สังคมไทย
โฆษณาเกินจริง “ยา-ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” กำลังคุกคามสังคมไทยยุค 4.0 !?! ต้องยอมรับว่า รอบปีที่ผ่านมา ปัญหาโฆษณาผิดกฎหมายของ สินค้าประเภท ยา อาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพนั้น ปรากฏเป็นข่าวไม่เว้นแต่ละวัน แต่ที่ฮือฮากันไปทั้งบ้านทั้งเมือง เห็นจะเป็น “คดีเมจิกสกิน” ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชื่อดัง ที่ทำกำไรได้มหาศาล ถึงขั้นมีงบฯไม่อั้น จ้าง “เซเลบ-ดารา” มาช่วยเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ ทั้งที่สินค้านั้นยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน อย. การออกมาโฆษณาประชาสัมพันธ์ของสินค้าดังกล่าว จึงเข้าข่าย “เกินจริง” เกินกว่ากฎหมายจะยอมรับได้ แต่จากเทคโนโลยีและช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีเสียง วิพาษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น ค่อนข้างเป็นไปในเชิง “ตั้งรับ” มากกว่า “ป้องกัน” อีกฟากหนึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานคณะกรรมการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็ได้พยายามร่วมกันแก้ปัญหาโฆษณาอาหาร ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย โดยมีการติดตามตรวจสอบ เฝ้าระวัง การออกอากาศรายการหรือโฆษณาที่เข้าข่ายการกระทำที่เป็นการ
หนี้นอกระบบเป็นหนึ่งในมูลเหตุที่นำมาซึ่งปัญหาใหญ่ในสังคมไทย ทั้งเศรษฐกิจ อาชญากรรม และครอบครัว แม้จะมีพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2475 บังคับใช้มาแล้วกว่า 84 ปี แต่เนื่องจากปัจจุบันปัญหาหนี้นอกระบบมีการพัฒนารูปแบบไปมากจนกฎหมายฉบับเก่าไม่อาจครอบคลุม เกิดการเอารัดเอาเปรียบโดยอาศัยความอ่อนด้อยของประชาชน และได้ยกระดับขึ้นสู่เครือข่าย “องค์กรอาชญากรรม” ที่มีนายทุนและผู้มีอิทธิพลหนุนหลัง ล่าสุด (1 ก.ย. 2559) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณาเห็นชอบรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. ….ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ เพื่อให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สามารถคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของประชาชนได้มากยิ่งขึ้น โดยมีสาระสำคัญคือเป็นกฎหมายกลาง บังคับใช้กับการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราทั้งหนี้กู้ยืมในระบบสถาบันการเงินและหนี้นอกระบบ การกำหนดความผิดในการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราให้มีความชัดเจน กำหนดความผิดที่มีลักษณะฉกรรจ์ พร้อมทั้งกำหนดอัตราโทษให้สูงขึ้น คือโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมไปถึงกำหนดโทษเจ
