สารเคมี
ลดราคาเกินครึ่งก็แทบขายไม่ได้! ลูกค้าสั่งเอาออกจากกระเช้าด่วน วอนแจ้งให้ชัด แหล่งผลิตมีปัญหาจากที่ไหน จากประเด็นร้อนแรงในเรื่องการตรวจพบสารเคมีตกค้างในองุ่นไชน์มัสแคทที่นำเข้า ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพหากบริโภคในปริมาณมาก ทำให้ผู้บริโภคหลายคนกังวลและระมัดระวังในการเลือกซื้อองุ่นไชน์มัสแคทมากขึ้น จากกระแสข่าวนี้ทำให้เหล่าพ่อค้าแม่ขายโอดโอยได้รับผลกระทบอย่างหนัก เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้ต่อสายตรงไปยังร้านผลไม้เจ้าหนึ่ง ถามถึงประเด็นที่เกิดขึ้นว่าทางร้านได้รับผลกระทบอย่างไร และมีวิธีการรับมืออย่างไรบ้าง โดยทางร้านได้บอกว่า หลังจากที่มีข่าวตรวจเจอสารพิษ ทำให้ยอดขายตกอย่างน่าตกใจ จากเมื่อก่อนองุ่นไชน์มัสแคทเรียกได้ว่าเป็นที่นิยมของผู้บริโภค แต่ตอนนี้หลีกเลี่ยงที่จะซื้อเลยก็ว่าได้ ราคาที่ขาย ขายเป็นพวงงามๆ อยู่ที่ 1,000 บาท แต่ตอนนี้ต้องปรับราคาลงเกินครึ่ง อยู่ที่ 300-400 บาท เพื่อให้พอขายได้บ้าง สำหรับความคิดเห็นของแม่ค้า บอกว่า จากที่ดูในข่าว ตนมองว่าองุ่นที่ได้ตรวจพบสารเคมีตกค้าง ดูจากลักษณะแล้วคาดว่าเป็นองุ่นไชน์มัสแคทที่นำเข้ามาจากจีน แต่ทางร้านของตนมีการนำเข้ามาจากญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่ง
กระทรวงสาธารณสุข ย้ำจุดยืน แบนการใช้ 3 สารเคมีทางการเกษตร ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เพื่อปกป้องเกษตรกร ประชาชน เผยปี 2563 พบผู้ป่วยโรคพิษสารกำจัดศัตรูพืช จำนวน 4,933 คน เสียชีวิต 1 ราย เมื่อวันที่ 31 ส.ค. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดี เลขาธิการ อย. และรองอธิบดีทุกกรม ร่วมแถลงข่าว “สธ. ย้ำจุดยืน แบน 3 สารเคมีอันตราย” โดยนายอนุทิน กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพของประชาชน ขอแสดงจุดยืนในการแบนสารพิษทั้ง 3 ชนิด ตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ให้หยุดการใช้สารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต เพื่อปกป้อง คุ้มครองเกษตรกร และประชาชน ไม่ให้เจ็บป่วย หรือเสียชีวิตจากสารเคมีอันตรายดังกล่าว ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับอันตรายที่เกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด จากข้อมูลการให้บริการในหน่วยบริการสาธารณสุข ฐานข้อมูล 43 แฟ้ม พบว่า มีผู้ป่วยจากโรคพิษสารกำจัดศัตรูพืช จำนวน 41,94
รู้หรือไม่? “เครื่องถ่ายเอกสาร” ถือเป็นภัยเงียบ ทำลายสุขภาพเหมือนกันนะ เครื่องถ่ายเอกสาร – มนุษย์เรามีการคิดประดิษฐ์อุปกรณ์ เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันมากมาย ไม่ว่าจะอุปกรณ์ในบ้านหรือสำนักงาน อุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็น อย่าง “เครื่องถ่ายเอกสาร” ก็เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่แทบทุกคนจะต้องใช้กันเป็นประจำ แต่รู้หรือไม่ว่า เครื่องถ่ายเอกสาร ก็สามารถทำลายสุขภาพของเราได้เหมือนกันนะ! โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ AnamaiMedia ได้บอกว่า ร่างกายของคนเรา จะได้รับสารเคมีต่างๆ จากการใช้งานเครื่องถ่ายเอกสารโดยไม่รู้ตัว! ซึ่งอันตรายจากสารเคมีที่ว่านั้นมีอยู่ด้วยกันดังนี้ โอโซน (Ozone) การใช้เครื่องถ่ายเอกสารจะทำให้เราระคายเคืองตา จมูก คอ หายใจสั่น หรือ วิงเวียนและปวดศีรษะ มีอาการล้า และสูญเสียการรับรู้กลิ่นได้ หากได้รับโอโซนความเข้มข้น 0.25 ppm ขึ้นไป ผู้ที่มีโรคระบบหายใจ เช่น โรคหอบหืด ไม่ควร สัมผัสโอโซนเป็นอย่างยิ่ง 2. รังสีUV จากหลอดไฟฟ้าพลังงานสูง ในห้องถ่ายเอกสารจะทำให้มีอาการปวดศีรษะ แสบตา กระจกตาอักเสบ เกิดผื่นคันตามผิวหนัง เนื่องจากแสงรังสี UV จากหลอดไฟฟ้าในเครื่องถ่ายเอกสาร นั่นเอง 3. ผงหมึกใน
