สตาร์ตอัป
เรื่องราวของ ฮิโรกิ โทมิยาสุ (Hiroki Tomiyasu) อดีตข้าราชการชาวญี่ปุ่นที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกร กำลังได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในฐานะตัวอย่างของการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้แก้ปัญหาจริงในภาคเกษตรกรรม แม้ไม่เคยมีพื้นฐานด้านการเกษตรหรือวิศวกรรมมาก่อนก็ตาม โทมิยาสุเติบโตในพื้นที่ใกล้กรุงโตเกียว เคยทำงานเป็นข้าราชการมาก่อน ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูที่ดินทำกินที่ถูกทิ้งร้างในฮอกไกโด และเรียนรู้การบริหารจัดการไร่ด้วยตนเองทั้งหมด ปัจจุบันเขาดูแลพื้นที่เพาะปลูกบล็อคโคลี่ ฟักทอง ต้นหอมญี่ปุ่น และถั่วเหลือง ครอบคลุมพื้นที่ราว 100 เฮกตาร์ หรือประมาณ 600 ไร่ จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเขาเริ่มนำ ChatGPT และ Codex เครื่องมือ AI สำหรับการเขียนโค้ด มาใช้แก้ปัญหาการทำฟาร์มที่ต้องใช้แรงงานหนักและขาดแคลนบุคลากร แทนที่จะพึ่งพาระบบอัตโนมัติสำเร็จรูปราคาแพงที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เขาเลือกเรียนรู้และสร้างเครื่องมือขึ้นมาเอง ตัวอย่างเครื่องมือที่เขาพัฒนาขึ้น ได้แก่ ระบบตรวจสอบโรคพืชด้วยการถ่ายภาพจุดดำบนบล็อคโคลี่แล้วให้ ChatGPT ช่วยวิเคราะห์ ระบบติดตามสภาพแปลงเพาะปลูกด้วยข้อมูลดาวเทียมที่นำมาซ้อนท
เด็กหนุ่มไทยวัย 17 ปี ที่เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ประกอบการเด็กเอเชีย ได้เผยเส้นทางการทำเงินของตัวเองตั้งแต่ศูนย์ ผ่านช่องรายการพอดแคสต์สร้างแรงบันดาลใจช่อง MarNoCap จากเด็กเกรดต่ำ สู่เจ้าของโปรแกรมโค้ชชิ่ง เขาเล่าว่าตัวเองไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง เกรดเฉลี่ยอยู่ในระดับ C เกือบทุกวิชา ยกเว้นวิชาพลศึกษาที่ได้ A ด้วยผลการเรียนแบบนี้ โอกาสที่จะได้งานดี ๆ ในระบบมีน้อยมาก ประกอบกับเมื่อชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญจากช่วงที่ครอบครัวประสบปัญหาการเงินอย่างหนัก หลังธุรกิจทัวร์ของคุณแม่ซึ่งเคยรุ่งเรืองต้องซบเซาลงจากผลกระทบของโควิด-19 จนเป็นหนี้หลายแสนบาท ทำให้เขาเห็นแม่ร้องไห้และทะเลาะกับพ่ออยู่บ่อยครั้ง สิ่งนี้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาอยากหาทางออกให้ครอบครัว เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเริ่มจากการทำดรอปชิปปิง ตามด้วยการเทรด ก่อนจะลองรับงานเขียนคอนเทนต์การตลาด (copywriting) ส่งข้อความติดต่อลูกค้าหลายร้อยรายตั้งแต่อายุ 14 แต่ก็ล้มเหลวไม่มากก็น้อย กระทั่งเริ่มลองทำคลิปแรงบันดาลใจของตัวเองจนมีผู้ติดตามจำนวนมาก จึงหันไปศึกษาวิธีการทำคอนเทนต์ให้ไวรัลอย่างจริงจัง แล้วนำความรู้นั้นไปสอนคนอื่น
