เป๊ปซี่โค
รู้หรือไม่ว่ากว่าจะมาเป็น ‘เลย์’ แผ่นมันฝรั่งทอดกรอบแสนอร่อยนั้น มีที่มายังไงบ้าง วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปหาคำตอบเบื้องหลังของทุกผลิตภัณฑ์ของ ‘เป๊ปซี่โค’ ที่มีทั้งทีมงาน พนักงาน จนถึงเกษตรกร ให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงเส้นทางของทุกโปรดักต์ ตั้งแต่ต้นน้ำอย่างการเพาะปลูก หรือความท้าทายต่างๆ ที่ต้องเผชิญ ถ้าพูดถึง ‘เป๊ปซี่โค’ หลายคนคงคุ้นเคยกับเครื่องดื่ม เป๊ปซี่, เซเว่นอัพ, อควาฟิน่า, สติงค์ และแบรนด์ขนมชื่อดังอย่าง เลย์, ชีโตส, ตะวัน เป็นต้น ซึ่ง Pepsico ที่บริษัทอเมริกันมีรายได้กว่า 9.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ดำเนินธุรกิจกว่า 200 ประเทศทั่วโลก จากมันฝรั่ง สู่ ‘เลย์’ คุณสุริวัสสา สัตตะรุจาวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และรัฐกิจ ประจำประเทศไทย และอินโดไชน่า บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง จำกัด หรือ “เป๊ปซี่โค ประเทศไทย” ผู้ผลิตเลย์ มันฝรั่งทอดกรอบ เล่าว่า “การปลูกมันฝรั่งในไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้เวลากว่า 30 ปี โดย 10 ปีแรก เรียกได้ว่าล้มลุกคลุกคลานมาก เพราะเรานำทฤษฎีจากต่างประเทศมาใช้ตรงๆ เลยไม่ได้ แต่พอเวลาผ่านไป 10 ปีหลังนี้ก็เริ่มปรับตัวได้” ในเรื่องของ PepsiCo Po
เกษตรกรหญิงชาวไทยจะเป็นหนึ่งในผู้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพยนตร์ชุดพิเศษที่พัฒนาโดย National Geographic CreativeWorks เพื่อถ่ายทอดแบบอย่างของความยืดหยุ่นที่สร้างแรงบันดาลใจในระดับโลก สมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก (The National Geographic Society) และบริษัท เป๊ปซี่โค (PepsiCo) ประกาศความร่วมมือระดับโลก เพื่อใช้พลังของวิทยาศาสตร์ เรื่องเล่า และการศึกษา เป็นแรงขับเคลื่อนในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับระบบอาหารของโลก โดยมีแนวทาง เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) เป็นหัวใจสำคัญของโครงการ โครงการ “Food for Tomorrow” จะสนับสนุนการถ่ายทอดเรื่องราวโดยนักสำรวจ (Explorer) ของ National Geographic และนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก ถ่ายทอดภาพอนาคตของระบบอาหารผ่านภาพถ่าย เรื่องเล่าที่ทรงพลัง โครงการที่ขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และแผนที่ข้อมูลเชิงลึก ภายในปี 2050 ประชากรโลกมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 10,000 ล้านคน ขณะที่รายงานขององค์การยูเนสโก (UNESCO) คาดการณ์ว่า หากแนวโน้มปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป พื้นที่ดินกว่า 90% ทั่วโลกอาจเสื่อมโทรมลงในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อรองรับจำนวนประชาก
ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ขึ้นแท่นองค์กรในฝันของคนรุ่นใหม่ ได้รับรางวัล “1 ใน 50 องค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยมากที่สุดประจำปี 2567” บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์สินค้าของซันโทรี่และเป๊ปซี่โคในประเทศไทย นำโดย นายอชิต โจชิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย นางสาวเพียงจิต ศรีประสาธน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายทรัพยากรบุคคลและบรรษัทสัมพันธ์ เป็นตัวแทนเข้ารับรางวัล “Top 50 Companies in Thailand 2024” หรือ 50 องค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยมากที่สุดประจำปี 2567 จาก เวิร์คเวนเจอร์ เป็นปีแรก พร้อมตั้งเป้าหมายมุ่งเป็นองค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยมากที่สุดในปีต่อๆ ไป นายอชิต โจชิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการโหวตให้เป็น 1 ใน 50 องค์กรในฝันที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วยมากที่สุด ในฐานะบริษัทร่วมทุนของ 2 องค์กรชั้นนำระดับโลก ทำให้เราสามารถรวมจุดแข็งของทั้งซันโทรี่ และ เป๊ปซี่โค จนกลายมาเป็นผู้เล่นที่แข็
