สปป.ลาว
เซ็น กรุ๊ป ลุยแฟรนไชส์หนัก ประกาศรุก สปป.ลาว ตั้งเป้าเปิด 3 แบรนด์ รวม 5 สาขา ในปี 68 คุณศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารธุรกิจแบรนด์ไทย พร้อมด้วย คุณสตีเว่น เดวิด ฮอร์ลิเดร์ กรรมการบริษัท และ คุณยุพาพรรณ เอกสิทธิกุล กรรมการบริหารและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินและบัญชี บริษัท เซ็น คอร์ปอเรชั่น กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามเซ็นสัญญาให้สิทธิเปิดสาขาแฟรนไชส์ของเครือเซ็น กรุ๊ป ที่ประเทศลาว แก่ Kok Kok M นำโดย คุณประภาวดี กุวสาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ผู้นำธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง ยักษ์ใหญ่ ทั้ง Supermarket, Mega Mall, Convenience Store และธุรกิจอื่นๆ ในเครืออีกมากมาย โดยตั้งเป้าตัดริบบิ้นอวดร้านเขียง สาขาแรก เดือนกันยายนนี้ ในคอนเซ็ปต์ Thai Street Food มีการปรับโลโก้ชื่อแบรนด์เป็นภาษาลาว และครีเอตเมนูซิกเนเจอร์พิเศษอย่างข้าวผัดเวียงจันทน์ เอาใจชาวลาวโดยเฉพาะ ปักหมุดที่ Kolao Tower นครหลวงเวียงจันทน์ ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ และใกล้สถานที่ท่องเที่ยวอย่าง Pratuxai (ประตูไซ) เจาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศ และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ไหลเวียนเข้ามาในประเทศ ไม่เพียงเท่านั้น ในช่วงต้น
งานลงนามสัญญาตัวเเทนแฟรนไชส์ ฉวนล่าหม้อไฟ เปิดสาขาในลาว ในปี 2024 เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา ณ Centara Grand at Central World Hotel คุณจุลพันธ์ วงศกิตติรักษ์ กรรมการผู้จัดการ ในฐานะตัวแทนจากบริษัท ยิปมันส์ จำกัด ผู้ถือสิทธิ ฉวนล่าหม้อไฟ (Chuanla hot pot) ได้ดำเนินการเซ็นสัญญาร่วมกับ LAOCHALEUN SQUARE INDIVIDUAL ENTERPRISE นำโดย Mr.CHAROEN SOKXAY กรรมการผู้จัดการ เพื่อขยายธุรกิจฉวนล่าหม้อไฟ (Chuanla hot pot) หม่าล่าสายพานจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งเป้าขยาย 10 สาขาในประเทศลาว ภายในปี 2567 นี้ จุดเริ่มต้น ร้านฉวนล่าหม้อไฟ (Chuanla hot pot) มาจากการทำร้านชาบูและธุรกิจอาหารมา 9 ปี ได้ขยายไปในหลายๆ พื้นที่ ทำให้มีความเข้าใจทั้งตลาดในต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ จึงได้เริ่มทำธุรกิจนี้ขึ้นมาภายใต้ชื่อแบรนด์ว่า “ฉวนล่าหม้อไฟ (Chuanla hot pot)” ซึ่งได้มีการคิดค้นพัฒนาสูตรของแบรนด์ขึ้นมา เป็น “น้ำซุปหม่าล่า 5 มณฑล” ที่สามารถรองรับพฤติกรรมการทานของลูกค้าได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ซุปหม่าล่าเผ็ดน้อย ซุปหม่าล่าที่ไม่มีเม็ดหม่าล่า หรือแม้กระทั่งซุปหม่าล่ามังสว
