สุขภาพ
“น้ำอุ่น” กับ 10 ประโยชน์ที่แพทย์ยืนยัน ว่าดื่มตอนเช้าแล้วดี! น้ำอุ่น – การเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการดื่มน้ำ ควรเป็นกิจวัตรที่ทุกคนควรควรปฏิบัติ ดังนั้นการดื่มน้ำหนึ่งแก้วเมื่อตื่นนอน จึงเป็นกิจวัตรที่ดีมาก แพทย์ต่างยืนยัน ว่าการดื่มน้ำอุ่นในตอนเช้านั้นดีกว่า แม้ว่ามันจะไม่ค่อยถูกลิ้นสักเท่าไร อาจจะเพิ่มรสชาติด้วยการหยดน้ำมะนาวลงไปสักนิดก็ได้ และการดื่มน้ำอุ่น ไม่จำกัดแค่ในตอนเช้า แต่ยังมีประโยชน์เมื่อดื่มในเวลาอื่นๆ เว็บไซต์ กระทรวงสาธารณะสุข ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับประโยชน์จากการดื่มน้ำอุ่นที่ร่างกายจะได้รับ 10 ประการ ได้แก่ 1. ช่วยย่อยอาหาร น้ำอุ่นจะช่วยกระตุ้นให้ต่อมย่อมอาหารทำงานได้อย่างถูกต้อง ช่วยจัดการกับอาหารในกระเพาะ ดังนั้นระบบย่อยก็จะไม่ต้องทำงานหนักเกินไป ทั้งยังใช้พลังงานในกระบวนการย่อยน้อยลงด้วย นอกจากนี้การดื่มน้ำอุ่นยังช่วยกำจัดกรดส่วนเกินในกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาความเป็นกลางของน้ำย่อยไว้นั่นเอง จากการศึกษาในปี 2012 ที่ตีพิมพ์ในวารสารระบบประสาททางเดินอาหารและการเคลื่อนไหว ได้รายงานว่าการดื่มน้ำอุ่นสามารถบรรเทาอาการให้กับผู้ที่มีภาวะหลอดอาหารเคลื่อนไหวผิดปกติได้ ซึ่
12 พฤติกรรมการกิน ถ้าไม่อยากเสี่ยงโรค อย่าทำแบบนี้! กินเสี่ยงโรค – คนเรามีพฤติกรรมการกินที่ต่างกัน บางคนเลือกกินอะไรง่ายๆ บางคนเลือกกินอย่างใดอย่างหนึ่ง บางคนกินอะไรซ้ำๆ เป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเลือกกินอย่างไร ล้วนส่งผลต่อสุขภาพของเราทั้งสิ้น เพจ สสส. ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับพฤติกรรมการกินที่ทำร้ายตัวเอง 12 ข้อ ซึ่งส่วนใหญ่ตรงกับพฤติกรรมการกินของคนสมัยนี้จริงๆ อาทิ ชอบกินหวานเป็นขีวิตจิตใจ 2. ชอบกินอาหารมัน 3. ปรุงเค็ม ปรุงรสเพิ่มทุกครั้ง 4. กินอาหารแช่แข็ง หรืออาหารกึ่งสำเร็จรูปเป็นประจำ 5. กินเมนูเดิมซ้ำๆ เป็นเดือนๆ 6. กินอาหารสุกๆ ดิบๆ 7. ไม่ชอบกินผักผลไม้ 8. ดื่มเครื่องดื่มรสหวานจัด 9. ไม่กินอาหารเช้า 10. ขาดขนม เบเกอรี่ไม่ได้ 11. ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ 12. ชอบดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสมเหล่านี้ ส่งผลต่อร่างกายแบบเงียบๆ เพราะก่อให้เกิดกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โดยอาการของโรคจะดำเนินไปอย่างช้าๆ จะไม่ป่วยในทันที แต่ค่อยๆ สะสมและป่วยเรื้อรังในที่สุด เหล่าผู้ประกอบการเองก็มีการช่วยรักษาสุขภาพผู้บริโภค ด้วยการปรับวั