เป๊ปซี่โค ประเทศไทย ร่วมกับ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย จับมือ จีเอ็มเอ็ม โชว์ ประกาศความสำเร็จของการจัดการขยะอย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แคมเปญ “มันส์ ไม่ ทิ้ง” ในงาน เป๊ปซี่ พรีเซนต์ บิ๊กเมาน์เท่นมิวสิคเฟสติวัล ครั้งที่ 13 เป๊ปซี่ พรีเซนต์ บิ๊กเมาน์เท่นมิวสิคเฟสติวัล เปิดโหมดซ่า รักษ์โลกกับแคมเปญ “มันส์ ไม่ ทิ้ง” สนุกอย่างรับผิดชอบ จัดการขยะแบบ Closed-loop เน้นการคัดแยกเพื่อรีไซเคิลหรือนำไปใช้ประโยชน์ มุ่งสู่การเป็น “อีโค่ เฟรนด์ลี่ มิวสิคเฟสติวัล” หลังจบงาน ขยะที่ถูกคัดแยกแล้ว 5,035 กิโลกรัม ถูกส่งไปรีไซเคิลหรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ขวดพลาสติก PET สามารถเข้าสู่กระบวนการ Bottle-to-Bottle Recycling ได้มากถึง 1,795 กิโลกรัม เพื่อรีไซเคิลเป็นขวดใหม่ หรือที่เรียกว่า ขวด rPET ส่วนกระป๋องอะลูมิเนียม 1,075 กิโลกรัม ก็ถูกจัดการในรูปแบบของ Aluminum Closed-loop เพื่อนำมาผลิตเป็นกระป๋องอีกครั้ง ขยะเศษอาหาร 705 กิโลกรัม ถูกนำไปทำเป็นปุ๋ยหมักช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม และขยะทั่วไป 1,460 กิโลกรัม ถูกเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงขยะ (Refuse Derived Fuel-RDF) แทนที่การฝังกลบ บริษัท เป๊ปซี่โค เซอร์วิสเซส เอเชีย
เป๊ปซี่โค เดินหน้าสานพลังบวก pep+ ผลักดันการดำเนินการเพื่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตเกษตรกร ด้วยเทคโนโลยี และโครงการความร่วมมืออย่างรอบด้าน เป๊ปซี่โค ได้ประกาศกลยุทธ์ PepsiCo Positive (pep+) ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อปรับโฉมธุรกิจในทุกขั้นตอน โดยสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับโลก ด้วยการนำเรื่องความยั่งยืนและการพัฒนาประชากรโลก เข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจและคุณค่าให้กับสังคม กลยุทธ์ pep+ ถูกผนวกเข้ามาในทุกส่วนของธุรกิจ โดยในรายงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social and Governance หรือ ESG) ปี 2564 ได้กล่าวถึงรายละเอียดเรื่องความก้าวหน้าและแสดงตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง จาก 3 เสาหลักภายใต้กลยุทธ์ ซึ่งประกอบด้วย การเกษตรเชิงบวก (Positive Agriculture) ห่วงโซ่คุณค่าเชิงบวก (Positive Value Chain) และทางเลือกเชิงบวก (Positive Choices) สนับสนุนเกษตรแบบฟื้นฟูและเกษตรอัจฉริยะ หนึ่งในกลยุทธ์ PepsiCo Positive (pep+) ของเป๊ปซี่โค มีเป้าหมายและแนวปฏิบัติที่เป็นมิตรต่อผืนดิน เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมด้านการเกษตรบนที่ดินอันเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่เกี่ยวข้
เป๊ปซี่โค เดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรไทยในภาคเหนือ ปลูกมันฝรั่ง ป้อนโรงงาน ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ มันฝรั่ง ถือเป็นพืชอาหารที่สำคัญและมีศักยภาพสูงในเชิงเศรษฐกิจระดับโลก ติดอันดับ 1 ใน 5 ของพืชอาหารที่มีการเพาะปลูกมากที่สุดในโลก รองจาก ข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด และ อ้อย แม้ว่าจะไม่ใช่อาหารหลักของคนไทย แต่สามารถปลูกได้ในประเทศไทยบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ โดยเฉพาะในภาคเหนือตอนบน ที่มีการเพาะปลูกมันฝรั่งกันมาอย่างยาวนาน เพื่อนำมาใช้ในการบริโภคสด โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ “มันฝรั่งพันธุ์บริโภค” หรือที่ใช้รับประทานสด กับ “มันฝรั่งพันธุ์โรงงาน” ซึ่งใช้สำหรับแปรรูปในโรงงานหรือนำมาผลิตเป็นมันฝรั่งแผ่นทอดกรอบนั่นเอง ในปี 2530 – 2531 การปลูกมันฝรั่งได้รับความนิยมอย่างมาก มีการเริ่มขยายพื้นที่การปลูกเพิ่ม เพื่อนำผลผลิตที่ได้ป้อนเข้าสู่โรงงานและนำไปแปรรูปเป็น “มันฝรั่งทอดกรอบ” ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้น “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้รับเชิญให้ไปเยี่ยมชมการเรียนรู้การเพาะปลูกมันฝรั่งในไทย รวมถึงกระบวนการผลิตมันฝรั่งทอดกรอบ จาก บริ