ลองจินตนาการดูว่า ถ้าวันหนึ่งบัญชีธนาคารของคุณพุ่งขึ้นมาเป็นหลักพันล้านบาทในชั่วข้ามคืน คุณจะทำอะไรต่อ สำหรับคนทั่วไป คำตอบอาจดูง่าย เที่ยวรอบโลก ซื้อบ้านหลังใหญ่ เกษียณตัวเองตั้งแต่อายุยังน้อย แต่สำหรับ Vinay Hiremath อดีต CTO และหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Loom แพลตฟอร์มส่งข้อความวิดีโอชื่อดัง กลับไม่ได้เป็นสูตรแบบที่ใครหลายคนคิด จาก Startup เล็กๆ สู่ดีลพันล้าน Hiremath ร่วมก่อตั้ง Loom ในปี 2016 ร่วมกับ Joe Thomas และ Shahed Khan หลังจากที่เขาตัดสินใจดรอปเรียนจากมหาวิทยาลัย University of Illinois ไอเดียตั้งต้นเรียบง่ายมาก นั่นคือทำให้การสื่อสารในที่ทำงานง่ายขึ้นด้วยการอัดวิดีโอสั้นๆ แทนการพิมพ์ข้อความยาวๆ ไอเดียง่ายๆ นี้เติบโตเร็วเกินคาด Loom ระดมทุนได้เกือบ 200 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุนรายใหญ่อย่าง Sequoia Capital และ Andreessen Horowitz จนมูลค่าบริษัทพุ่งไปแตะระดับ 1.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2021 มีผู้ใช้งานลงทะเบียนกว่า 25 ล้านคน และมีลูกค้าที่จ่ายเงินราว 200,000 ราย จุดสูงสุดมาถึงในเดือนตุลาคม 2023 เมื่อ Atlassian บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่จากออสเตรเลีย เข้าซื้อกิจการ Loom ด้วยมูลค่าเกือบ 1,00
ผศ.ดร.เกรียงไกร สัจจะหฤทัย คณบดีคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) เปิดเผยว่า การสร้าง “เจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่” ที่มีศักยภาพสูง เป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ เก่งทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้สามารถก้าวขึ้นมาเป็น SMEs และสตาร์ตอัปที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว คณะฯ มีความเชื่อมั่นในศักยภาพที่แตกต่างกันของคนรุ่นใหม่ และผู้ประกอบการไทยทุกราย จึงมุ่งส่งเสริมให้นักศึกษาทุกคน และเมื่อทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหา พวกเขาจะสามารถก้าวสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จได้ ด้วยการออกแบบหลักสูตรให้นักศึกษาทุกคนสามารถสร้างธุรกิจได้ตั้งแต่ยังเรียน เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างธุรกิจของตัวเอง หัวใจสำคัญของหลักสูตรคือการปลูกฝัง “Entrepreneurial Mindset” หรือจิตวิญญาณของการเป็นเจ้าของธุรกิจ และมอบประสบการณ์จริงผ่าน “Project Based Learning” ซึ่งหมายถึงการลงมือทำจริง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เรียนจบก็สามารถสร้างธุรกิจได
ดีป้า ติดปีกดิจิทัลสตาร์ตอัป เสริมแกร่งศักยภาพ เตรียมพร้อมสู่ระดับโลก ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี ดีป้า มุ่งส่งเสริมการพัฒนาดิจิทัลสตาร์ตอัปไทยในทุกระยะการเติบโต โดยให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมการทำงานของดิจิทัลสตาร์ตอัปในทุกมิติ ผลักดันให้เกิดกระบวนการสร้างดิจิทัลสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพการเติบโตเชิงธุรกิจ สนับสนุนดิจิทัลสตาร์ตอัปในสาย Deep Tech เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อีกทั้งส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดผลิตภัณฑ์หรือบริการดิจิทัลสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ ซึ่งกระบวนการต่างๆ ดำเนินการผ่านมาตรการช่วยเหลือหรือการอุดหนุนเพื่อการเริ่มต้นธุรกิจอุตสาหกรรมดิจิทัล กลไกสนับสนุนในรูปแบบ Angel Fund โดยปัจจุบัน ดีป้า ส่งเสริมดิจิทัลสตาร์ตอัปสัญชาติไทยไปแล้วกว่า 160 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไม่น้อยกว่า 15,000 ล้านบาท ล่าสุด ดีป้า เปิดรับข้อเสนอโครงการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนหรือประกอบกิจการจากดิจิทัลสตาร์ตอัป ระยะเริ่มต้น ในกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อสุข
5 อุตสาหกรรมสตาร์ตอัปดาวรุ่ง ปี 2567 คาดว่าธุรกิจ AI ขึ้นแท่นดาวเด่น มีโอกาสรับเงินลงทุนสูง “NIA” เผยข้อมูล 5 อุตสาหกรรมสตาร์ตอัปดาวรุ่ง ชี้ปี 2567 การลงทุนสตาร์ตอัปฟื้น คาดธุรกิจเกี่ยวกับ AI สร้างมูลค่าทางธุรกิจ 6,000 ล้านบาท เพิ่มจากปีก่อนหน้าเท่าตัว ขึ้นแท่นดาวเด่นมีโอกาสรับเงินลงทุนสูง วันที่ 26 มกราคม 2567 ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า ภาพรวมของประเทศไทยในปีนี้ พบว่า มีสตาร์ตอัปจำนวน 2,100 ราย แบ่งเป็นระยะ Pre-seed 700 ราย และระยะเข้าสู่ตลาด (Go-to market/Growth) 1,400 ราย โดยในปี 2567 NIA ยังคงเดินหน้าผลักดันและพัฒนาศักยภาพสตาร์ตอัปไทยให้พร้อมรับมือเทรนด์การเปลี่ยนแปลงและความต้องการด้านนวัตกรรมของตลาดอาเซียนและตลาดโลก “ในช่วง 3 ปีมานี้ ภูมิภาคอาเซียนมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นถึง 100 ล้านราย ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านดิจิทัลยังคงมาแรง และมีแนวโน้มเติบโต รวมถึง Generative AI กำลังจะกลายเป็นเทคโนโลยีสาธารณะ คาดว่าภายในปี 2569 องค์กรมากกว่า 80% จะนำ Gen AI, API และโมเดลต่าง ๆ มาปรับใช้ในแอปพลิเคชันที่เปิดใช้
สตาร์ตอัป จีน คิดค้น “เครื่องจูบ” เสมือนจริง ขายดิบขายดี ออร์เดอร์เพียบ แม้วิกฤตโควิด-19 จะคลี่คลายแล้ว แต่ก็ทิ้งความทรงจำไว้มากมาย รวมถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม “รอยเตอร์ส” หยิบยกกรณีของสตาร์ตอัปจีน “ซื่อเว่ยฝูเช่อ” ที่ปิ๊งไอเดียธุรกิจจากมาตรการกักตัวช่วงโควิดในการผลิตเครื่องจูบระยะไกล ที่ช่วยให้รู้สึกสมจริง กระชับความรักระยะไกลให้แนบแน่นขึ้น เครื่องจูบนี้จะส่งข้อมูลการจูบผ่านเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว ที่ติดตั้งอยู่บริเวณริมฝีปากที่ทำจากซิลิโคน ซึ่งจะเคลื่อนไหวในเวลาเดียวกับที่ได้รับการจุมพิตจากอีกฝ่ายหนึ่ง อุปกรณ์นี้มีชื่อว่า “ม้วฟ” (MUA) ที่เลียนแบบมาจากเสียงจูบ โดยจะบันทึกและเล่นเสียงซ้ำ รวมถึงปรับระดับความอุ่นของริมฝีปากในระหว่างการจูบด้วย ช่วยเพิ่มความฟินระหว่างการจูบทิพย์ “ม้วฟ” มีลักษณะเหมือนแท่นวางมือถือที่มีริมฝีปากยื่นออกมาด้านหน้า ซึ่งคู่รักจะต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชันลงบนสมาร์ทโฟน พร้อมจับคู่กับเครื่องจูบที่เสียบเข้าช่องชาร์จแบต จากนั้นก็เปิดใช้งานผ่านแอป เมื่อคนหนึ่งจูบมา เครื่องก็จะจูบกลับ นอกจากนี้ ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดข้อมูลการจูบที่ผู้ใช้รายอื่น
