สินค้าญี่ปุ่นมือสอง
ในโลกของแฟชั่น คนจำนวนมากซื้อเสื้อผ้าเพียงเพื่อใส่ไม่กี่ครั้ง ก่อนจะปล่อยให้มันกลายเป็นขยะ โดยไม่ทันตั้งคำถามว่า สิ่งเหล่านั้นยังมีคุณค่าเหลืออยู่หรือไม่ และสิ่งที่หลายคนแทบไม่หยิบกลับมาใช้อีกเลยคือ “เนกไท” สำหรับบางคน เนกไทอาจเป็นเพียงเครื่องแต่งกายของวัยทำงาน เป็นของที่ถูกเก็บไว้ท้ายตู้ หรือไม่ก็ถูกปล่อยขายต่อในตลาดมือสองราคาหลักสิบ หากใครเคยไปเดินตลาดสินค้ามือสอง ภาพของเนกไทเก่า ๆ ที่แม้จะเป็นยี่ห้อดัง แต่ถูกทิ้งแล้วนำมาวางขายอยู่เกลื่อนกลาด สิ่งที่แทบจะเรียกได้ว่า ‘ขยะ’ ที่คนอื่นมองข้ามไปนั้น กลับมีคนคนหนึ่งเลือกมองต่างออกไป คนนั้นคือ “บูม-คมิก วาจาเจริญกิจ” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ @re.b0ut หากคุณเลื่อนฟีดในโซเชียลคงคุ้นหน้ากับเขาไม่น้อย คุณบูมคือคนทำคอนเทนต์ “เนกไทติดแกลม” ชุบชีวิตเนกไทมือสองให้กลับมาดูแฟชั่น เต็มไปด้วยเรื่องราว มีเอกลักษณ์จนหลายคนต้องแย่งกันซื้อ ทันทีที่วางขายก็ Sold Out ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แม้เขาจะเรียนจบด้านแฟชั่นดีไซน์มาโดยตรง แต่หลังเรียนจบกลับไม่ได้ทำงานในสายอาชีพที่เรียนมา เพราะกลัวความกดดันจากวงการแฟชั่นที่แข่งขันกันสูง สุดท้ายจึงเลือกเดินออกไปลอง
บางชิ้นกำไรหลายร้อยเปอร์เซ็นต์! สำรวจแหล่งสร้างอาชีพ โกดังสินค้าญี่ปุ่นมือสองเจ้าดัง จากพฤติกรรรม การ “บริโภค” ของพลเมืองประเทศญี่ปุ่น ที่มักใช้ของทุกอย่าง “ไม่นาน” อย่าง รถยนต์ อายุการใช้งาน 5 ปีทิ้งเลย นอกจากนี้ ยังชอบอิงแฟชั่น ถ้าสินค้าแฟชั่นแบบไหน “เอาต์” แล้ว จะเปลี่ยนใหม่ทันที และเมื่อคนญี่ปุ่นมีนิสัย “ชอบเปลี่ยน” บรรดาของเก่าใช้แล้วทั้งหลาย จึงถูกกำจัดด้วย 2 วิธี คือ หนึ่ง ของชิ้นเล็ก มีราคา จะถูกนำไปจำหน่ายต่อให้คนรับซื้อของเก่า และ สอง ของประเภทที่ขายต่อไม่ได้ ชิ้นใหญ่เกินไป อย่างเฟอร์นิเจอร์ จะถูกนำไปจ้างบริษัทรับกำจัดขยะนำไปทิ้งให้ เพราะคนญี่ปุ่น ไม่สามารถนำของที่ไม่อยากได้แล้ว ไปวางทิ้งหน้าบ้านหรือแอบทิ้งข้างถนนเหมือนเมืองไทย ด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น จึงก่อให้เกิดการเติบโตของธุรกิจส่งออกสินค้ามือสองของชาวญี่ปุ่น ไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย “ตู้ขยะ เป็นคำน่ากลัวของคนอยากทำธุรกิจนี้ บางคนลงทุนไปหลายแสนด้วยเงินก้อนสุดท้ายในชีวิต กลับได้แต่สินค้าที่ขายต่อไม่ได้ การเน้นซื้อมาแบบราคาถูกอย่างเดียว เป็นเรื่องที่ผู้ลงทุนธุรกิจนี้พึงระวัง ฉะนั้นต้องเน้นการคัดเลือก
เรื่องของดอกเบี้ยเงินฝาก ที่นับวันจะลดน้อยถอยลงจนแทบจะติดลบ ย่อมเป็นปัจจัยส่งผลให้ใครที่พอจะมีทุนอยู่ในมืออาจกำลังมองหาธุรกิจสักอย่างทำ เพราะน่าจะดีกว่ากำเงินไว้เฉยๆ โดยไม่มีโอกาสงอกเงย แต่อย่างที่รู้กัน ทุกวันนี้เศรษฐกิจภาพรวมนั้นสุดแสนจะซบเซา หันซ้าย แลขวา ถ้าจะหาร้านที่ขายดิบขายดีได้คงยากเต็มที ฉะนั้นถ้ามีธุรกิจอะไร ที่เสนอตัวเข้ามาในตลาด พร้อมประกาศชัด “คืนทุนเร็ว ความเสี่ยงต่ำ สินค้าไม่มีเอาต์ แถมไม่เน่าไม่เสีย” คงเป็นตัวเลือกน่าสนใจ สำหรับผู้ที่กำลังอยากลงทุนในยามนี้ คุณไผ่-ชาคริต ภูษิต อายุสามสิบเศษ เจ้าของธุรกิจขายปลีก-ส่ง สินค้าญี่ปุ่นมือสอง แบรนด์ “เนโกะ” ซึ่งมีหน้าร้านอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถึง 2 สาขา คือ ผู้ยืนยันว่า ธุรกิจในแบบของเขานั้น สามารถคืนทุนได้เร็วแถมมีความเสี่ยงต่ำอีกด้วย ก่อนย้อนความเป็นมาส่วนตัวใหรู้จัก พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี-โท ทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ ก่อนหน้านี้เคยทำงานประจำทางสายไอทีมาตลอด ทำงานออฟฟิศอยู่พักใหญ่ รู้สึกการงานไม่ตอบโจทย์ชีวิตอย่างที่อยากได้ เลยตัดสินใจลาออก แต่บอกตรงๆยังไม่รู้จะทำอาชีพอะไรต่อ พอมีโอกาสไปเจอร้าน
