อนุทิน
วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ” โดยมี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ รวมถึงสื่อมวลชน ร่วมกิจกรรม โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สวมเสื้อกั๊กโครงการไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ และพา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซ้อนท้ายควงรถพุ่มพวงประเภทสามล้อพ่วงข้าง จากบริเวณหน้าตึกสันติไมตรีวนขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมบีบแตรเป็นลักษณ์ เพื่อ Kick Off กิจกรรมไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ และเมื่อจอดรถได้กล่าวเนื้อ “เพลงจ้ำจี้” …แตงไทย แตงกวา ขนุน น้อยหน่า พุทรา มังคุด ละมุด ลำไย มะเฟือง มะไฟ มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ ฟักแฟง แตงโม ไชโยโห่ฮิ้ว… เพื่อ
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่ภาคใต้ครั้งนี้นอกจากความเสียหายทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวแล้ว ที่น่าห่วงที่สุดคือประชาชนที่ต้องเจอผลกระทบเต็มๆ พอสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย คำถามที่หลายคนรอฟังคือ รัฐบาลจะมีมาตรการเด็ดอะไรมาช่วยเยียวยาและฟื้นฟูบ้าง ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวเว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้ ว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบใช้เงินงบกลางช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ครอบครัวละ 9,000 บาทแล้ว โดยมาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการเยียวยาเบื้องต้น แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติเร็วที่สุด จึงได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้จัดทำแพ็กเกจฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจหลังน้ำลด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียด โดยมีแนวทางสำคัญ เช่น การให้สิทธิพิเศษรูปแบบเดียวกับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” โดยจะเจาะจงเฉพาะจังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วม เพื่อให้กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมาคึกคักและสร้างรายได้ให้ประชาชนโดยเ
หลังจาก ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ได้มีแนวคิดกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเร่งด่วน ซึ่งหนึ่งในนั้น คือการฟื้นโครงการคนละครึ่ง กลับมาอีกครั้ง นายสรเทพ โรจน์พจนารัช สตีฟ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เผยว่า จากที่ผ่านมาทางชมรมได้เรียกร้องรัฐบาลชุดก่อนหน้ามาโดยตลอด 2 ปี ให้เร่งออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ โดยเฉพาะ ให้ช่วยทำโครงการคนละครึ่ง แต่ไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ จน ณ วันนี้เศรษฐกิจรากหญ้าเน่ากันหมดแล้ว โครงการคนละครึ่งจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้เกือบทั้งระบบ ทั้งพ่อค้าแม่ขาย ร้านระดับล่างข้างทาง ไปจนถึงร้านระดับ SMEs ที่สำคัญยังช่วยลดค่าใช้จ่ายอาหารให้กับพนักงานออฟฟิศ และบุคคลทั่วไปที่ทำงานเงินเดือนไม่สูงด้วย ซึ่งโครงการคนละครึ่งจะสามารถเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจร้านอาหารขนาดเล็กและข้างทาง ได้อย่างน้อย 1.8-2.5 เท่าจากครั้งที่แล้วที่เคยออกมา และยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในแต่ละวันของประชาชนทั่วไปได้อย่างน้อย 15-20% และยังกระจายไปสู่ห่วงโซ่ซัพพลายที่มาต่อธุรกิจร้านอาหารอีกทางด้วย
ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ร้อนระอุและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ชื่อของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย มักถูกผูกติดอยู่กับภาพของนักการเมืองผู้เจนจัด แต่ในอีกมุมหนึ่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้ เส้นทางเศรษฐีขอพาไปส่อง “หลังบ้าน” ของว่าที่ผู้นำคนนี้ สู่เรื่องราวของ “คุณจ๋า-ธนนนท์ นิราษิท” หวานใจของเขา ที่มีอาณาจักรเล็กๆ แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่จังหวัดระนอง ย้อนกลับไปช่วงที่นายอนุทินปฏิบัติภารกิจในฐานะรัฐมนตรี ได้มีโอกาสเดินทางมายังจังหวัดระนองบ่อยครั้ง และได้รับการแนะนำจาก ส.ส. ในพื้นที่ จนได้รู้จักและเริ่มคบหาดูใจกับคุณจ๋า ก่อนจะตัดสินใจเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2565 ที่ผ่านมา ร้านกาแฟ “จ่าจ้า คอฟฟี่” (JaJaa Coffee) ของเธอ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ธุรกิจส่วนตัว แต่ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนห้องรับรองแขกบ้านแขกเมือง และเคยเป็นจุดนัดพบสำคัญทางการเมืองเมื่อครั้งที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐา 1 เดินทางลงพื้นที่ตรวจราชการแบบสัญจรครั้งแรกที่จังหวัดระนอง ร้านแห่งนี้เคยทำหน้าที่เป็นสถานที่ต้อนรับและให้การดูแลอย่างใกล้ชิด สะท้อนให้เห็นว่าร้านกาแฟเล็กๆ แห่งนี้มีความสำคัญมากกว่าที่ตาเห็น ร้าน “จ่าจ้
อนุทิน เผย ฤกษ์ดี 9 มิ.ย.นี้ ปลูกกัญชาถูกกฎหมาย ไม่ใช่ยาเสพติดแล้ว วันที่ 13 พ.ค. 2565 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข เผยว่า ตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. ประชาชนสามารถปลูกกัญชาได้ถูกกฎหมาย หลังประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 พ.ศ. 2565 มีผลบังคับใช้ เพราะกัญชาจะไม่ใช่ยาเสพติดอีกต่อไป โดยปลดล็อกทุกส่วนของกัญชา กัญชง ที่ปลูกภายในประเทศ ไม่ใช่ยาเสพติด ยกเว้นสารสกัดที่มีสาร THC เกิน 0.2% แม้ว่าร่าง พ.ร.บ.กัญชาของพรรคภูมิใจไทย จะเข้าสภาไม่ทัน 9 มิ.ย. แต่ทางกระทรวงได้ชี้แจงการใช้กัญชาแล้ว ทางเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขได้อธิบาย เรื่องกัญชาเสรีต้องใช้อย่างไรถึงถูกต้อง เพราะฉะนั้น คนที่ใช้ผิด คือ คนที่ตั้งใจจะใช้ผิด ต้องมาดูเรื่องกฎหมายสาธารณสุขมาดูแลต่อไป ย้ำว่า ทำนโยบายนี้เพื่อให้คนได้ใช้ประโยชน์ของกัญชา ไม่ใช่ใช้ส่วนที่เป็นโทษ ต้องขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย นโยบายกัญชา คือกัญชาทางการแพทย์เท่านั้น ถ้าคนบริโภคในอัตราที่เหมาะสมจะเกิดประโยชน์ แต่ถ้าขาดความเข้าใจแล้วไปใช้ทางที่ผิด หวังว่าจะออกฤทธิ์ให้สุขภาพดีขึ้นไม่มีทาง มีแต่โทษ ต้องเข้าใจเรื่องนี้ เชื่อว่าทุก
จุดพลุฉลอง! อนุทิน เซ็นปลดล็อก กัญชา พ้นยาเสพติด อย่างเป็นทางการ เว็บไซต์ มติชนออนไลน์ รายงานข่าว เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ สธ. เป็นประธานในพิธีลงนามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภทที่ 5 พ.ศ. 2565 ปลดกัญชาออกจากยาเสพติด นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ที่สำคัญ เป็นการลงนามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เพื่อ ปลดล็อกกัญชา กัญชง ออกจากยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 (ยส.5) โดยเจตนารมณ์หลักคือ การใช้เพื่อการแพทย์ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการใช้กัญชาเพื่อรักษาสุขภาพของตนเอง และการต่อยอดให้เป็นพืชเศรษฐกิจ ในวันนี้กัญชาและกัญชง ที่ยังเป็นยาเสพติดจะเหลือเพียงสารสกัดที่มีค่าทีเอชซี (THC) มากกว่าร้อยละ 0.2 โดยน้ำหนัก โดยประกาศนี้จะมีผลบังคับใช้ใน 120 วันหลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา “กัญชามีประโยชน์ในทุกส่วน เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกต่างๆ ในการใช้ประโยชน์จากกัญชา นี่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ สธ. ต้องเร่งผลักดันเรื่องนี้ ขอให้ประชาชนใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างรายได้
ใกล้ความจริง? เสี่ยหนู โพสต์ทำเต็มที่ ดัน “กัญชา” เป็นพืชสมุนไพรปลูกได้หลังบ้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก อนุทิน ชาญวีรกูล ระบุว่า “วันนี้ที่ทำเนียบรัฐบาล มีการประชุมของคณะกรรมการยาเสพติดแห่งชาติ เพื่อพิจารณาประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ที่สุดแล้ว ทางคณะกรรมการท่านพิจารณามีมติให้ผ่านร่างที่สำคัญนี้ ซึ่งระบุชื่อยาเสพติดเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1. คือพืชฝิ่น 2. เห็ดขี้ควาย และ 3. สารสกัดจากกัญชา กัญชง ที่มีค่า THC กว่า 0.2% ซึ่งเป็นไปตามที่ WHO ให้การยอมรับ เท่ากับอะไรที่นอกเหนือจากนั้น ปลดออกมาแล้ว ขั้นตอนต่อไป ทาง ป.ป.ส. จะนำผลการประชุมไปยืนยัน แล้วส่งมาให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเซ็นอีกครั้ง ก่อนประกาศบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษา ตามกระบวนการกฎหมาย หลังประกาศในราชกิจจาฯ ส่วนที่ 1-2 มีผลทันที เพราะมีโทษชัดเจน แต่ในส่วนที่ 3 หรือสารสกัดจากกัญชา มีผลบังคับหลังจากประกาศราชกิจจาฯ ประกาศใช้ 120 วัน สิ่งที่ต้องทำเลยคือ การวางกฎ ตีกรอบการใช้สารสกัดจากกัญชา
