เน็ตไอดอล
“อาฟเตอร์ยำ” ร้านยำคิวยาว แซ่บนัวทุกจาน ดารายังถ่อมากิน พูดถึงร้านยำแซ่บๆ นาทีนี้คงต้องยกให้ “AFTER YUM (อาฟเตอร์ยำ)” ที่เหล่าดารา เซเลบ เน็ตไอดอล เว็บไซต์และเพจรีวิวต่างๆ แวะเวียนมาแทบทุกวัน ถึงขนาดเอาเสื่อมานั่งรอนอนรอ บางคนมารับจ้างหิ้วให้คนอยู่ไกลแต่อยากกินเกิดเป็นอาชีพซะอย่างนั้น แต่ทั้งหมดบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ทุกจานอร่อย วัตถุดิบสดใหม่ น้ำยำรสเด็ดแซ่บถึงใจ โดยร้านนี้เป็นการรวมหุ้นกันระหว่าง คุณแต๋ง-กฤษฎ์กูล ชุมแก้ว กับ คุณดุจดิว-ธีรวิวัฒน์ บุตรตะยา สองเพื่อนซี้เน็ตไอดอล ที่มีฝีมือการยำสุดแซ่บ โดยร้านนี้เริ่มต้นจากการทำยำกินกันเองเล่นๆ เมื่อช่วงเทศกาลกินเจ ปลายเดือนตุลาคม ปี 2561 “ทำยำให้น้องกินแล้วติดใจ ยำให้กิน 4 วันติด ถ้าจะขนาดนี้ เราเปิดร้านขายยำกันเล่นๆ มั้ย บังเอิญไปเติมน้ำมันที่ปั๊มคาลเท็กซ์ พัทยากลาง เห็นมีล็อกว่างอยู่เลยติดต่อ วางเงิน อีกวันเปิด กะเปิดกันเล่นๆ 3 เดือนแล้วเตรียมตัวเจ๊ง” คุณแต๋ง เล่าให้ฟังแบบติดตลก แต่ใครจะคิด หลังเปิดร้านตั้งแต่วันแรก จากที่คิดไว้ว่าร้านคงเงียบเหงา แต่อาฟเตอร์ยำกลับได้รับความนิยมจากลูกค้าทุกสารทิศเรียกว่าล้นหลามเลยก็ว่าได้ สำหรับเมนูที
เน็ตไอดอลสาว เหมากระยาสารท พร้อมต่อยอดขายออนไลน์ ช่วยปลดหนี้-สร้างอาชีพ จากกรณีมีผู้ใช้เฟซบุ๊ก PaNg Za หรือ น้องแป้ง น.ส.ภัทรสุดา เรืองชัยศิริวัฒน์ อายุ 31 ปี ได้โพสต์ข้อความมีเนื้อหาว่า ถูกมิจฉาชีพหลอกให้ทำกระยาสารทส่งให้ตามออร์เดอร์ จำนวน 2 ตัน เพื่อนำไปจำหน่ายตามร้านค้าจำหน่ายสินค้าโอท็อปทั่วประเทศ แต่เมื่อถึงวันรับออร์เดอร์กลับไม่สามารถติดต่อได้ ทำให้ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากกู้เงินนอกระบบ ดอกเบี้ยร้อยละ 5 จำนวน 6 หมื่นบาทมาลงทุน คืบหน้าล่าสุด วันที่ 6 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 5 มี.ค. มีผู้ใจบุญแจ้งความประสงค์ขอซื้อกระยาสารทไปยัง น.ส.ภัทรสุดา อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการช่วยเหลือโดย “เจ๊หนึ่ง บางปู” หรือ น.ส.วรัชญากรณ์ อ่อนธรรม อายุ 34 ปี เน็ตไอดอลคนดัง และเศรษฐินี เป็นที่รู้จักกันในวงการความสวยความงาม ก็เป็นหนึ่งในผู้ใจบุญ หลังจาก “เจ๊หนึ่ง บางปู” ได้ทราบข่าว ก็รีบติดต่อหา น.ส.ภัทรสุดา ขอเหมาซื้อกระยาสารททั้งหมด โดยให้เหตุผลที่ว่า เคยยากจนมาก่อน และสู้ชีวิตด้วยตนเองมาโดยตลอด รวมทั้งสมัยยังเด็ก ยายเคยทำกระยาสารทให้กิน และเคยเห็นกระบวนการผลิตว่ายากลำบา
จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับบริษัท เมจิก สกิน จำกัด ซึ่งผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอางโดยผิดกฎหมาย รายงานข่าวระบุว่า จากการสอบปากคำนางวรรณภา พวงสน หัวหน้าทีม หนึ่งในผู้ต้องหา ที่ระบุถึงกรณีมีดารา นักแสดง รีวิวสินค้าให้กับแบรนด์เมจิก สกิน ว่า ได้มีว่าจ้างให้เหล่าดารานักแสดงเน็ตไอดอลที่มีชื่อเสียง รีวิวโฆษณาสินค้าให้ ซึ่งได้ว่าจ้างในราคาตั้งแต่ 10,000-50,000 บาท อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสานจากดารานักแสดงต่างๆ ว่าจะเข้ามาให้ปากคำแต่อย่างใด ทั้งนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะต้องเชิญตัวมาสอบปากคำหรือไม่ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบความผิดของบริษัท ทั้งในส่วนของการประกอบธุรกิจ การนำเข้าสินค้า แหล่งผลิตและที่มา รวมถึงการโฆษณาชวนเชื่อ ทั้งนี้ หนึ่งในขั้นตอนที่บริษัทดังกล่าวใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ คือ การนำเหล่าดารานักแสดง ศิลปินนักร้อง และเน็ตไอดอลชื่อดัง มาช่วยในการโฆษณา รีวิวสินค้าและสรรพคุณ โดยขณะนี้พบว่ามีดารานักแสดงมากกว่า 16 คน ที่มีส่วนในการรีวิวโฆษณาสินค้าผ่านหน้าเพจของเครื่องสำอางบริษัทดังกล่าว และอินสตาแกรมส่วนตัวของดารา สำหร
นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้ กรมฯได้สั่งเจ้าหน้าที่ตั้งทีมเฉพาะกิจ เพื่อศึกษาถึงการจัดเก็บภาษีจากบริษัทผู้ให้บริการผ่านออนไลน์และโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทั้งไทยและต่างชาติ เช่น กูเกิล เฟซบุค อินสตราแกรม แอพพลิเคชั่นไอโชว์ หรือบีโกไลฟ์ เพราะถือเป็นนิติบุคคลที่เปิดให้บริการในประเทศไทยและมีผู้ใช้จำนวนมาก เมื่อมีรายได้ก็ต้องนำสู่ระบบเสียภาษีให้ถูกต้อง โดยภาษีดังกล่าวมีหลายประเทศดำเนินการและจัดเก็บอยู่ ทั้งประเทศอินโดนีเซีย, อังกฤษ และออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งบางบริษัทไม่มีสำนักงานในประเทศไทย เช่น กูเกิล ทำให้กรมสรรพากรต้องพิจารณา ซึ่งอาจเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้ใช้บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร เพื่อเปิดทางให้บริษัทผู้ให้บริการผ่านออนไลน์และโซเชียลเน็ตเวิร์คเข้าสู่ระบบภาษีให้ถูกต้อง รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แนวทางจัดเก็บภาษีจากบริษัทผู้ให้บริการผ่านออนไลน์และโซเชียลเน็ตเวิร์ค ถือเป็นไปตามสากลที่มีหลายประเทศดำเนินการอยู่ เนื่องจากการให้บริการของแต่ละบริษัท เมื่อมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น ก็จะมีรายได้จำนวนมาก ทำให้กระทรวงการคลัง กรมสรรพากร
