาวนา จบชั้นมัธยม 6 พูดภาษาอังกฤษได้แบบงูๆ ปลาๆ และเป็นแม่หม้ายลูกติด แต่ชีวิตพลิกเพราะได้พบรักแท้กับชาวอเมริกัน ทำให้มีโอกาสย้ายไปอาศัยอยู่ต่างแดน จนมีอาชีพเป็นนายตัวเอง จากไทยสู่อเมริกา เรื่องมีอยู่ว่า เธอเป็นลูกชาวนา จบแค่ชั้น ม.6 ได้แอบหนีเข้ากรุงเทพฯ พร้อมเพื่อนสนิท 3 คนที่พ่อส่งมาเรียนต่อ จากนั้นเริ่มชีวิตการทำงานด้วยอาชีพพนักงานขายเสื้อในห้างแห่งหนึ่ง ได้รับเงินเดือน 3,500 บาท สักพักได้เปลี่ยนสายงานเป็นกระเป๋ารถเมล์ ปอ.1 เลือกทำอาชีพนี้เพราะรู้ว่า เมื่อเขารับเข้าทำงาน จะได้ค่าแรงทุกวันเป็นเงินสดวันละ 135 บาท ไว้ทอนลูกค้า แต่มันคือค่
ลูกชาวนา สู้ชีวิตในกรุงเทพฯ ขับรถจนเก็บเงินไถ่นา คืนให้พ่อได้สำเร็จ คุณฑูร-วิฑูร นามไพร หนุ่มวัย 36 ปี เติบโตมาในครอบครัวชาวนาในจังหวัดร้อยเอ็ด ปัจจุบันยึดอาชีพขับแกร็บแท็กซี่มานานกว่า 6 ปี มองจากภายนอกคงไม่มีใครรู้ได้เลยว่า ใบหน้าของชายคนนี้เคยผ่านคราบน้ำตามาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน คุณฑูร เล่าย้อนให้ฟังถึงชีวิตวัยเด็กว่า “พื้นเพครอบครัวผมเป็นชาวนา ด้วยความที่พ่ออยากให้ผมมีโอกาสเข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ เลยส่งผมมาอยู่กับน้าที่ทำอาชีพขับรถส่งนม ก็ได้น้านี่แหละช่วยสอนขับรถให้ การขับรถจึงเป็นทักษะที่ผมถนัดที่สุด” เมื่อโตมา คุณฑูรจึงตัดสินใจยึดการขับรถแท็กซี่เป็นอาชีพโดยเก็บเงินไปดาวน์รถแท็กซี่มือสองมาขับ ตอนขับแรกๆ แทบจะหาลูกค้าไม่ได้ เพราะเป็นคนพูดไม่เก่งเลยไม่มีสังคมในหมู่คนขับแท็กซี่ด้วยกัน ไม่รู้ว่าต้องไปรอจุดไหนเวลาไหนถึงจะได้ลูกค้า รายได้แต่ละวันจึงหมดไปกับค่าน้ำมัน เพราะต้องตระเวนขับรถหาลูกค้า “ชีวิตตอนนั้นผมแทบหมดตัว เพราะค่าใช้จ่ายมีเข้ามาทุกเดือน แต่รายได้ไม่แน่นอน ไหนจะค่าซ่อมรถมือสองที่พังเกือบทุกเดือน ทำให้ผมชักหน้าไม่ถึงหลังจนต้องโทรไปยืมเงินพ่ออยู่เสมอ” คุณฑูร เล่าถึงความล
ชีวิตเหมือนนิยาย! “ชายสี่หมี่เกี๊ยว” ลูกชาวนาร้อยเอ็ด รับจ้างสารพัด รปภ.ทำมาแล้ว คุณพันธ์รบ กำลา ผู้ก่อตั้ง บริษัท ชายสี่ บะหมี่เกี๊ยว จำกัด เจ้าของแฟรนไชส์บะหมี่เกี๊ยวริมทางแบรนด์ดัง “ชายสี่” ที่ปัจจุบันมีรถเข็นคู่ค้า กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 3,700 สาขา ล่าสุด ยังมีการขยายธุรกิจ แตกไลน์สินค้าออกเป็นแฟรนไชส์อีกหลายรูปแบบ นับแต่ “พันปีบะหมี่เป็ดย่าง” “บะหมี่ไก่ ข้าวมันไก่” และ “ชายสี่ คอร์นเนอร์” ที่หวังเจาะลูกค้ากลุ่มกลาง-บน บุกทำเลคอมมูนิตี้มอลล์ และปั๊มน้ำมัน แม้ปัจจุบัน หนุ่มใหญ่วัยห้าสิบเศษ ชาวร้อยเอ็ดผู้นี้ จะมีธุรกิจใหญ่โตระดับประเทศ แต่กว่าเขาจะก้าวมาถึงจุดมั่นคงแข็งแรง ระดับ “หลายร้อยล้าน” ได้อย่างที่เห็น บอกเลยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ “เรียน กศน. จบ ม.6 ตอนอายุ 41 ปี ทำนามาตั้งแต่จำความได้ ทำมาแล้วสารพัดอาชีพ ทั้งรับจ้างเก็บฝ้าย รับจ้างเก็บพริก เป็นลูกจ้างโรงกลึง รับจ้างทำงานบ้าน เป็น รปภ. เป็นพ่อค้าขายไอติม” คุณพันธ์รบ ย้อนประวัติโดยย่อ ก่อนบอกต่อ เริ่มต้นอาชีพเป็นพ่อค้าขายบะหมี่-เกี๊ยว ช่วงปี 2535-2537 โดยยึดทำเลย่านลำลูกกา ปทุมธานี ปรากฏขายดีตั้งแต่เริ่ม ลูกค้าอุดหนุน
เปิดใจเสี่ยสุพรรณฯ จัดงาน ขึ้นบ้านใหม่ อลังการ คอนเสิร์ต 9 คืน-เลี้ยงโต๊ะจีน 200 ตัว จากกรณีมีภาพงานฉลอง ขึ้นบ้านใหม่ โดยประดับไฟแสงสีเป็นระยะทางกว่า 10 กม. พร้อมฉายหนังกลางแปลงกว่า 50 จอ จัดมหกรรมคอนเสิร์ต 9 วัน 9 คืน มีนักร้องมากมาย อาทิ จ๊ะ อาร์สยาม ลำไย ไหทองคำ แอ๊ด-คาราบาว อ๊อด-โฟร์เอส แบบเต็มวง และนักร้องดังๆ อีกหลายวง ให้ชาวบ้านชมฟรีทุกคืน จนทำให้มีประชาชนจำนวนมากเดินทางไปพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ตามที่เคยเสนอข่าวไปแล้วนั้น สำหรับความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 25 ม.ค ผู้สื่อข่าวข่าวสดออนไลน์เดินทางไปพิสูจน์ความอลังการครั้งนี้ ก่อนพบนายณัฐวุฒิ สว่างเมือง อายุ 40 ปี เสี่ยใหญ่เจ้าของเครื่องไฟ N.V. Nattawut Power Service Co., Ltd. ผู้จัดงาน มหกรรมคอนเสิร์ต เปิดบ้านใหม่ บริเวณริมถนนสายบางบัวทอง-สองพี่น้อง พื้นที่หมู่ 2 บ้านหวายสอ ต.เนินพระปรางค์ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี เสี่ยณัฐวุฒิ เปิดใจกับข่าวสดออนไลน์ว่า ตนโตมากับอาชีพเครื่องไฟ พ่อมีอาชีพเป็นช่างไฟประดับ รับงานทั่วไปตามงานต่างๆ และเป็นชาวนา ตอนเรียนอยู่ปวช.ปี 2 วิทยาลัยเทคนิคสุพรรณบุรี ซึ่งเมื่อก่อนตนเป็นคนติดเ
