วิกฤตพลังงาน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน และนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม ร่วมกันแถลงข่าว แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ครม.ให้ความเห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ 7 เรื่อง คือ 1. เห็นชอบให้กระทรวงการคลัง กลับไปพิจารณาการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิต ว่าจะลดอย่างไรในระยะเวลาแค่ไหนตามความเหมาะสม 2. การดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยใช้กลไกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งครม.เห็นชอบว่าจะมึการเติมเงิน ที่ปกติการใช้จ่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจะมีวงเงิน 300 บาทต่อเดือนต่อคน โดยจะเพิ่มให้อีก 100 บาทเท่ากับ 400 บาทต่อเดือนต่อคน โดยระหว่างที่เป็นรัฐบาลรักษาการจะใช้เพียง 1 เดือนก่อน เมื่อเป็นรัฐบาลทางการจะประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอีกครั้ง 3. กลุ่มขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันทั้งกลุ่มรถบรรทุก และรถโดยสาร รวมถึงกลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 4. การช่วยเหลือภาคเกษตรกร เบื้องต้นคิดว่าสิ่งที่จะกระทบเกษตรกรเร็วที่สุดคือเรื
จากสถานการณ์ความขัดแย้งใน “ตะวันออกกลาง” ที่ทวีความรุนแรง กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก และเอเชียคือภูมิภาคที่จะได้รับผลกระทบในเรื่องของ “วิกฤตพลังงาน” ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) พุ่งสูงขึ้น และไทยถือเป็นประเทศที่เจ็บหนักสุด เพราะมีการนำเข้าพลังงานสุทธิสูงที่สุดในเอเชีย อยู่ที่ 6% ของ GDP เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนในหลายอุตสาหกรรมก็ได้รับผลกระทบตามมา หนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนคือ “อุตสาหกรรมการบิน” ล่าสุดมีรายงานว่า การบินไทย ปรับราคาตั๋วโดยสารเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% เพื่อรองรับต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าเดินทางของประชาชนและนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป นอกจากภาคการบินแล้ว อุตสาหกรรมปิโตรเคมีก็ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นเช่นกัน เนื่องจากน้ำมันเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตพลาสติก ทำให้ “ราคาพลาสติก” มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าในหลายภาคส่วน ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีผู้ค้าส่งหลายเจ้าได้ทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าหลายรายการ อาทิ ราคาถุงพลาสติกบรรจุอาหาร จ
