อยุธยา
หากการเปิดร้านอาหาร ไม่ได้เป็นเพียงการส่งต่อความอร่อย แต่ยังเป็นการส่งต่อ “วัฒนธรรมที่กินได้” ควบคู่ไปกับการ “สร้างคุณค่าและโอกาสให้ผู้สูงวัย” ได้มีอาชีพ มีรายได้ และกลับมามองเห็นคุณค่าในตัวเอง “เราเห็นแววตาเขาเปลี่ยน โฟนว่ามันเป็นมิชชั่นอันหนึ่งคือการทำให้คนกลับมาเห็นคุณค่าตัวเอง มันมีความหมายมากกว่าแค่เปิดร้านอาหารขึ้นมาหนึ่งร้านเพื่อรักษาสูตรที่จะหายไป” นี่คือเรื่องราวของ “Hub-rare” (หาบเร่) ร้านอาหารพื้นบ้านอยุธยาหรือฟาสต์ฟู้ดสไตล์ชาวบ้าน ของ คุณโฟน-เนตรนภางค์ หงษ์อุปถัมภ์ไชย ร้านเล็กที่ให้คุณค่ากับทุกคนที่อยู่เบื้องหลังอาหารทุกจาน “หาบเร่” ฟาสต์ฟู้ดสไตล์อยุธยา คุณโฟนเติบโตมาในจังหวัดอ่างทอง เพราะครอบครัวดำเนินกิจการโรงอิฐอยู่ในอำเภอป่าโมก ขณะเดียวกันยังมีธุรกิจร้านอาหาร Grand Chaopraya (แกรนด์เจ้าพระยา) ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาบ้านเกิดของคุณแม่ที่หลงใหลในการทำอาหาร จึงเปิดให้บริการร้านนี้มามากกว่า 10 ปี จากนั้นได้ต่อยอดธุรกิจสู่โครงการThe Wine Ayudhya (เดอะไวน์ อยุธยา) และ The Artisans Ayutthaya (ดิ อาร์ทิซานส์ อยุธยา) ซึ่งในตอนแรกตั้งใจพัฒนาเป็นโรงแรม แต่ความคิดนั้นได
อยุธยาไนท์มาร์เก็ต คึกคัก คนเดินล้นวันเกือบหมื่น เชียวหนา ออเจ้า ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดอยุธยาไนท์มาร์เก็ต ได้กลับมาเปิดทำการอีกครั้ง แถมยังไฉไลกว่าเดิม โดยครั้งนี้ จัดขึ้นบริเวณข้างวัดราชบูรณะ ใครได้มาจะได้ชมโบราณสถานยามค่ำ ประดับไฟสุ่มไก่อย่างงดงาม โดยเปิดไป 3 วันแรก มีประชาชนให้ความสนใจ เดินกันล้นตลาดวันละเกือบหมื่นคน ของกินขายหมดเกลี้ยงทุกร้าน นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของอยุธยา สำหรับการจัดตลาดถนนคนเดินกว่าร้อยร้านค้าครั้งนี้ ไม่ได้ใช้งบประมาณรัฐ แม้แต่บาทเดียว แต่เป็นความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน โดย คุณทินกร บุญเงิน พัฒนาชุมชนจังหวัดอยุธยา กรมศิลปากร อุทยานประวัติศาสตร์ สำนักศิลปากรที่ 3 พาณิชย์จังหวัด ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด และภาคเอกชนเครือข่ายโอทอปเทรดเดอร์ไทย ของกรมการพัฒนาชุมชน โดย คุณวัชรพงศ์ ระดมสิทธิพัฒน์ นำทีมภาคเอกชน มีสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว สหกรณ์ผู้ประกอบการรถตุ๊กตุ๊ก อยุธยา สมาพันธ์ SME บิสคลับอยุธยา เข้ามาร่วมกันผลักดันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยวยามค่ำของอยุธยา โดยทางกรมศิลปากรได้เปิดให้มีการ
