หมอกิตติ
ปกติแล้วนักเรียนแพทย์จะถูกสอนว่า การประเมินสภาพผู้ป่วยควรทำไปตามลำดับขั้นตอนที่แยกออกจากกันอย่างชัดเจน โดยเริ่มต้นจากการซักประวัติผู้ป่วย การตรวจร่างกาย ทำการทดสอบต่างๆ และวิเคราะห์ผลตรวจ แพทย์ต้องรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเสียก่อน แล้วจึงจะสามารถตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับความผิดปกติของผู้ป่วย จากนั้นค่อยตัดสมมุติฐานแต่ละข้อทิ้งไปจนเหลือแต่ข้อที่เป็นไปได้มากที่สุด โดยการคำนวณหาค่าความน่าจะเป็นของความผิดปกติ และผลตรวจจากห้องปฏิบัติการ จากฐานข้อมูลที่มีอยู่ วิธีดังกล่าวมีชื่อว่าหลักการวิเคราะห์แบบเบย์ (Bayesian analysis) ซึ่งเป็นหลักในการตัดสินใจที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่หมอที่ยึดถือข้อมูลสถิติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว แทบไม่มีหมอคนไหนเลยที่ทำงานตามกรอบความคิดดังกล่าว หมอส่วนใหญ่เริ่มพิจารณาคนไข้ด้วยสายตา ขณะที่คนไข้ก้าวเท้าเข้ามาในห้องตรวจ สมมุติฐานจะผุดขึ้นมาในหัวของหมอก่อนที่เขาจะเอ่ยปากซักประวัติด้วยซ้ำ วิธีที่เราจะสามารถรู้ได้ว่าหมอคิดอะไรก็โดยการสังเกตจากวิธีที่เขาพูดและฟัง นอกเหนือไปจากคำถาม คำตอบ คำพูดคำจาที่สื่อสารกันระหว่างหมอกับคนไข้แล้ว ยังรู้ได้จากภาษากายของทั้งคนไข้และตัวหมอเอง ไม่ว
คุณจะรู้สึกอย่างไร ถ้าได้รับการบอกจากแพทย์ว่า คุณเป็นโรคเอสแอลอี (SLE) หรือโรคแพ้ภูมิตนเอง หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “โรคพุ่มพวง” คนส่วนมากจะรู้สึกตกใจ กลัว วิตกกังกล เครียด ความรู้สึกเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับคนรอบข้างด้วย เช่น สามี คุณแม่ คุณพ่อ คนในครอบครัว เพื่อน ฯลฯ เหตุผลเพราะเคยได้ยินหรือเคยทราบมาว่า ใครเป็นโรคนี้มักมีโอกาสเสียชีวิตสูง มีอาการรุนแรง มีโอกาสพิการ อายุสั้น ไม่มีทางรักษา ต้องทานยาไปตลอดชีวิต ไม่มีโอกาสมีลูกได้ บางคนกลัวหรือวิตกกังวลมากจนถึงขนาดสั่งเสียสามี ญาติ พี่น้อง เขียนพินัยกรรมเตรียมยกมรดกให้ลูกหลานก็มี จริงๆ แล้ว โรคเอสแอลอี เป็นโรคที่ร้ายแรงจริงหรือไม่ น่ากลัวขนาดนั้นจริงหรือ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง แต่ที่แน่ๆ ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเอสแอลอี ขอให้คิดว่าตัวเองเหมือนเป็น “คนเลี้ยงเสือ” คนหนึ่ง ที่กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี เหมือนเป็น “คนเลี้ยงเสือ” เพราะคนที่อยู่ดีๆ ก็เป็นโรคเอสแอลอีเหมือนนคนที่อยู่ดี ๆ ก็ต้องรับหน้าที่เลี้ยงเสือร้าย 1 ตัว จะไม่เลี้ยงก็ไม่ได้ เพราะเสือตัวนี้ก็คือภูมิคุ้มกันของตัวเอง ที่ปกติทำหน้าที่ป้องกันร่างกายของเราจากสิ่ง