อนุทิน ขอประชาชนฉีดวัคซีนให้ครบโดส ก่อนเข้าร่วมงานเทศกาลปีใหม่ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงความคืบหน้าการฉีดวัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทย ว่า ขณะนี้อัตราการฉีดวัคซีนทยอยเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้เข้ามารับวัคซีนจำนวนมากแล้ว ล่าสุด ข้อมูลที่รายงานผ่านระบบหมอพร้อม วันที่ 14 ธันวาคม 2564 จนถึงเวลา 12.30 น. สามารถฉีดได้ 140,461 โดส สะสม 97,893,176 โดส แบ่งเป็นเข็มแรก 50,012,231 ราย ซึ่งเกิน 50 ล้านคนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว ส่วนเข็มที่สอง 43,572,451 ราย เข็มที่สาม 4,266,735 ราย และเข็มที่สี่ 41,759 ราย ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังเดินหน้าให้บริการวัคซีนโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ทั้งผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเลย ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม รวมถึงการฉีดกระตุ้นเข็มที่ 3 เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันตามช่วงเวลาที่กำหนด โดยร่นระยะเวลาให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 เข็ม ทั้งวัคซีนชนิดเดียวกันหรือสูตรไขว้ ได้ฉีดเข็มกระตุ้นหลังฉีดเข็มสองแล้ว 3 เดือน ดังนั้น ผู้ที่ฉีดครบ 2 เข็มในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนจะสามารถมา
อนุทิน เผย วัคซีนจุฬาฯ-ใบยา เตรียมทดสอบในคนเฟส 1 ต้นเดือน ก.ย. วันที่ 13 ส.ค. 2564 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วัคซีนจุฬาฯ-ใบยา เริ่มพัฒนามาตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2563 ทดสอบในหนูทดลองและลิง พบว่า ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี แต่เนื่องจากยังไม่มีโรงงานผลิตวัคซีนด้วยพืชในประเทศ กระทรวงสาธารณสุข โดยสถาบันวัคซีนแห่งชาติ จึงสนับสนุนงบประมาณ 160 ล้านบาท ให้แก่จุฬาฯ และบริษัทใบยา ในการปรับปรุงพัฒนาโรงงานต้นแบบการผลิตวัคซีนและชีววัตถุโดยใช้พืช ใช้เวลา 8 เดือนในการปรับปรุงบนพื้นที่ชั้น 11 อาคารจุฬาพัฒน์ 14 ขนาด 1,200 ตารางเมตร ผ่านมาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พร้อมรองรับการผลิตวัคซีนในขั้นต้น เริ่มตั้งแต่เพาะเลี้ยงแบคทีเรียพาหะสารพันธุกรรมของโคโรนาไวรัส ปลูกถ่ายลงในใบยาสูบ เพาะพันธุ์เพิ่มจำนวน และเก็บเกี่ยวเพื่อสกัดโปรตีนสำหรับใช้ผลิตวัคซีน ก่อนนำส่งไปทำวัคซีนให้บริสุทธิ์ ที่บริษัท คินเจ่น ไบโอเทค จำกัด จากนั้นผสมและแบ่งบรรจุวัคซีนที่สถานเสาวภาต่อไป ทั้งนี้ วัคซีนจุฬาฯ-ใบยา จะเริ่มต้นทดสอบในมนุษย์ เฟสที่ 1 ช่วงต้นเดือนกันยายน เบื้องต้นประ
ฟ้าทะลายโจร ใช้กับผู้ป่วยไม่มีข้อจำกัด อนุทิน เร่งปลูกเพิ่ม ให้ทันความต้องการ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ ผู้ติดเชื้อโควิด-19 เมื่อวันที่ 5 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยได้ตรวจเยี่ยม พื้นที่โรงพยาบาลสนามแห่งใหม่ 2 แห่งของจังหวัดปราจีนบุรี ได้แก่ โรงพยาบาลสนาม อบจ.ปราจีนบุรีประชารักษ์ และโรงพยาบาลสนามอภัยภูเบศรประชารักษ์ เพื่อรองรับยอดผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้ จ.ปราจีนบุรี มีโรงพยาบาลสนามอยู่ทั้งสิ้น 8 แห่ง ได้แก่ 1. โรงพยาบาลสนามกองร้อยต่อสู้รถถังที่ 2 ค่ายพรหมโยธี รองรับผู้ป่วย 90 เตียง 2. โรงพยาบาลสนามกบินทร์บุรีประชารักษ์ รองรับผู้ป่วย 210 เตียง 3. โรงพยาบาลสนามประจันตคามประชารักษ์ รองรับผู้ป่วย 165 เตียง 4. โรงพยาบาลสนามศรีโพธิมาลัย รองรับผู้ป่วย 180 เตียง 5. โรงพยาบาลสนามบ้านสร้างศรีรักษ์ รองรับผู้ป่วย 70 เตียง 6. โรงพยาบาลนาดีประชารักษ์ รองรับผู้ป่วย 100 เตียง 7. โรงพยาบาลสนามอภัยภูเบศรประชารักษ์ รองรับผู้ป่วย 100