ไคแผ่นทอด ทำจากสาหร่ายน้ำจืด ออเดิร์ฟของชาวหลวงพระบาง จิ้มกินกับแจ่วบอง “ไค” หรือ “ไก” เป็นสาหร่ายน้ำจืดที่งอกงามในแม่น้ำที่เย็น ใสสะอาด และต้องเป็นน้ำไหลเอื่อยๆ เช่นที่เมืองหลวงพระบางซึ่งมีแม่น้ำคานและแม่น้ำโขงไหลผ่าน ส่วนในประเทศไทยพบได้ในแม่น้ำน่าน อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน และแม่น้ำโขง ที่เชียงของ จังหวัดเชียงราย ไค เป็นสาหร่ายเส้นยาวสีเขียวสด บางสายพันธุ์ยาวได้ถึง 2 เมตร ชาวไทลื้อรู้จักนำไคไปประกอบอาหารมาเป็นร้อยปีแล้ว โดยนำไปทำห่อนึ่งไก ไกยี และคั่วไก เดี๋ยวนี้ไทยเราก็รู้จักเอามาแปรรูปเป็นสาหร่ายแผ่นอบกรอบเป็นของกินเล่น คล้ายๆ กับสาหร่ายแผ่นของญี่ปุ่น ไค เป็น สาหร่ายน้ำจืดสีเขียว สกุล Cladophora มีโปรตีนสูง มีเบต้าแคโรทีน วิตามินและเกลือแร่อยู่กว่า 18 ชนิดเชียว สาหร่ายไค เป็นอย่างเดียวกับที่ชาวล้านนาเรียกว่า “เทา” หรือ “เตา” อย่างในเพลงของกิ๋นคนเมืองของอ้ายจรัล มโนเพ็ชร ตอนหนึ่งที่ว่า “ต๋ำบ่าหนุนยำเตา ซ้าบ่าเขือผ่อยแก๋งเห็ดแก๋งหอย ก้อยป๋าดุ๊กอุย” ชาวหลวงพระบางแห่งประเทศสปป.ลาว จะนำสาหร่ายน้ำจืดชนิดนี้ไปล้างน้ำให้สะอาด โรยหน้าด้วยกระเทียมฝาน มะเขือเทศฝาน พริก และงา หรือจะไม่โรยหน้
กินนม ชมควาย ที่ “ลาว บัฟฟาโล เดรี่” ฟาร์มควายแห่งเดียวใน สปป.ลาว ครั้งหนึ่งมีโอกาสได้ไปเยือน สปป.ลาว ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่วัฒนธรรมหลายอย่างคล้ายกันกับไทย แวะเวียงจันทน์แล้วไม่ลืมที่จะแวะหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกที่ยังคงวัฒนธรรม ประเพณีพื้นบ้าน และวิถีชีวิตไว้ได้ครบถ้วนทุกย่างก้าว ที่หลวงพระบางนอกจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจออกแนวเกษตรนิดๆ ไว้สำหรับศึกษาดูงาน เที่ยวแบบชิลๆ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “Laos Buffalo Dairy หรือ ลาว บัฟฟาโล เดรี่” ฟาร์มควายแห่งเดียวใน สปป.ลาว ก่อตั้งโดย คุณซูซี่ มาร์ติน สาวชาวออสเตรเลียที่หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของ สปป.ลาว จนเกิดเป็นฟาร์มควายแห่งนี้ขึ้นมา ฟาร์มควาย ลาว บัฟฟาโล เดรี่ มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาไม่ขาด มากันแบบครอบครัว เป็นคู่ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกรุ๊ปจากต่างประเทศ เมื่อมาถึงทีมงานของฟาร์มจะออกมาต้อนรับอย่างดี มีโต๊ะสำหรับนั่งพัก พร้อมนมควายปรุงแต่งรสกาแฟ โกโก้ ขนมที่ทำจากนมควาย เสิร์ฟให้ทานก่อนเยี่ยมชมฟาร์ม ระหว่างนั่งพัก คุณซูซี่เจ้าของฟาร์มพร้อมล่ามจะออกมากล่าวต้อนรับ พร้อมเล่าประวัติของฟาร์มให้ฟังคร่าวๆ
NEA แนะทริกลงทุนใน “สปป.ลาว” แลนด์ลิงก์และแบตเตอรี่ก้อนใหม่แห่งเอเชียที่น่าจับตา ลงทุนในลาว – ในบรรดาเพื่อนบ้านของไทย “สปป.ลาว” เป็นประเทศน้องใหม่ที่น่าลงทุน เนื่องด้วยยุทธศาสตร์อันชาญฉลาดหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนตัวเองจาก Land Locked Country หรือประเทศที่ไม่มีอาณาเขตติดกับทะเล สู่ Land Link หรือการเป็นศูนย์กลางเชื่อมทางบกระหว่าง จีน ไทย เวียดนาม และกัมพูชา เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง รวมถึงการตั้งเป้าหมายในการเป็น Battery of Asia หรือแหล่งพลังงานของภูมิภาคเอเชีย ที่มุ่งเป็นแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าและส่งขายให้กับเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเป็นฐานการผลิต รวมทั้งไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่กำลังก้าวสู่ความเป็นเมือง และยังมีปัจจัยอีกหลากหลายด้านที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องศึกษา เพื่อเป็นทางเลือกในการขยายธุรกิจในอนาคต จากเหตุผลที่กล่าวมา สปป.ลาว จึงเป็นตลาดน้องใหม่ที่เนื้อหอม พร้อมเชิญชวนนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนมากที่สุดตลาดหนึ่งในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งนี้ ยังมีข้อมูลด้านมูลค่าการค้าระหว่างไทย-สปป.ลาว ในปี 2562 ที่ผ่านมา โดยมีมูลค่ารวมที่ 6,385.82 ล
