หาบเร่
หากการเปิดร้านอาหาร ไม่ได้เป็นเพียงการส่งต่อความอร่อย แต่ยังเป็นการส่งต่อ “วัฒนธรรมที่กินได้” ควบคู่ไปกับการ “สร้างคุณค่าและโอกาสให้ผู้สูงวัย” ได้มีอาชีพ มีรายได้ และกลับมามองเห็นคุณค่าในตัวเอง “เราเห็นแววตาเขาเปลี่ยน โฟนว่ามันเป็นมิชชั่นอันหนึ่งคือการทำให้คนกลับมาเห็นคุณค่าตัวเอง มันมีความหมายมากกว่าแค่เปิดร้านอาหารขึ้นมาหนึ่งร้านเพื่อรักษาสูตรที่จะหายไป” นี่คือเรื่องราวของ “Hub-rare” (หาบเร่) ร้านอาหารพื้นบ้านอยุธยาหรือฟาสต์ฟู้ดสไตล์ชาวบ้าน ของ คุณโฟน-เนตรนภางค์ หงษ์อุปถัมภ์ไชย ร้านเล็กที่ให้คุณค่ากับทุกคนที่อยู่เบื้องหลังอาหารทุกจาน “หาบเร่” ฟาสต์ฟู้ดสไตล์อยุธยา คุณโฟนเติบโตมาในจังหวัดอ่างทอง เพราะครอบครัวดำเนินกิจการโรงอิฐอยู่ในอำเภอป่าโมก ขณะเดียวกันยังมีธุรกิจร้านอาหาร Grand Chaopraya (แกรนด์เจ้าพระยา) ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาบ้านเกิดของคุณแม่ที่หลงใหลในการทำอาหาร จึงเปิดให้บริการร้านนี้มามากกว่า 10 ปี จากนั้นได้ต่อยอดธุรกิจสู่โครงการThe Wine Ayudhya (เดอะไวน์ อยุธยา) และ The Artisans Ayutthaya (ดิ อาร์ทิซานส์ อยุธยา) ซึ่งในตอนแรกตั้งใจพัฒนาเป็นโรงแรม แต่ความคิดนั้นได้เปลี
ยายอยู่ตัวคนเดียว.. หาบขนมเลี้ยงชีพ ขายไม่ค่อยได้ แต่จำต้องสู้ชีวิต ฝืนยื้มทั้งน้ำตา เป็นเรื่องราวที่ชาวเน็ตต่างพากันแชร์ออกไปจำนวนมาก หลังจากสมาชิกเฟซบุ๊ก Much Nannaphatโพสต์บอกเล่าเรื่องราวของคุณยาย คนหนึ่ง ที่แม้อายุมากแล้ว แต่ยังต้องสู้ชีวิต เพราะอยู่ตัวคนเดียว ลูกและสามีเสียชีวิตไปหมดแล้ว ทำให้ต้องดูแลตัวเอง โดยสมาชิกเฟซบุ๊กรายนี้ ระบุเรื่องราวว่า “ตอนแรกที่เห็นคือคุณยายนั่งอยู่หน้าศาลพระภูมิวินรถตู้ข้างเมเจอร์รังสิต นั่งคนเดียวอย่างในรูป กวักมือเรียกคนที่เดินผ่านไปมาแต่ก็ไม่มีใครสนใจเลยสักคน เลยเดินเข้าไปหาคุณยาย คุณยายน่าสงสารมาก ยายชื่อบอน พูดไปจะร้องไห้ไป ยายบอกลูกกับสามีตายหมดแล้ว เหลือตัวคนเดียว มาจากสุรินทร์ ใช้ชีวิตคนเดียว เพราะไม่มีคนเลี้ยงดู ไม่มีญาติ ยายขายขนมแถวฟิวเจอร์-เมเจอร์รังสิต ยายบอกขายไม่ค่อยได้หรอก แต่ก็ต้องขายต้องสู้ชีวิต เพราะไม่มีจะกิน สีหน้าตอนพูดคือยายยิ้มแต่น้ำตาปริ่ม เราคนคุยด้วยเรายังจะร้องไห้ตามเลย ใครที่ผ่านมาแถวนี้ช่วยอุดหนุนยายหน่อยนะคะ ยายน่ารักมาก ขนมที่ยายขายมีหลายอย่างเลย ห่อละ 35 บาท 3 ห่อ 100”
จุดจบ หาบเร่แผงลอย กทม.ไม่อนุโลมให้กลับมาขาย ทางเท้าคือที่คนเดิน! วันที่ 26 พ.ย. ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการ กทม. 2 ดินแดง นางศิลปสวย ระวีแสงสูรย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงกรณี นายธนาคม จงจิระ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) ปฏิบัติราชการแทนปลัดมท.ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ถึงปลัดกทม. เพื่อขอให้พิจารณาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ค้า หาบเร่แผงลอย พร้อมให้แจ้งแนวทางการดำเนินการตามแนวที่เสนอให้ มท. ทราบ ภายในวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยหนึ่งแนวทางที่มท.เสนอกทม.ดำเนินการ คือ การพิจารณาให้กลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกลับมาค้าขายในพื้นที่เดิมก่อนจนกว่าจะมีมาตรการแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยนางศิลปสวย กล่าวว่า นายสมภาคย์ สุขอนันต์ รองปลัดกทม. ดูแลด้านสำนักเทศกิจและจัดระเบียบเมือง ได้ส่งหนังสือตอบกลับไปยังมท.แล้ว โดยกทม.ยังคงยืนยันไม่อนุโลมให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกลับมาขายยังพื้นที่เดิมที่กทม.ได้จัดระเบียบพื้นที่ดังกล่าวไปแล้ว ไม่เช่นนั้น นโยบายคืนทางเท้าประชาชนของ กทม.ที่ดำเนินการมาจะสูญเปล่า ที่ผ่านมา พื้นที่ที่ กทม.จัดระเบียบไปแล้ว ยอมรับว่ามีประสิทธิผลและปัจจุบันประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกในการใ
นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่งปลีกไทย เปิดเผยว่า ต้องการให้รัฐบาลหามาตรการช่วยลดต้นทุนร้านค้ารายย่อย โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อยและร้านอาหารริมที่ตั้งตามบริเวณฟุตปาธ เช่น การเจรจาในการหาพื้นที่เช่าในราคาถูก หรือ แก้ปัญหาการเก็บส่วยของผู้มีอิทธิพลในบางพื้นที่ จนส่งผลกระทบต่อร้านค้าที่ทำมาหากิน เนื่องจากต้นทุนที่สูงทำให้ผู้ค้ารายย่อยต้องประสบปัญหาความเดือดร้อน ยิ่งในภาวะปัจจุบันที่กระทรวงพาณิชย์มีมาตรการในการดูแลราคาสินค้าทั่วไป รวมถึง ข้าวราดแกง อาหารตามสั่ง ก๋วยเตี๋ยว เป็นต้น เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชน “ร้านค้าที่ขายตามริมถนน หรือตามฟุตปาธนั้น บางรายยังมีการจ่ายส่วยกันอยู่จึงเป็นต้นทุน ดังนั้นอยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลืออย่างเข้มงวด ประกอบกับมาตรการกำหนดราคาอาหารห้ามเกินกี่บาทนั้น ส่วนใหญ่ก็จะกระทบต่อร้านค้ารายย่อยทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าวกระเพรา หรืออาหารตามสั่ง ซึ่งตรงกันข้ามร้านค้าต่างชาติที่เป็นแบรนด์ดังๆ ขายข้าวกระเพราจานละกว่า 100 บาท แต่ภาครัฐไม่สามารถทำดำเนินการได้ ต่างจากรายย่อยที่ขาย 70-80 บาทต่อจานกลับถูกร้องเรียนว่าขายแพงทั้งๆ ที่คุณภาพอาหารไม่ต่างกัน” อย่างไรก็ตาม อยา
มื่อวันที่ 12 มิ.ย. ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายภาคีเครือข่ายธรรมาภิบาลแห่งชาติ ยื่นเรียกร้องถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขอให้ยกเลิกการจัดระเบียบผู้ค้าหาบเร่แผงลอยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยหลังจากดำเนินการ 8 เดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้ค้าขาดรายได้ในการขายของ ซึ่งเป็นการประกอบอาชีพ อีกทั้งยังมีผลกับประชาชนผู้ที่ต้องการซื้ออาหารง่ายๆ รับประทาน สวนกับแนวทางการทำสตรีทฟู้ด จึงอยากจะให้นายกรัฐมนตรีทบทวน และยกเลิกการดำเนินการดังกล่าวเนื่องจาก พื้นที่ที่ทางกรุงเทพมหานครจัดให้ ไม่สามารถค้าขายได้จริง หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า เจ๊ง แต่ทางกทม.