รู้หรือไม่!? นอนในห้องแอร์ เสี่ยงป่วยได้ 10 โรค! นอนแอร์เสี่ยงป่วย – ปัจจุบันหลายๆ ครัวเรือน มักจะติดแอร์ไว้อย่างต่ำ หลังละ 1-2 ตัว ที่สำคัญ เปิดใช้กันทั้งวันทั้งคืนติดต่อกันทุกวัน ย่อมมีฝุ่นผงอยู่ในแผ่นกรองอากาศในตัวแอร์ บางบ้านมีการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ บางบ้านนานน้านทีจะล้าง ส่งผลเสียต่อสุขภาพเราเหมือนกันนะ! เว็บไซต์ ชีวิตดีดี ได้แชร์บทความสุขภาพเกี่ยวกับ 10 โรคในห้องแอร์ นอนอยู่ดีๆ ก็ป่วยได้ บางโรคหลายๆ คนอาจรู้อยู่แล้ว หรือบางโรคก็ไม่น่าเชื่อว่าสาเหตุที่ป่วยจะมาจากแอร์ เหล่าโรคที่ว่ามีดังนี้ 1. โรคทางเดินหายใจ ในโพรงจมูกของคนเรามีเส้นเลือดแดงขนาดเล็กจำนวนมาก เส้นเลือดเหล่านี้ จะทำหน้าที่ปรับอากาศที่เย็นหรือแห้งจากภายนอก ให้ความอบอุ่น และความชื้น เหมาะสมกับร่างกาย แต่ในสภาพอากาศที่ค่อนข้างเย็น โดยเฉพาะในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส เซลล์ต่างๆ เช่น เซลล์เยื่อบุโพรงจมูก คอ หลอดลม จะแห้งลงกว่าเดิม ทำให้ไม่มีเมือกมาป้องกันเซลล์จากเชื้อโรค เมื่อรวมเข้ากับการอยู่ในพื้นที่ปิด และไม่มีอากาศถ่ายเทอย่างห้องแอร์ จึงอาจทำให้ระบบทางเดินหายใจเกิดความผิดปกติได้ เช่น เป็นหวัด คัดจมู
“น้ำว่านหางจระเข้” เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ทำกินก็ได้ ทำขายก็ดี ว่านหางจระเข้ – เป็นอันรู้กันว่า ว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณทางยาหลากหลาย สามารถนำมาบำรุงความงามได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า จึงเป็นที่นิยมในการนำมาเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางหลายๆ ชนิด สมาชิกพันทิป นาม stylegiibz ได้นำสูตรการทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จากว่านหางจระเข้ มาแบ่งปันกัน สามารถทำดื่มได้ง่ายๆ หรือจะทำขายก็ได้เหมือนกัน โดยส่วนผสมมีดังนี้ 1. ว่านหางจระเข้ ให้เลือกต้นอวบๆ หน่อย อายุ 1 ปีขึ้นไปอวบกำลังดี 2. น้ำเปล่า 2.5 ลิตร 3. น้ำตาล 5 ช้อนโต๊ะ 4. ใบเตย 15 ใบ (ใบเล็ก) 5. ใบเตยสำหรับต้มน้ำทิ้ง 3 ใบ 6. ใบเตยสำหรับต้มน้ำตาล 3 ใบ 7. ปูนแดง 1 ช้อนโต๊ะ วิธีการเตรียมว่านหางจระเข้ 1. ล้างให้สะอาด แล้วนำมาหั่นท่อนให้มีขนาดพอดีมือ 2. ปอกเปลือกให้หมด 3. ล้างน้ำสะอาดจนหมดเมือกใสๆ 4. หั่นให้มีขนาดเท่าลูกเต๋า ซึ่งหลังหั่นแล้วจะมีเมือกออกมา 5. ล้างน้ำสะอาดต่อจนหมดเมือก 6. ให้นำว่านหางจระเข้แช่น้ำปูนใสไว้ 20 นาที 7. เมื่อครบกำหนดเวลา ให้นำมาต้มในน้ำเดือด (ใส่ใบเตย 3 ใบ เพื่อเพิ่มกลิ่นหอม) ต้มจนเดือดอีกครั้ง ยกลงเทน้ำทิ้ง แล้วนำม
9 ภัยร้าย จาก “เหล้ามือสอง” ที่สิงห์นักดื่มควรรู้ ก่อนยกซด! ภัยเหล้ามือสอง – เหล้ามือสอง ถือเป็นผลกระทบเชิงลบในด้านต่างๆ ที่เกิดต่อบุคคลรอบข้างผู้ดื่ม แม้จะไม่ได้ร่วมดื่มด้วยก็ตาม ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลในครอบครัว หรือบุคคลที่ท่านรู้จักคุ้นเคยเป็นอย่างดี รวมไปถึงคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เพจ สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) ได้แชร์เกร็ดความรู้ อันตรายจากเหล่ามือสอง 9 ข้อ เอาไว้ดังนี้