ลงทุนอย่างไรให้โกยเงินล้าน พร้อมสูตรสำเร็จ ผลิตสินค้าบุกตลาด สปป.ลาว ทุกคนคงรู้จัก “สปป.ลาว” เป็นอย่างดี เพราะนี่คือบ้านพี่เมืองน้องของไทยบนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ทุกวันนี้ “ลาว” กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ของผู้คน ถือเป็นประเทศน้องใหม่ที่ควรค่าแก่การลงทุน ทั้งด้วยปัจจัยจากอัตราการขยายตัวของ GDP ที่มีกราฟพุ่งอย่างต่อเนื่อง ทรัพยากรธรรมชาติที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนแลนด์มาร์กที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ประตูการค้าหรือแลนด์ลิงก์ (Land link)” ด้วยเพราะมีพื้นที่ที่ยาวและมีพรมแดนติดต่อกับประเทศที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน เวียดนาม เมียนมา และกัมพูชา จึงเอื้อต่อระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ แม้ว่าลาวจะมีประชากรเพียงแค่ 7 ล้านคน แต่ประชากรลาวเหล่านี้ มีกำลังซื้อที่สูงมาก โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าประเภทไลฟ์สไตล์ที่เป็นแบรนด์ไทย ซึ่งครองใจผู้บริโภคชาวลาวมาแล้วหลายต่อหลายรุ่น กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โดยสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) ได้ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดโครงการสัมมนา “ติวเข้ม…รู้ลึก รู้จริง รู้ใจลาว” เพื่อส่งเสริมผู้ประ
วิถีชีวิตเรียบง่าย ‘ตลาดเช้าหลวงพระบาง’ ปลาสดๆ ไก่เป็นๆ ยังมีขาย สมกับเป็นเมืองที่องค์การยูเนสโกได้ยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลก “หลวงพระบาง” อยู่ไม่ไกลนักจากประเทศไทย หากอยากเดินทางมาชมความงามของเมืองนี้ หนทางที่สะดวกที่สุดคือการโดยสารด้วยเครื่องบิน ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งแลนดิ้งถึงหลวงพระบางทันที เมื่อเข้าสู่ตัวเมืองหลวงพระบาง ท่านจะพบกับความเรียบง่ายในวิถีชีวิตของชาวบ้าน พบวัฒนธรรมที่น่ารัก ผู้คนยิ้มแย้ม พูดคุยคนละภาษาแต่ฟังกันรู้เรื่อง ข้อสำคัญของการมาเมืองหลวงพระบางคือ ห้ามนำรถบัสคันใหญ่ 25 ที่นั่งเข้าตัวเมือง เพราะจะทำให้ถนนหนทางหรือบ้านเรือนที่บางหลังมีอายุหลายสิบปีชำรุดเสียหาย นักท่องเที่ยวจึงจำเป็นต้องใช้สกายแลบ หรือรถตู้ปรับอากาศแทน ไม่มีมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพราะทุกบ้านมีมอเตอร์ไซค์กันหมด ในทุกๆ เช้าของเมืองหลวงพระบาง ยอมตื่นเช้าสักนิด บรรยากาศดีมาก อาบน้ำใส่ชุดประจำชาติ แวะมาทำกิจกรรมตักบาตรข้าวเหนียว ที่มีพระเดินบินฑบาตมากถึง 200 องค์จาก 13 วัด เสร็จแล้วแวะเดินตลาดเช้ากันต่อ ชมวิถีชีวิตเรียบง่าย ของคนทำมาค้าขายที่นี่ คล้ายคลึงกับตลาดนัดช่วงเช้าตามต่างจังหวัดของไทย ของขายที่ยกให้เป