กรมควบคุมโรค หนุนยกเลิกใช้สารเคมีทางการเกษตร อันตรายสูง 3 ชนิด ภายในปี 2563 เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2562 นายแพทย์ขจรศักดิ์ แก้วจรัส รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมผู้บริหารทุกกรม และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่วประเทศ รวมพลังประกาศจุดยืนไม่เอาสารเคมีอันตรายทางการเกษตร นั้น กรมควบคุมโรค และหน่วยงานในสังกัด ทั้งหน่วยงานในส่วนกลางและส่วนภูมิภาครวม 42 หน่วยงาน ตลอดจนสำนักงานป้องกันควบคุมโรค 12 แห่งทั่วประเทศ และสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง สนับสนุนให้ยกเลิกการใช้สารเคมีทางการเกษตรที่มีอันตรายสูง 3 ชนิด (พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต) ภายในปี 2563 ซึ่งมีผลต่อสุขภาพ เพื่อลดผลกระทบที่มีต่อสุขภาพของเกษตรกร และประชาชนในประเทศ พร้อมสั่งการให้กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการพัฒนามาตรการทางกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2562 เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังภัยสุขภาพจากการสัมผัสสารเคมีทางการเกษตรกรรม การใช้สารเคมีในทางเกษตรกรรม
ก.เกษตรฯ ยัน ‘ไม่เคย’ เสนอขยายเวลาใช้ 3 สารเคมีอันตราย ชี้ หากไม่พอใจฟ้องศาลได้เลย ก.เกษตรฯ – เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 18 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวก่อนประชุมครม. กรณีคณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติไม่ยกเลิกการใช้วัตถุอันตราย 3 รายการ ได้แก่ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยคาดว่าจะใช้เวลา 2 ปีจึงจะมีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ว่า กระทรวงเกษตรฯ ไม่เคยแนะนำคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้มีการขยายการใช้สารเคมีดังกล่าวออกไป และกระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่เห็นด้วยกับการใช้สารเคมีที่มีอันตรายต่อร่างกายและชีวิตมนุษย์ แต่เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้เป็นประธาน และเลขาฯ คณะกรรมการวัตถุอันตราย จึงไม่ทราบรายละเอียดว่าคณะกรรมการนั้นมีมติอย่างไร ยืนยันว่ามติเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ที่ผ่านมา มีเพียงให้คงเดิมตามมติเมื่อเดือน พ.ค. 2561 ซึ่งมติดังกล่าว คือการจำกัดการใช้ แต่ไม่ได้พูดถึงระยะเวลา เพียงแค่บอกว่าให้จำกัดการใช้ และให้เวลากระทรวงเกษตรฯ 60 วัน ร่างขั้นตอนการจำกัดโดยเราได้เสนอไปแล้ว “อยากให้สังคมเข้าใจด้วยว่ากระทรวงเกษตรฯ ไม่ได้ขอขยายระยะเวลา และมติก็ไม่ได้พูดการขยายระยะเวลาด
มีโอกาสเจอญาติที่ไปทำร้านอาหารอยู่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เธอเป็นลูกสาวป้าฝั่งแม่ของผม หลังเรียนจบปริญญาตรีที่เมืองไทย เธอสอบชิงทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศออสเตรเลีย จนไปพบรักกับเพื่อนนักศึกษาชาวฝรั่งเศสที่นั่น หลังเรียนจบเธอแต่งงาน และตระเวนทำงานในประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย, ญี่ปุ่น, เมืองไทย, จีน และสหรัฐอเมริกา กระทั่งตอนหลังเธอตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อมาดูแลครอบครัว และลูกสาว 3 คนอยู่ที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส เพราะเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของสามี ตอนนั้นเธอสังเกตเห็นว่าอาหารไทยเริ่มเป็นที่นิยมในยุโรป โดยเฉพาะเมืองที่เธออยู่ เธอจึงเปิดร้านอาหารไทยเล็กๆ เพียง 1 ร้าน ปัจจุบันเธอขยายสาขาเพิ่มอีกจนมี 2 ร้าน ส่วนสามีก็บินไปมาระหว่างเอเชีย ยุโรป และเมืองไทย โดยคิดว่าวันหนึ่งคงกลับไปช่วยภรรยาทำร้านอาหารไทยที่บ้านเกิด ช่วงที่กลับมาเมืองไทย ผมถามเธอว่าไม่คิดจะกลับบ้าน เพื่อทำธุรกิจอะไรที่นี่บ้างเหรอ เพราะพ่อ และแม่ของเธอพอมีที่มีทางอยู่บ้าง แถบชานเมืองเพชรบุรี เนื่องจากพื้นฐานครอบครัวของเธอเป็นเกษตรกร มีเรือกสวนไร่นาอยู่บ้าง อีกอย่างเธอเอง และพี่น้องของเธอก็เคยช่วยพ่อแม่ทำการเกษตรมาก