Eatory : อิตาลีกลางกรุงเก่า เตะตาติดใจ กระตุ้นยอดขายด้วยความแตกต่าง เราต่างก็รู้จักอยุธยาในฐานะเมืองเก่าและเมืองโบราณ ซึ่งมีวัฒนธรรมที่ถือเป็นจุดเด่นของจังหวัด ใครจะรู้ว่าร้านอาหารเล็กๆ สไตล์อิตาลีแท้ๆ ที่เรียกตัวเองว่าเป็นร้านอาหารทางเลือกของคนที่มีสไตล์อย่าง Eatory ก็อยากจะทำให้พื้นที่ตรงนี้ให้เป็นแหล่งคอมมูนิตี้ และแลนด์มาร์กอีกแห่งของอยุธยา คุณปอม-ณภัทร เทพวัชรานนท์ หนึ่งในพาร์ตเนอร์ของ Eatory เล่าว่าจุดเริ่มต้นของร้านอาหารสไตล์อิตาลีแท้ๆ นี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของผองเพื่อนทั้ง 4 คนที่มีความหลากหลายด้านสายงาน แต่ทุกคนนั้นล้วนมีความอาร์ตอยู่ในตัว คนแรกคือ คุณหนุน-ทบสิน กลัดเจริญ อดีตเชฟร้านอาหารอิตาลี ซึ่งเป็นผู้พัฒนาและคิดสูตรให้กับทางร้าน สอง คุณอาร์ม-ภควัต วิภาตกนก เจ้าของบริษัทโฆษณา และเป็นเจ้าของพื้นที่ร้านในปัจจุบัน สาม คุณพีช-เอลิชา แสงโชติ นางงามและนางแบบที่จบสายโปรดักต์ดีไซน์มาดูแลเรื่องโปรดักต์หน้าร้าน และคนสุดท้ายคือ คุณปอม ผู้ดูแลเกี่ยวกับฝ่ายขายของบริษัทต่างชาติด้านแฟชั่น “แม้ว่าพวกเราจะมาจากสายงานที่แตกต่างกัน แต่การรวมตัวของเราในการเปิดร้าน Eatory นั้นมี 3 สิ่งที่เ
ผู้สื่อขาวรายงานว่า เวลา 14.00 น.วันที่ 11 ตุลาคม 59 นายเรวัต ประสงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เรียกหัวหน้าส่วนราชการมาประชุมที่ศาลากลางจังหวัด เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยในที่ประชุมได้สรุป พร้อมออกประกาศว่า มีพื้นที่ชุมนริมน้ำ ถูกน้ำท่วมอย่างเป็นทางการแล้ว 8 อำเภอ 96 ตำบล 531 หมู่บ้าน รวม 28,359 ครัวเรือน ประกอบด้วย อำเภอเสนา บางบาล ผักไห่ พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน บางไทร บางปะหัน และท่าเรือ ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้1. อำเภอเสนา รวม 9 ตำบล 67 หมู่บ้าน 6,071 ครัวเรือน , 2. อำเภอบางบาล รวม 16 ตำบล 101 หมู่บ้าน 8,031 ครัวเรือน , 3.อำเภอผักไห่ รวม 14 ตำบล 66 หมู่บ้าน 2,065 ครัวเรือน ,4. อำเภอพระนครศรีอยุธยา รวม 12 ตำบล 60 หมู่บ้าน 2,252 ครัวเรือน ,5.อำเภอบางไทร รวม 23 ตำบล 124 หมู่บ้าน 5,186 ครัวเรือน ,6. อำเภอบางปะอิน รวม 11 ตำบล 81 หมู่บ้าน 4,217 ครัวเรือน ,7. อำเภอบางปะหัน รวม 3 ตำบล 12 หมู่บ้าน 486 ครัวเรือน ,8. อำเภอท่าเรือ รวม 8 ตำบล 20 หมู่บ้าน 2 ชุมชน 51 ครัวเรือน และในจำนวนนี้ ได้มีการสำรวจเก็บหลักฐานครบ พร้อมประกาศเป็น เขตให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน
นายอำเภอนครหลวง เมืองอยุธยา รวมมือกับชาวบ้านเร่งป้องนาข้าว ที่กำลังออกรวงใกล้เก็บเกี่ยว มูลค่า 100 ล้านบาท เวลา 07.00 น. วันที่ 8 ตุลาคม 59 นายไพรัตน์ เพชรยวน นายอำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า หลังหลังเขื่อนพระรามหก เร่งปล่อยน้ำ ลงแม่น้ำป่าสักจำนวนมาก จนทำให้พื้นที่ทุ่งการเกษตรของอำเภอ คือทุ่งแม่ลาหรือทุ่งบึงกุ่ม เนื้อที่เกือบ 20,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล คือ ตำบลแม่ลา ตำบลพระนอน และ ตำบลท่าช้าง อยู่ติดลำคลองบางพระครู รับน้ำโดยตรงจากแม่นำป่าสัก ซึ่งน้ำล้นตลิ่งในเขตกลางทุ่ง อีกทั้งทุ่งนี้ไม่ได้เป็นทุ่งแก้มลิงรับน้ำ ทำให้ชาวนา ได้ทำนากันเป็นจำนวนมากถึง 17,291 ไร่ ต้นข้าวอยู่ระหว่างออกรวง เหลือเวลาอีก 20-30 วัน จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ ประเมินแล้วข้าวนาปรังในทุ่งนี้มีมูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท โดยล่าสุดทางอำเภอได้จัดงบประมาณป้องกันและยับยั้งภัยพิบัติ 300,000 บาท มาปั้นคันดินสูง 1 เมตร ยาว 3 กิโลเมตร ตลอดแนวคลอง เพื่อป้องกันน้ำทะลักเข้าท่วม แต่มีน้ำซึมและน้ำฝน ทำให้ต้องระดมเครื่องสูบน้ำจำนวนมาก มาสูบน้ำด้านในออก พร้อมจัดทอดผ้าป่า หาเงินเป็นค่าน้ำมัน และชมรมผู้ประกอบการธุรกิ
ตามที่โชเชียลมีเดียโพสต์ภาพกำนันหนุ่ม ต.ลาดงา อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา อายุเพียง 26 ปีช่วยชาวนาปั้นคันดินล้อมนาข้าวเพื่อป้องกันน้ำท่วมนั้น เขาคือว่าที่ร.ต.มนตรี ยิ่งยง ซึ่งเป็นกำนันตั้งแต่ปี 2558 เมื่ออายุได้ 25 ปี ก่อนที่จะเป็นกำนันหนุ่มว่าที่ร.ต.มนตรี เป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ต.ลาดงา มาก่อน หลังนายอำนวย ยิ่งยง อดีตกำนัน ต.ลาดงา ลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2558 จึงมีการประชุมเพื่อคัดเลือกกำนันคนใหม่ ณ ห้องประชุมดำรงธรรม อ.เสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2558 โดยมีนายธีรพล สิรินานุวัฒน์ นายอำเภอเสนา เป็นประธานที่ประชุม พร้อมคณะกรรมการคัดเลือก และผู้ใหญ่บ้านทั้ง 9 หมู่ รวมทั้งประชาชน ชาวต.ลาดงา จัดวิธีการคัดเลือกกำนัน ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการคัดเลือก กำนัน พ.ศ.2551 โดยมีนายณรงค์ สัมพันธมิตร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 รักษาการกำนัน ต.ลาดงาตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายนเป็นต้นมาเป็นผู้เสนอชื่อว่าที่ร.ต.มนตรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ต.ลาดงา เพียงชื่อเดียว นายธีรพลจึงคัดเลือกว่าที่ร.ต.มนตรี เป็นกำนันต.ลาดงา คนใหม่ นับว่าเป็นกำนันที่มีอายุน้อยที่สุดของอ.เสนา ด้วยวัยเ
วันที่ 28 กันยายน นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า หลังจากเขื่อนเจ้าพระยาปล่อยน้ำมาเกือบ 1,800 ลบ.ม./วินาทีนานหลายวัน และยังมีประกาศจะปล่อยมาถึง 2,000 ลบ.ม./วินาที ทำให้ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย ในเขต จ.พระนครศรีอยุธยา เกิดน้ำท่วมหนักในชุมชนริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านเรือนพักอยู่อาศัยส่วนใหญ่ของคนในจังหวัด รวมแล้ว 6 อำเภอ ได้แก่ บางบาล เสนา ผักไห่ พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร รวม 73 ตำบล 425 หมู่บ้าน 18,472 หลังคาเรือน มีระดับน้ำท่วมสูงประมาณ 50-100 เซนติเมตร หนักที่สุดในเขตอำเภอบางบาลและเสนา ประมาณ 1 เมตร จุดลุ่มต่ำประมาณ 1 เมตร 50 เซนติเมตร ส่วนเส้นทางน้ำไหล พบว่า ในส่วนของเจ้าพระยา ได้ไหลมารวมกับแม่น้ำป่าสักอีก 401 ลบ.ม./วินาที ตรงเกาะเมืองกรุงเก่า และมวลน้ำทั้งหมดไหลไปท่วมพื้นที่ 10 ตำบลของ อ.บางปะอิน ที่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาครบแล้ว ส่วนที่อำเภอบางไทรติดแม่น้ำน้อย ท่วมแล้ว 21 ตำบล โดยน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อยไหลมารวมกันที่เขตตำบลช้างใหญ่ สนามไชย และ ต.โพแตง ของอำเภอบางไทรซึ่งถูกน้ำท่วมตามชุมชนริมน้ำแล้วเช่นก