สบส. เตือนเกษตรกร-ประชาชน ระวังสารกำจัดศัตรูพืช แนะวิธีป้องกันตัวที่ถูกต้อง ระวังสารกำจัดศัตรูพืช – เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ได้ออกข่าวประกาศเตือน เกษตรกรและประชาชน ให้ระวังสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิต ควรปรับพฤติกรรมด้วยการปฏิบัติตามหลักสุขบัญญัติ โดยการสวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสม ระมัดระวังสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ผักและผลไม้ต้องล้างให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทาน โดย นายแพทย์ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากขึ้น เพื่อให้พืชผลทางการเกษตรมีผลผลิตที่ดี โดยเกษตรกรเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงโดยตรงในการสัมผัสกับสารเคมี นอกจากนี้ หากมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปริมาณมาก ทำให้มีโอกาสสะสมในผลผลิตทางการเกษตร และเกิดความเสี่ยงอันตรายต่อผู้บริโภคที่รับประทานเข้าไปด้วย เกษตรกรสามารถรับอันตรายจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้ 3 ทาง คือ ทางปาก ทางการหายใจ และทางผิวหนัง เกิดขึ้นได้ระหว่างขณะซื้อมาจากร้าน ขณะเตรียม ขณะฉีดพ่น และนำสารเคมีไปทำลายทิ้ง อาการที่เกิดขึ้นที่สามารถสังเกตได้
“ปิ้งย่าง” เมนูยอดนิยม กินอย่างไรให้ห่างไกลมะเร็ง-โรคอ้วน? ปิ้งย่าง – ปิ้งย่าง หนึ่งในเมนูอาหารยอดนิยมของคนไทย ในหลายปีก่อน มีข่าวงานวิจัยออกมาว่า กินปิ้งย่างมากๆ เสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง โรคอ้วน เพราะเมื่อเรานำเนื้อสัตว์ขึ้นไปปิ้ง ย่าง บนเตา ควันจากไขมันสัตว์ที่โดนความร้อนสูงนั้น จะมีสารก่อมะเร็งในกลุ่มไฮโดรคาร์บอน นอกจากนั้นเนื้อแดงที่โดนความร้อนสูงๆ ก็มีสารก่อมะเร็งในกลุ่มเอมีนส์ เช่นกัน อีกทั้งไขมันในเนื้อสัตว์และน้ำมันพืชที่ใช้ในการปิ้งย่างประกอบอาหารนั้นมีแคลอรีสูง ทำให้เสี่ยงอ้วนไปอีก แต่ปิ้งย่างกลับไม่ได้ลดกระแสความนิยมลงแต่อย่างใด เพจ เครือข่าย คนไทยไร้พุง ได้ทำสื่อเผยแพร่ความรู้ เกี่ยวกับ เมนูปิ้งย่าง อาหารยอดนิยมที่สังสรรค์เซลล์มะเร็ง พร้อมทั้งแนะนำ 9 วิธีกินอาหารปิ้งย่าง ให้ห่างจากความอ้วนและมะเร็ง โดยทำเป็นอินโฟกราฟิกให้อ่านเข้าใจง่าย ดังนี้ ขอบคุณข้อมูลจาก : เครือข่าย คนไทยไร้พุง
เปิด 7 วิธี กระตุ้นภูมิคุ้มกันต้านหวัด ในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง วิธีกระตุ้นภูมิคุ้มกันต้านหวัด – ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวก็หนาว แป๊บๆ เจอฝนตกอีกแล้ว ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงแบบกะทันหัน ทำให้หลายๆ คนเริ่มมีอากาศไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหลคล้ายจะเป็นหวัด ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันไม่น้อยเลยทีเดียว เว็บไซต์ โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ได้แชร์บทความสุขภาพ เกี่ยวกับวิธีการเสริมภูมิคุ้มกันง่ายๆ 7 ข้อ ในการรับมือสภาพอากาศที่ส่งผลกับสุขภาพ เอาไว้ดังนี้ 1. การรับประทานผักและผลไม้ให้หลากหลาย ในปริมาณที่เหมาะสม (ผักสุก 3 ทัพพี ผลไม้ 2 จานเล็กขนาดเท่าจานรองกาแฟ) ต่อวัน ก็ทำให้ร่างกายได้รับปริมาณวิตามินซี และใยอาหารเพียงพอที่จะเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้แล้ว 