สัตว์เศรษฐกิจ
พูดกันมาหลายปี ยก ตัวเงินตัวทอง เป็นสัตว์เศรษฐกิจ แต่ยังไร้แอ๊กชั่นจริงจัง รศ.ดร.น.สพ.จิตรกมล ธนศักดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ กรณีก่อนหน้านี้ ออกมาเผยแพร่ผลงานวิจัย ระบุ เลือดตัวเงินตัวทอง มีสรรพคุณทางยา ยับยั้งเซลล์มะเร็ง และ แบคทีเรียบางชนิด ซึ่งจะมีการวิจัยต่อยอดหาผลยับยั้งไวรัส โดยเฉพาะโคโรน่าไวรัส ได้ด้วยหรือไม่ นั้น ว่า การที่มหาวิทยาลัยมหิดล ออกข่าวงานวิจัยนี้ไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอยากผลักดันให้ ตัวเงินตัวทอง เป็นสัตว์เศรษฐกิจ โดยเมื่อราว 3 ปีที่แล้ว ม.มหิดล จัดเวทีประชุมวิชาการ เรื่อง สถานการณ์เหี้ย ครั้งแรกในประเทศไทย มีนักวิชาการทุกแขนงมาช่วยกันประเมินว่า ตัวเงินตัวทอง ควรจะอยู่อย่างไร เพราะปัจจุบันเป็นสัตว์คุ้มครอง แต่มีหลายฝ่ายบอก ถ้ามีจำนวนเยอะขนาดนั้นจะไปคุ้มครองทำไม แต่พอมาพิจารณาถึงเหตุผลทางระบบนิเวศน์ ปรากฏเห็นตรงกัน ตัวเงินตัวทอง จำเป็นต้องมีอยู่ในระบบนิเวศน์ แต่เนื่องจากสภาพความเป็นจริง ประชากรตัวเงินตัวทอง กลับไปหนาแน่นในบริเวณที่มนุษย์รำคาญ แต่สถานที่ที่อยู่ได้ตั้งแต่ดึกดำ
กรมประมง ดัน ปลิงทะเล เป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ หลังพบราคาสูงถึงกิโลละ 7 พัน เว็บไซต์ สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ เผยข่าว นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีการนำปลิงทะเลขึ้นมาใช้ประโยชน์เพื่อการบริโภค เพราะปลิงทะเลจัดเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง จึงนิยมนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตยาและอาหารเสริม ซึ่งในประเทศมีการจับปลิงทะเลขึ้นมาใช้ประโยชน์เป็นจำนวนมาก ทั้งเพื่อการบริโภคภายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ เป็นที่ต้องการของตลาด โดยราคาขายปลิงทะเลสดจากชาวประมง ถ้าเป็นแบบสด จะขายอยู่ที่ ราคา 300 – 500 บาท /กิโลกรัม ส่วนแบบตากแห้ง ราคาจะยิ่งสูงขึ้นไปถึง 3,000 – 7,000 บาท /กิโลกรัม ซึ่งเป็นเหตุให้ปลิงทะเลถูกจับขึ้นมาจำนวนมาก จนไม่สามารถเกิดทดแทนได้ทัน ด้วยเหตุนี้ กรมประมง จึงมุ่งผลักดันโครงการเพาะเลี้ยงปลิงทะเลขยายผลสู่เกษตรกร พร้อมปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ควบคู่กันไป หวังส่งเสริมให้เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดใหม่ของไทย โดยศึกษาพัฒนาเทคนิคการอนุบาลลูกปลิงทะเลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มอัตราการรอดและเพิ่มผลผลิตเพื่อนำปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ และทดลองเลี้ยงในบ่อดิน เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสร
“ปลิงทะเลขาว” (holothuria scabra) เป็นสัตว์เศรษฐกิจมูลค่าสูงประเภทหนึ่ง โดยชาวจีนนิยมบริโภคเนื้อปลิงทะเลขาว ด้วยความเชื่อในสรรพคุณทางยา ที่ผ่านมาจึงมีการจับปลิงในทะเลธรรมชาติออกไปจําหน่าย โดยนําไปตากแห้ง (Beche-de-mer) ซึ่งได้ราคาสูง อีกทั้งความต้องการของตลาดผู้บริโภคมีจํานวนสูงมากอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปลิงทะเลในธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็ว จึงมีความพยายามของคนกลุ่มหนึ่งที่มีความหวังจะเพิ่มปริมาณปลิงขาวในทะเลให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง โดยโครงการดังกล่าวได้ถูกริเริ่มมาตั้งแต่ช่วงปี 