EXIM BANK ปักหมุด สปป.ลาว เปิดสำนักงานผู้แทนในเวียงจันทน์กระตุ้นการค้าการลงทุนใน CLMVT นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา สปป.ลาว เป็นประเทศที่นักลงทุนหลักให้ความสนใจมาก เพราะเป็นประเทศที่มีระดับการเติบโตสูงมาก การจัดตั้งสำนักงานผู้แทนของ EXIM BANK ในเวียงจันทน์จึงสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลและผู้ประกอบการไทยให้ความสำคัญกับ สปป.ลาว ด้านนายพิศิษฐ์ เสรีวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กล่าวว่า เป็นเวลา 24 ปีที่ EXIM BANK ทำหน้าที่ส่งเสริมการส่งออก การนำเข้า และการลงทุน โดย EXIM BANK ได้สนับสนุนการเงินให้แก่โครงการต่างๆ ใน สปป.ลาว รวมทั้งสิ้นกว่า 30,000 ล้านบาท ในการพัฒนาประเทศด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการของไทย และ สปป.ลาว รวมทั้งขยายธุรกิจเชื่อมโยง CLMVT (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ไทย) EXIM BANK จึงได้จัดตั้งสำนักงานผู้แทนในเวียงจันทน์ เพื่อทำหน้าที่ให้บริการด้านคำปรึกษา แนะนำข้อมูลการค้าการลงทุน รวมทั้งข้อมูลเชิงลึกที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยทุกขนา
ลัดเลาะริมโขงเที่ยว ‘ถนนคนเดิน’ เวียงจันทน์ สปป.ลาว เวียงจันทน์ เมืองหลวงของ สปป.ลาว ประเทศเพื่อนบ้านใกล้ไทย เดินทางสะดวกด้วยรถก็ดี หรือเครื่องบินไม่ถึง 1 ชั่วโมงเท่านั้น เวียงจันทน์ เป็นเมืองที่ยังคงเสน่ห์ทางวัฒนธรรมที่มีมาตั้งแต่อดีตไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีตึกสูงใหญ่ให้รกหูรกตา แต่มีวัดวาอารามและบ้านช่องอันเป็นเอกลักษณ์ให้ได้เห็น อีกทั้งผู้คนที่นี่ยังใช้ชีวิตสงบเรียบง่ายตามวิถีชีวิต นับว่าเป็นประเทศที่งดงามในสายตาของผู้คนทั่วโลกเลยก็ว่าได้ หากได้แวะมาเยือนเวลากลางวันทริปของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเป็นการเยี่ยมชมวัด ส่วนกลางคืนจะมีร้านนั่งชิว ร้านอาหารคล้ายไทยให้ได้ผ่อนคลาย มีตลาดถนนคนเดินริมแม่น้ำโขงจำหน่ายสินค้าทั้งของใช้ และของกิน ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่นำเข้ามาจากจีนและเวียดนาม โดยถนนคนเดินจะเริ่มเปิดตั้งแต่ 17.00-22.00 โดยประมาณ มีร้านค้าตั้งเรียงรายในเต้นท์สีแดงทอดยาวไปหลายร้อยเมตร เดินๆ ดูแล้วคล้ายถนนคนเดินของไทยอย่างตลาดนัดจตุจักร ตลาดหัวมุม อยู่เหมือนกัน ดังภาพบรรยากาศนี้
เมื่อวันที่ 24 ม.ค. Tholakhong สื่อข่าวสารและสังคมออนไลน์ประเทศลาว รายงานความคืบหน้ารัฐบาลลาวผลักดันทุ่งไหหินเป็นมรดกโลกว่า ล่าสุดนายทองลุน สีสุลิด นายกรัฐมนตรี ในนามรัฐบาลแห่ง สปป.ลาว ได้ลงนามรับรองแผนแม่บทปกป้องรักษาและคุ้มครองทุ่งไหหิน และยื่นเสนอต่อองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อพิจารณาและประกาศเป็นมรดกโลก สำหรับทุ่งไหหิน แหล่งโบราณคดีเก่าแก่ และสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ที่เมืองโพนสะหวัน แขวงเชียงขวาง ประเทศลาว หากยูเนสโกประกาศรับรอง จะเป็นมรดกโลกแห่งที่ 3 ของประเทศลาว ต่อจากเมืองหลวงพระบาง และปราสาทหินวัดพู จำปาสัก ขอบคุณภาพจาก Tholakhong
