เมียนมา
เมียนมา กำลังมา! DITP แนะผู้ประกอบการไทย ขยายช่องทางส่งออก เจาะตลาดสินค้าออนไลน์ เพจ สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข่าว นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เผยว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา ได้กล่าวถึงแนวโน้มการใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียของชาวเมียนมาในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันชาวเมียนมามีการใช้งานสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียเพิ่มมากขึ้น มีจำนวนผู้ใช้กว่า 22 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 41 เป็นวัยแรงงานอายุระหว่าง 15-64 ปี คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 67 นับว่าเป็นช่วงอายุที่มีโอกาสจะใช้โซเชียลมีเดีย และซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านออนไลน์แพลตฟอร์มต่างๆ ได้ ประชากรส่วนใหญ่ที่สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เช่น ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และเนปิดอว์ เป็นต้น ผลจากการเติบโตของการใช้สื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียของชาวเมียนมา ทำให้เป็นโอกาสของผู้ผลิต ผู้ส่งออกของไทย ที่จะต้องพิจารณาใช้ช่องทางในการขยายตลาดส่งออกให้กับสินค้าไทย เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ชาวเมียนมามีการค้าขายสินค้าผ่านทาง Facebook และใช้วิธีเก็บเงินปลายทางเป็นส่วนใหญ่ ปี 2
พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์สืบทอดนับพันปี ล้างพระพักตร์พระมหามัยมุนี “พระพุทธรูปมีชีวิต” หากใครมีโอกาสไปท่องเที่ยวที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา เชื่อว่าหลายท่านไม่อยากพลาดที่จะเข้าร่วมพิธีล้างพระพักตร์ “พระมหามัยมุนี” 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของชาวเมียนมา จากบันทึกประวัติศาสตร์ที่ปรากฏ ระบุไว้ “พระมหามัยมุนี” เป็นพระพุทธรูปหล่อทองสำริด ปางมารวิชัยทรงเครื่อง หน้าตักกว้าง 9 ฟุต สูง 12 ฟุต สร้างขึ้นในราว พ.ศ. 688 โดยพระเจ้าจันทสุริยะ กษัตริย์แห่งเมืองธรรมวดี แคว้นยะไข่ ซึ่งทรงศรัทธาในองค์พระพุทธเจ้าอย่างมาก จึงได้สร้างพระพุทธรูปเพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์ขึ้น เมื่อกาลเวลาล่วงมาถึง พ.ศ. 2327 พระเจ้าปดุง ซึ่งเป็นกษัตริย์พม่าได้ไปตีเมืองยะไข่ และอัญเชิญพระพุทธมหามัยมุนี ข้ามแม่น้ำอิรวดีมาประทับที่มัณฑะเลย์ได้สำเร็จ ปัจจุบันองค์พระประดิษฐานอยู่ที่ “วัดมหามัยมุนี” ในเมืองมัณฑะเลย์ กล่าวสำหรับความเชื่อของชาวเมียนมานั้น เชื่อกันว่าพระมหามัยมุนี เป็นพระพุทธรูปมีชีวิต เพราะพระพุทธเจ้าได้ประทาน “ลมหายใจศักดิ์สิทธิ์” เข้าไปในพระวรกายของพระพุทธรูปองค์นี้ ซึ่งความเชื่อนี้เอง ที่เป็นต้นกำเนิดของ “พิธีล