2. รักษาระดับน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ มีการศึกษาว่า ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน (BMI >22.9 kg/m2) มีโอกาสที่จะป่วยเป็นหวัดได้นานกว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวปกติ 1.5 เท่า ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงการแพร่กระจายเชื้อหวัดได้ และผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานมีความเสี่ยงที่จะมีอาการข้างเคียงจากการเป็นไข้หวัดมากกว่าผู้ที่มีน
“ขอบยางแก้วเก็บความเย็น” จุดเสี่ยงสะสมเชื้อโรค ภัยเงียบที่มากับเทรนด์ แก้วเก็บความเย็น – ปัจจุบัน เหล่าคนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจกระแสรักษ์โลกกันมากขึ้น มีการใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก หลอดกระดาษแทนหลอดพลาสติก หรือแม้กระทั่งแก้วใส่เครื่องดื่ม ก็หันมาใช้กระบอกหรือแก้วที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือแก้วเก็บความเย็น ที่เคยฮอตฮิตใช้กันอยู่ช่วงหนึ่ง เว็บไซต์ Anamai Media สื่อมัลติมีเดียกรมอนามัย ได้แชร์บทความเกี่ยวกับ ภัยอันตรายที่แฝงมากับการใช้แก้วเก็บความเย็น โดย #ANAMAINEWS กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้แนะประชาชนที่นิยมใช้แก้วเก็บความเย็น ต้องล้างทำความสะอาดแก้วทั้งภายในขอบยางฝาแก้ว และร่องขอบยางด้านใน ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงที่จะมีสิ่งสกปรกอุดตัน เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า แก้วเก็บความเย็น เป็นหนึ่งทางเลือกเพื่อลดการใช้พลาสติก ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งแก้วประเภทนี้สามารถเก็บความเย็นได้นานกว่า 12 ชั่วโมง และทำจากสเตนเลส (stainless steel) เกรดครัว (Kitchen Grade) จึงทนต่อการเจาะและเป็นสนิม ฉนวนสุญญากาศแบบติดผนังสองชั้น ข้าง
กรมอนามัยแจ้ง สถานการณ์ฝุ่นพิษ ทะลุค่ามาตรฐาน เริ่มกระทบสุขภาพ เลี่ยงออกนอกอาคาร สถานการณ์ฝุ่นพิษ – เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือพีเอ็ม 2.5 (PM2.5) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คนรักอนามัย ใส่ใจอากาศ PM2.5” ระบุว่า “แจ้งเตือนสถานการณ์ PM2.5 วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เวลา 06.00 น. หลายพื้นที่มีค่าเกินมาตรฐาน อยู่ในระดับที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องจากสภาพอากาศ และฝนน้อยลง ทำให้ฝุ่นมีการสะสมตัวมากขึ้น สำหรับกรุงเทพมหานคร มีค่าเกินมาตรฐานค่าสูงสุดทุกพื้นที่ใน กทม. สูงสุดที่ 86 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.)ที่เขตบางพลัด ปริมณฑล ค่าสูงสุดที่ 66 มคก./ลบ.ม. ที่ จ.สมุทรปราการ และภาคอีสาน ค่าสูงสุดที่ 56 มคก./ลบ.ม. ที่อ.เมือง จ.ขอนแก่น ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์ ลดระยะเวลาการออกนอกอาคารโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง งดการออกกำลังกายกลางแจ้ง หากมีอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์