ไม่เคยมาติดตามดูผลเลยว่าตลาดนั้นๆ จะสามารถทำการค้าได้จริงหรือไม่ เพียงแค่เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้ผู้ค้าพ้นออกจากพื้นที่ซึ่งทางกทม. มีหน้าที่กำกับดูแลส่งเสริมอาชีพแก่ประชาชน เราจึงต้องนำปัญหามาบอกให้นายกฯทราบ ก็หวังว่านายกฯจะแก้ไขให้พวกเราโดยด่วน
เมื่อวันที่ 5 ม.ค. นายสัจจะ คนตรง รองผู้อำนวยการสำนักเทศกิจ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยกรณีศาลปกครองมี คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวผู้ค้าหาบเร่แผงลอยใน 6 พื้นที่เขต ได้แก่ พญาไท ปทุมวัน ราชเทวี ทวีวัฒนา ราษฎร์บูรณะ และบางกะปิ เป็นเวลา 60 วัน ว่า กทม.พร้อมปฎิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง แต่หลังคำสั่งศาลสิ้นสุด จะให้เจ้าหน้าที่เทศกิจเข้าไปยึดพื้นที่เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์ทันที ทั้งนี้ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้ว่าฯ กทม.มีแนวปฎิบัติให้ทุกสำนักงานเขตยกเลิกจุดผ่อนผัน 6 แนวทาง เพื่อให้มี น้ำหนักสามารถสู้คดีกับกลุ่มผู้ค้าได้ คือ 1.ควรประชุมหรือชี้แจงกับผู้ค้าว่ามีผลกระทบต่อสาธารณชนอย่างไร และต้องมีหลักฐานและบันทึกภาพถ่าย 2.ควรชี้แจงก่อนปิดประกาศและต้องมีการแจกเอกสารประชาสัมพันธ์ไม่น้อยกว่า 1 เดือน ก่อนดำเนินการ 3.สำนักงานเขตอาจหาแผงหรือตลาดที่ กทม.ดำเนินการอยู่แล้วให้ผู้ค้าและต้องแจ้งให้ผู้ค้าทราบไม่น้อยกว่า 2 เดือน 4.เมื่อยกเลิกจุดผ่อนผันแล้วให้ทุกสำนักงานเขตเข้าปรับปรุงภูมิทัศน์ทันที 5.ให้บันทึกการให้ปากคำของประชาชนที่เดือดร้อนจากการสัญจรไปมาและหลังจากปรับปรุงแล้วว่าให้ผลดีอย่างไร และ 6.มีภาพเปรียบเ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่มีการแชร์กันในโลกโชเชี่ยล ว่า มีการนำกาละมังเครื่องใช้มาแลกโทรศัพท์เก่าของชาวบ้าน ซึ่งเกิดความเป็นห่วงว่าจะเป็นการนำไปใช้ก่อเหตุความไม่สงบ พบว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา ร.ต.ท.พิทักษ์พงศ์ นันตา รองสวป.สภ.สูงเม่น ปฏิบัติหน้าที่ร้อยเวรป้องกันและปราบปราม พร้อมกับสายตรวจ ได้เชิญตัวกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า นำกาละมังบรรทุกรถปิ๊กอัพ โตโยต้า วีโก้ บรอนซ์เงิน หมายเลขทะเบียน ผค 2779 ขอนแก่น มีกาละมังเต็มรถมาเร่แลกปลี่ยนกับโทรศัพท์มือถือ หลังจากทำทะเบียนประวัติแล้วได้ปล่อยตัวไป ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เตือนให้ประชาชน อย่านำโทรศัพท์ไปแลกกับสิ่งของ เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของผู้นำไปก่อความไม่สงบได้ ที่มา ข่าวสดออนไลน์