2560 ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ได้ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดซื้ออุปกรณ์สำหรับการทำบ้านปลิงขาวมาให้กับชาวบ้านบริเวณบ้านเกาะมุกด์ ตำบลเกาะลิบง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง พร้อมหาอาสาสมัครที่มาเป็นจิตอาสามาช่วยดูแล เพื่อเพิ่มปริมาณปลิงขาวในทะเลให้กลับมาสู่ความอุดมสมบูรณ์ และเป็นห่วงโซ่อาหารที่ยังคงสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ นายแก่น หญ้าปรั่ง ชาวบ้านบ้านเกาะมุกด์ จึงได้อาสาเข้ามารับหน้าที่ดังกล่าว โดยจะใช้เวลาว่างหลังออกเรือป
เรื่อง/รูป โดย มติชนออนไลน์ นางสาวจิรภัทร ชีโพธิ์ หรือเก๋ อายุ 48 ปี ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ที่บ้าน ในหมู่ที่ 8 ต.หนองไข่น้ำ อ.เมือง จ.นครราชสีมา และได้ใช้พื้นที่ข้างบ้านประมาณ 60 ตารางวา ทำเป็นฟาร์มเลี้ยงกุ้งก้ามแดงแบบพอเพียง มีบ่อซีเมนต์ขนาด 2 X 2 เมตร สำหรับเลี้ยงกุ้งพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ อยู่ 3 บ่อ และมีกะละมังพลาสติกขนาดใหญ่ สำหรับเลี้ยงกุ้งอนุบาลอยู่ประมาณ 20 ใบเท่านั้น นางสาวจิรภัทร ชีโพธิ์ เล่าให้ฟังว่า ในอดีตนั้นเป็นสาวโรงงานผลิตกระดาษ อยู่ชานเมืองกรุงเทพมหานคร ซึ่งต้องทำงานหนักมาก แต่ก็มีรายได้สูงด้วยเช่นกัน โดยเงินเดือนล่าสุดของตนคือกว่า 50,000 บาท แต่ด้วยความที่เป็นห่วงแม่วัย 68 ปี อยู่บ้านเพียงลำพัง หลังจากที่พี่สาวได้ย้ายไปเป็นครูอยู่ที่ต่างอำเภอ จึงได้ตัดสินใจลาออกจากงานเมื่อช่วงปลายปี 2557 แล้วแพคกระเป๋ากลับบ้านมาดูแลแม่ ที่บ้านเกิด ต.หนองไข่น้ำ อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยช่วงแรกมีเวลาว่างมาก จึงได้ลองศึกษาวิธีเลี้ยงกุ้งก้ามแดง หรือกุ้งเครฟิช หรือกุ้งล็อบสเตอร์น้ำจืด ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงนำเข้ามาจากต่างประเทศ และทดลองเพาะเล
สวัสดีครับ ผมระหกระเหเร่ร่อนสัญจรไปพบพี่น้องเกษตรกรมาทั่วประเทศ และอีกหลายประเทศก็เคยไป ผมพบว่าผืนแผ่นดินสำหรับทำการเกษตรมันลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีที่ดินทำกินจำกัดเหลือเกิน ยิ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนายิ่งไปใหญ่ ปัญหาการถือครองที่ดินของเกษตรกรยิ่งรุนแรง เกษตรกรมีที่ดินน้อยลง เรื่องเหล่านี้เป็นปัญหามาตลอด ไม่ว่าสมัยไหนรัฐบาลใดก็ไม่สามารถแก้ไขให้เกษตรกรตาดำๆ พ้นบ่วงกรรมนี้ไปได้ ในมุมมองของผม พี่น้องเกษตรกรรายย่อยควรตื่นตัวมองหาช่องทางทำกินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ที่ดินน้อยก็ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะกับการใช้พื้นที่น้อย ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ที่สามารถขายได้เร็ว ผลผลิตสูง ราคาดี มีตลาดรองรับ ในด้านปศุสัตว์ผมเคยนำเสนอแพะและแกะให้เป็นสัตว์ที่เกษตรกรรายย่อยน่าจับตาและควรพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความเหมาะสมในหลายๆ ด้าน มาฉบับนี้ผมนำเรื่องแกะเนื้อมารายงานอีกครั้งเพื่อเสนอเป็นทางเลือกให้พี่น้องเกษตรกรคนจำนวนมากแต่เสียงแผ่วเบา ให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้นครับ คุณฐษณพร ทิพย์รักษ์ เลิกปลูกอ้อย หันมาเลี้ยงแพะ พาท่านมาพบกับ คุณฐษณพร ทิพย์รักษ์ ที่ ตำบลศรีมงคล อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี
