สิงห์บุรี
หลังผู้เป็นพ่อพลัดตกต้นไผ่ความสูงเกือบ 2 เมตร แถมแม่ก็ป่วย ทำให้ “ปานศิริ ปาดกุล” หรือ ตูมตาม ลูกชายคนเดียวในวัยเพียง 22 ปี ต้องกลายเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัว เคยลำบากแม้กระทั่งไม่มีเงินซื้อข้าวสารกิโลกรัมละ 33 บาท เคยเป็นหนี้นอกระบบ ต้องทำสารพัดอาชีพแต่สุดท้ายจับทางถูก หันมาเลี้ยงปูนา บังคับผสมพันธุ์ปีละ 3 ครั้ง ส่งขายร้านอาหาร บางเดือนสร้างรายได้หลักล้านบาท คุณตูมตาม เล่าว่า หลังจบปริญญาตรี คณะรัฐประศาสนศาสตร์ ทำงานที่แรกในแผนกบัญชี บริษัทแห่งหนึ่ง จากนั้นย้ายไปอยู่โรงงานผลิตอะไหล่โทรศัพท์มือถือที่จังหวัดปทุมธานี ทำงานประจำได้ราว 5 เดือน ก็ลาออก เพราะต้องกลับบ้านเกิดที่จังหวัดสิงห์บุรีไปดูแลพ่อซึ่งประสบอุบัติเหตุขาหัก เดินไม่ได้ “ผมทำงานประจำ รับเงินเดือน 2 หมื่นบาท อยู่ราว 5 เดือน พอรู้ว่าพ่อในวัย 60 ปี ประสบอุบัติเหตุตกต้นไผ่ความสูงกว่า 2 เมตร ก็เลือกที่จะลาออก แล้วกลับบ้านมาดูแล พร้อมกับแบ่งเบาภาระบุพการี ด้วยการเป็นเสาหลักหารายได้เลี้ยงปากท้อง 3 คน” ในเบื้องต้นเด็กหนุ่มอนาคตไกลใช้เงินเก็บที่มีอยู่ซื้ออาหารและสิ่งจำเป็น ทว่าผ่านไปสักระยะ เงินเก็บเริ่มไม่พอ คราวนี้ต้องไปกู้เงินทั
นอกจากปลาช่อน ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากปลาช่อนสารพัด และบรรดาขนมเปี๊ยะที่เป็นของขึ้นชื่อจังหวัด “สิงห์บุรี” ยังมีหมูทุบ ไก่ทุบ เนื้อวัวทุบ ล่าสุดเนื้อจระเข้ทุบ และเนื้อจระเข้ผัดปรุงรส ของร้าน “วัชรินทร์” ได้รับคัดสรรเป็นสินค้าโอท็อป 5 ดาว มีโอกาสไปวางขายในสนามบินดอนเมือง แถมส่งขายต่างชาติ ถูกปากคนจีนเป็นอย่างมาก สร้างรายได้เดือนละล้านบาทเลยทีเดียว ต่อยอดจากหมูทุบ บุกตลาดจีนโดยเฉพาะ วัชรินทร์ เรืองฤทธิ์กุล หรือ ปุ้ย ทายาทรุ่นที่ 2 ของกิจการหมูทุบ เล่าว่า เดิมที่บ้านทำหมูทุบ ไก่ทุบ เนื้อวัวทุบ ขายมานานกว่า 30 ปี กระทั่งปี 2548 ได้เข้ามาช่วยกิจการทางบ้าน เลยพยายามอัพเกรดสินค้า ปรับภาพลักษณ์จากของฝากประจำจังหวัด กลายเป็นสินค้าพรีเมี่ยม สามารถเข้าไปวางขายบนห้างสรรพสินค้าหรู และสนามบิน นอกจากนั้นยังคิดเมนูเพิ่ม“เนื้อจระเข้ทุบ” นับเป็นเจ้าแรกในเมืองไทย ขายดีแทบผลิตไม่ทัน คุณปุ้ย เพิ่มเติมว่า เดิมทีสินค้าของที่บ้านจะวางขายตามตลาดของฝากมาโดยตลอด ระยะหลังมานี้สินค้าถูกลอกเลียนแบบ ส่งผลยอดขายตกลงเกินครึ่ง เลยเปลี่ยนแผนธุรกิจจากที่เคยเจาะกลุ่มลูกค้าตลาดล่าง – กลาง หันมาจับกลุ่มลูกค้าระดับบน เน
กำลังเร่งเครื่องตอกเข็มก่อสร้างอย่างหนักหน่วง สำหรับโครงการถนนสาย ฉ และ สาย ค ตามผังเมืองรวมเมืองชัยนาท ของ “ทช.-กรมทางหลวงชนบท” ซึ่งใช้งบประมาณก่อสร้าง 498.760 ล้านบาท โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในเดือน ส.ค. 2560 “พิศักดิ์ จิตวิริยะวศิน” อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า ปัจจุบันงานก่อสร้างมีผลงานความก้าวหน้ากว่า 42% ขณะนี้อยู่ระหว่างงานก่อสร้างชั้นโครงสร้างทาง ส่วนงานก่อสร้างสะพานอยู่ระหว่างการตอกเสาเข็มและเจาะเสาเข็มในแม่น้ำเจ้าพระยา คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือน ส.ค. 2560 “เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นโครงข่ายใหม่ เป็นทางเลือกเพิ่มให้ประชาชนในพื้นที่ได้ใช้ จะช่วยแก้ปัญหาการจราจรในเขตชุมชนเมืองชัยนาท ซึ่งเป็นย่านธุรกิจการค้า และมีการคมนาคมเชื่อมกับถนนสายสุพรรณบุรี-ชัยนาท ที่ปัจจุบันมีสะพานข้ามแม่น้ำเชื่อม 2 ฝั่งชุมชนเพียง 1 แห่งเท่านั้น ทำให้การขนส่งและเดินทางไม่สะดวกมากนัก อีกทั้งยังเป็นการรองรับการเติบโตของเมืองในอนาคตด้วย” สำหรับแนวเส้นทางโครงการ“อธิบดีกรมทางหลวงชนบท” อธิบายว่า มีจุดเริ่มต้นโครงการบริเวณ กม.ที่ 0+000 เชื่อมกับถนนสายลพบุรี-ชัยนาท (ทาง