วันที่ 4 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายอดิศร เจริญยิ่ง หรือเต้ย อายุ 19 ปี นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ ปี 1 คณะครุศาสตร์ สาขาสังคม โพสต์ขายข้าวสารหอมมะลิที่สีแปรสภาพแล้วผ่านเฟซบุ๊ก โดยใช้ชื่อว่า “ชาวนาขายข้าวสาร” ซึ่งเป็นข้าวที่ทางครอบครัวเป็นคนปลูก แต่เกิดวิกฤตราคาข้าวตกต่ำ นายอดิศร จึงคิดหาทางช่วยพ่อแม่ โดยการโพสต์ขายข้าวที่สีแล้วผ่านมางเฟซบุ๊ก เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัว นายอดิศร เล่าว่า พ่อและแม่ของตนเป็นชาวนาบ้านขี้ตุ่น หมู่ 4 ต.โคกสะอาด อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ หลังเกิดปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ตนจึงได้ประกาศขายข้าวทางเฟซบุ๊ก โดยการบรรจุใส่ถุงๆ ละ 5 กิโลกรัม จะขายในราคากิโลกรัมละ 25 บาท ต่างจากท้องตลาดจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 32 บาท ซึ่งหลังจากโพสต์ขาย ก็มีผู้ประกอบการห้างร้าน โรงแรม รีสอร์ท และประชาชนทั่วไป สนใจโทรมาสอบถามและสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่คนละ 10 กิโลกรัมจนถึง 300 กิโลกรัม เพราะต่างเห็นใจในความเดือดร้อนของชาวนา ทั้งยังมีอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ที่มหาวิทยาลัยก็ช่วยสั่งซื้อด้วย พอตนขับรถจยย.มาเรียนก็จะนำข้าวสารใส่รถมาด้วย เพื่อนำมาขายและส่งให้กับผู้ที่สั่งซื้อโดยหากอยู
วันนี้ (2 พ.ย.)เพจ RANGSIT UNIVERSITY,THAILAND ของ มหาวิทยาลัยรังสิตได้ เผยแพร่การจัดเวทีพูดคุยเพื่อร่วมกันฝ่าวิกฤตราคาข้าว ช่วยเหลือชาวนากระดูกสันหลังของชาติ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมเพื่อเสนอแนะแนวทางจากหลายภาคส่วน อาทิ นักวิชาการ เกษตรกรรุ่นใหม่ สื่ออิสระ และผู้ที่สนใจทั่วไป โดยจากการนำเสนอประเด็นในวงประชุมเกี่ยวกับมาตรการแก้ไขในระยะสั้น ซึ่งจะดำเนินการต่อไปเพื่อเป็นการช่วยเหลือชาวนาในเบื้องต้น สรุปได้ดังนี้ 1. มหาวิทยาลัยจะจัดให้มีจุดรับข้าว เพื่อเปิดพื้นที่ให้ชาวนาสามารถนำข้าวสารมาขาย 2. ให้ชาวนาในพื้นที่บริเวณหนองสาหร่าย จังหวัดกาญจนบุรี สามารถนำข้าวเปลือกมาสีได้ที่โรงสีข้าวหนองสาหร่าย ซึ่งอยู่ในโครงการนวัตกรรมนาข้าว ชาวนาอัจฉริยะ ของมหาวิทยาลัยรังสิต 3. ช่วยเหลือนักศึกษามหาวิทยาลัยรังสิตที่เป็นลูกชาวนา โดยให้นำข้าวสารมาจ่ายเป็นค่าหน่วยกิตได้ และจัดให้มีทุนการศึกษา “ทุนลูกชาวนา” โดยพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ 4. จัดพื้นที่ให้บุคลากร นักศึกษาที่ครอบครัวทำนา ได้นำข้าวสารมาร่วมจำหน่าย โดยเปิดโซนพื้นที่ในการจำหน่ายให้ที่ถนนข้าวสารลานแบร์ ม.รังสิต เพื่อเป็นอีกช่องทางในการช่วยจำหน่ายข้าวสาร 5. ส