เวลา 07.00 น. วันที่ 27 กันยายน 2559 นายไมตรี ปิตินานนท์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษานครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า แนวป้องกันน้ำท่วมในเขตรับผิดชอบ คือคันกั้นน้ำบ้านกรด อำเภอบางปะอิน ระยะทางเกือบ 10 กิโลเมตร เริ่มจากประตูน้ำคลองสวนพลู อำเภอพระนครศรีอยุธยา ยาวไปถึงประตูน้ำบ้านหว้า อำเภอบางปะอิน ปัจจุบันพังทรุดหลายจุด และแน่นอนว่าไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้ 100% ถือเป็นจุดเสี่ยงที่สุด หากน้ำจากเจ้าพระยาล้นตลิ่งหรือมีทางน้ำไหลมาที่ฝั่งตะวันตกของแนวกั้นน้ำบ้านกรด เพราะว่าน้ำจะสามารถทะลักผ่านจุดนี้เข้ามาในทุ่งฝั่งตะวันออกของคันกั้นน้ำนี้ได้ และหากเข้ามาได้จะเป็นหายนะ เพราะคันกั้นน้ำนี้ทำหน้าที่ปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ ชุมชนเมืองใหม่ของจังหวัด ติดถนนโรจนะ และถนนสายเอเชีย และศูนย์ราชการจังหวัดได้ ซึ่งพื้นที่เหล่านี้ไม่มีแนวป้องกันน้ำท่วมของตัวเองอีกแล้ว นอกจากนี้เส้นทางน้ำไหลหากน้ำเข้ามาได้ จะลงคลองบ้านกรด และวิ่งตามคลองหรือตามทุ่งไปออกคลองสวนพลู เข้าคลองข้าวเม่า และไปจ่อรอบนิคมอุตสาหกรรมโรจนะได้ ส่วนอีกทางจากคลองบ้านกรด เข้าคลองโพธิ์ บ่าตามทุ่งไปจ่อนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค และ
เมื่อวันที่ 26 กันยายน นายเรวัต ประสงค์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า น้ำท่วมสูงในชุมชนติดแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย คลองบางหลวง และคลองบางบาลในเวลานี้ พบว่ามีชาวบ้านในชุมชนริมน้ำ จำนวนมากไม่พอใจ เพราะต้องการให้กรมชลประทานเปิดประตูน้ำต่างๆ ดึงน้ำเข้าพื้นที่ทุ่งนาแก้มลิงตามธรรมชาติ ในพื้นที่หลายทุ่งนานับแสนไร่ของจังหวัด เช่นในทุ่งผักไห่ ทุ่งเสนา ทุ่งบางบาล และชาวนาก็ยินยอมให้ปล่อยน้ำเข้าทุ่ง เพื่อให้น้ำท่วมมีพื้นที่อยู่แบบกระจาย ไม่ใช่อัดแน่นท่วมสูงเฉพาะสองฝั่งแม่น้ำ อีกทั้งเห็นว่าในทุ่งนา ประสบปัญหาภัยแล้วยาวนานถึง 2 ปีแล้ว เมื่อไม่มีน้ำหลากเข้ามาทุ่ง ทำให้ปุ๋ยอินทรีย์ตามธรรมชาติไม่มี รวมถึงเกิดปัญหาหนูและเพลียระบาดอหย่างหนัก หากได้น้ำเข้าไป จะเป็นแก้มลิงเก็บน้ำไว้ใช้ทำการเกษตรได้ อีกทั้งจะเป็นการกำจัดหนูนาและเพลียด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ความยินยอมให้เปิดประตูน้ำ ดึงน้ำเข้าทุ่งแก้มลิงตามธรรมชาติ ทางจังหวัดทำหนังสืออย่างเป็นทางการให้อธิบดีกรมชลประทานไปตั้งแต่วันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมาแล้ว ถึงวันนี้ผ่านมาเกือบ 1 เดือน น้ำท่วมสูงและกรมชลประทาน ยังไมยอมเปิดประตูน้ำเข้าทุ่
