หมอพื้นบ้าน
จันทน์ลีลา ตำรับยาพันปี! อาจรักษาโควิดได้ หมอพื้นบ้านวอนรัฐบาล วิจัยจริงจัง เมื่อวันที่ 27 เม.ย. คุณประเดิม ส่างเสน เลขานุการหมอชนเผ่า 7 จังหวัดภาคเหนือ ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้สืบทอดภูมิปัญญาจากตำราของบรรพบุรุษไทยใหญ่มา 11 รุ่น ตนเป็นรุ่นที่ 12 นับรวมอายุของตำราก็อยู่ในราว 1,000 ปี นับเป็นตำราที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย ปัจจุบันประกอบอาชีพให้การรักษาพี่น้องในชนเผ่าด้วยภูมิปัญญาเก่าแก่ดั้งเดิม เนื่องจากชาวไทยใหญ่ราว 80% ยังเลือกรักษาด้วยการแพทย์พื้นบ้าน ไม่นิยมยาฝรั่ง ภูมิปัญญานี้จึงถูกถ่ายทอดเพื่อนำมาใช้รักษาคนจริง และสืบทอดกันมาในลักษณะที่มีชีวิต คุณประเดิม กล่าวต่อว่า ในฐานะเป็นหมอพื้นบ้าน และคลุกคลีกับสมุนไพรมาทั้งชีวิต ในสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก ผู้คนติดเชื้อและล้มตายเป็นจำนวนมาก จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน และยาในการรักษา แต่ด้วยภูมิปัญญาโบราณ มีสมุนไพร จันทน์ลีลา ที่ใช้รักษากันมาตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา ใช้รักษาโรคห่า โรคป่วงลงปอด อย่างได้ผล และเชื่อว่าโรคซาร์ส โรคเมอร์ส และโรคโควิด-19 ก็น่าจะนำสมุนไพรตัวนี้รักษาได้ เพราะมี “เซียนมวย” เคยทดลองใช
เมื่อวันที่ 16 เมษายน นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับให้ทุกหน่วยงานช่วยเหลือ นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี ในการพัฒนาน้ำมันกัญชา ว่า ในวันที่ 17 เมษายน เวลา 10.00 น. อาจารย์เดชา ได้มอบอำนาจให้ผู้จัดการมูลนิธิข้าวขวัญ ดำเนินการยื่นเรื่องเป็น “หมอพื้นบ้าน” ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สุพรรณบุรี โดยจะใช้ข้อกำหนดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2556 ที่กำหนดคุณสมบัติไว้ เช่น มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ คนในหมู่บ้านชุมชนยอมรับอย่างน้อย 10 คน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สสจ. ลงชื่อรับรอง เนื่องจากระเบียบใหม่ยังไม่ออกมา และจะดำเนินการยื่นเรื่องนิรโทษกรรมครอบครองกัญชาไปพร้อมกันด้วย “นอกจากนี้ อาจารย์เดชา รวมถึงทีมมูลนิธิสุขภาพไทย ประกอบด้วย นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ เลขาธิการมูลนิธิ นางรสนา โตสิตระกูล กรรมการมูลนิธิ ภก.ยงศักดิ์ ตันติปิฎก กรรมกรมูลนิธิ จะเข้าหารือเป็นการภายในกับผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในช่วงประมาณ 10.00 น. วันพรุ่งนี้ (17 เม.ย.) ซึ่งอาจจะมีคำแ
“หมอพื้นบ้าน” แนะรัฐบาลผุดโครงการนำร่องปลูก “กัญชา” บางจังหวัด ทดแทนราคาพืชผลตกต่ำ แม้กำลังตกเป็น “ประเด็นร้อน” ถกเถียงกันระหว่างฝ่ายคัดค้านและฝ่ายสนับสนุน แต่ล่าสุดได้ “ข้อยุติ” ออกมาระดับหนึ่งแล้ว เมื่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้มีการ “ปลดล็อก” กัญชา-กระท่อม อนุญาตให้ใช้ทางการแพทย์ได้ โดยเห็นชอบมีการแก้ไข สาระสำคัญของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 กำหนดให้สามารถขออนุญาต ผลิต นำเข้าหรือส่งออก ยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ซึ่งประกอบด้วยกัญชา และ กระท่อม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์สามารถนำไปใช้ในการรักษาโรคเฉพาะตัวได้ เช่นเดียวกับยาเสพติดให้โทษประเภท 2 หรือฝิ่น เท่านั้น ไม่รวมถึงการใช้เสพเพื่อสันทนาการ ทั้งนี้กำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นผู้กำหนดเขตพื้นที่ทดลองเพาะปลูกกัญชา และเสพกัญชา เพื่อการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ในปริมาณที่กำหนด โดยไม่ถือว่ามีความผิดกฎหมาย ซึ่งการกำหนดพื้นที่ดังกล่าวจะต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกามีมาตรการตรวจสอบควบคุม ส่วนผู้ที่สามารถอนุญาตครอบครองกัญชาได้ ประกอบด้วย กระทรวง องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สภากาชาดไท