สุดเจ๋ง! ส.ส.หญิงเมียนมา ทำตลาดยุคใหม่ยึดหลักเว้นระยะห่างทางสังคม ป้องกันโควิด อีกหนึ่งเรื่องราวน่าชื่นชมที่ถูกส่งต่อกันมาบนโลกโซเชียล โดยเพจเฟซบุ๊กของ Pyonekathy Naing ปโยนกะตี ไนง์ ส.ส.หญิง แห่งเมืองกะลอ สังกัดพรรค NLD เผยแพร่รายละเอียดและภาพของตลาดเมืองกะลอ รัฐฉาน ประเทศเมียนมา ที่มีการนำพื้นถนนมาจัดสรรให้เป็นตลาด ที่ยึดหลักเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social distancing โดย ปโยนกะตี ไนง์ เสนอแนวคิดกับคณะกรรมการปกครองเมือง จัดหาสถานที่ใหม่แทนตลาดเก่าที่อับทึบ เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าได้ทำมาค้าขาย และปลอดจากโควิด-19 ซึ่งแนวคิดตลาดยุคใหม่ของส.ส.หญิงเมียนมาคนนี้ ถือเป็นอีกแบบอย่างสำคัญ ที่ควรนำมาเป็นแบบอย่างอย่างยิ่ง
สำนักข่าวบีบีซี รายงานการสำรวจจากมูลนิธิช่วยเหลือเพื่อการกุศล หรือ CAF จัดอันดับประเทศที่ใจบุญที่สุดประจำปี 2016 โดยอ้างอิงจากความคิดเห็นของประชากร 140 ประเทศทั่วโลก ประเทศละ 1,000 คน โดยให้คะแนนตามเกณฑ์ชี้วัดของดัชนีการเป็นผู้ให้ หรือ World Giving Index (WGI) แยกเป็น 3 หมวด คือการบริจาคเงิน, การช่วยเหลือคนแปลกหน้า, และการใช้เวลาช่วยงานการกุศลหรืออาสาสมัคร ผลสำรวจระบุว่า เมียนมาเป็นประเทศที่มีคะแนนรวมความใจบุญในด้านต่างๆ สูงที่สุด คิดเป็น 70 คะแนน ทำให้เมียนมาเป็นประเทศใจบุญอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันเป็นปีที่ 3 โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา เมียนมามีประชาชนบริจาคเงินเพื่อการกุศลมากถึงร้อยละ 91, ช่วยเหลือคนแปลกหน้าร้อยละ 63, และทำงานการกุศลร้อยละ 55 ทำให้เมียนมามีค่าเฉลี่ยของความมีน้ำใจมากที่สุดในโลก พร้อมกันนี้จากความเห็นของประชาชนชาวเมียนมาผู้ตอบเเบบสอบถามถึงร้อยละ 91 ระบุว่าพวกเขาบริจาคทรัพย์สินให้ผู้อื่นเป็นประจำ รวมถึงการถวายสังฆทานตามการนับถือศาสนาพุทธ ถือเป็นสถิติสูงสุดเมื่อเทียบกับชาติอื่น ทั้งนี้ ด้านอันดับ 2-20 ประเทศที่ใจบุญมากที่สุดของโลก ประกอบด้วย สหรัฐฯ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด
อัญมณีของเมียนมา โดยเฉพาะ “ทับทิม” นับเป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกที่สำคัญ และสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ ด้วยความงามสมคำร่ำลือของอัญมณีมีค่านี้ ถูกขนานนามว่า “ทับทิมจากเมืองโมก๊ก” คือแหล่งทับทิมที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก เพราะเป็นทับทิมสีแดงสดไปจนถึงแดงเข้มเลือดนก และเป็นที่ชื่นชอบสำหรับนักค้าอัญมณีและนักช็อปจากทั่วโลก โดยเฉพาะนักช็อปมือเติบอย่างชาวจีน นอกจากนี้ยังมี “เหมืองพะกันต์” (Hpakant) ที่เป็นแหล่งผลิตหยกคุณภาพดีและมีปริมาณการผลิตมากที่สุดในโลก ที่ทำรายได้ให้กับประเทศไม่แพ้กัน ล่าสุดกระแสความกังวลของผู้ประกอบการค้าเพชรและอัญมณีในเมียนมาเริ่มปะทุอีกครั้งหลังจากที่กระทรวงแผนงานและการเงินแห่งเมียนมา ประกาศจะทบทวนปรับเพิ่มอัตราภาษีการค้าของ “อัญมณี” ซึ่งถูกจัดให้เป็นหนึ่งในรายการ “ภาษีสินค้าโภคภัณฑ์พิเศษ” (Special Commodities Tax Law) จากทั้งหมด 16 รายการ โดยรายการภาษีสินค้าโภคภัณฑ์พิเศษ ได้แก่ สินค้าประเภทบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท นํ้ามันเชื้อเพลิง ยานพาหนะ ไข่มุก หยก และอัญมณีทั้งหมด ซึ่งมีอัตราภาษีจัดเก็บเท่ากันอย
