เวชสำอางสัญชาติไทย
คนใส่ใจความสวยความงามกันมากขึ้น แต่ตลาดสกินแคร์ 20,000 ล้านบาท กลับเติบโตเพียง 0.6% เพราะคนหันไปดูแลตัวเองจากการทำหัตถการที่เห็นผลได้เร็วกว่ามากขึ้น อย่างไรก็ดี การดูแลผิวที่ถูกต้องและยั่งยืนยังคงเริ่มจากการเลือกใช้เวชสำอางที่ดีในทุกๆ วัน ในตลาดสกินแคร์ 20,000 ล้านบาท แบ่งออกได้เป็นตลาดเวชสำอาง (Medical Skincare) มูลค่า 5,000 ล้านบาท โดยมี สมูทอี (Smooth E) แบรนด์เวชสำอางที่อยู่คู่คนไทยมา 30 ปี ติดอยู่ใน Top 5 ของตลาด แต่การอยู่มานานระดับ 30 ปี ก็เป็นโจทย์ยากที่แบรนด์จะต้องเผชิญ สมูทอี ถูกเรียกว่าเป็น “แบรนด์ของคนรุ่นแม่” แบรนด์รุ่นแม่ส่งต่อลูก เภสัชกรศุภาพิชญ์ พิทยานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า สมูทอี (Smooth E) เป็นแบรนด์เวชสำอางอายุ 34 ปี พูดถึงสมูทอี คนก็นึกถึง โฟมไม่มีฟอง แต่นั่นเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ทุกวันนี้สมูทอีมีไลน์ผลิตภัณฑ์เวชสำอางครอบคลุมทุกประเภท แต่ผู้บริโภคไม่ค่อยรู้ ยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ สมูทอีถูกมองว่าเป็นแบรนด์ของคนรุ่นแม่ เพราะ Gen Z รู้จักแบรนด์มาจากการที่คุณแม่เป็นคนเลือกให้ จึงเป็นโจทย์ให้สมูทอีปรับภาพลักษณ์แบรนด์ตั้งแต่
ในช่วงเวลาเพียง 2 ปี แบรนด์เวชสำอางสัญชาติไทยอย่าง SKINPRO Rx สามารถสร้างยอดขายทะลุ 148 ล้านบาท ได้ด้วยเติบโตจากฐานสูตรเวชสำอางที่ใช้ใน ‘พรเกษม’ มายาวนานกว่า 40 ปี สู่แบรนด์ที่กำลังกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ด้วยจุดยืนที่ชัดเจนว่าเป็น “เวชสำอางที่เข้าใจผิวคนไทยอย่างแท้จริง” เบื้องหลังความสำเร็จนี้ คือการผสมผสานระหว่างความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ของพรเกษม กับกลยุทธ์ธุรกิจที่ทันสมัยโดยทายาทรุ่นสอง คุณหั่ง-สัมมา ศรีปรัชญาอนันต์ จุดเริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในคลินิก สู่แบรนด์เวชสำอาง ทายาทรุ่น 2 เล่าว่า จากการรักษาปัญหาผิวหนังมาตลอด 40 ปี ทำให้พรเกษมพัฒนาสกินแคร์ขึ้นมาเพื่อจ่ายให้คนไข้ในคลินิก ซึ่งขายดีชนิดที่ว่าคนไข้รักษาสิวหายแล้ว ก็ยังมาซื้อใช้ต่อ แต่ปัญหาคือ คนอยากซื้อ ต้องมาถึงคลินิกเท่านั้น ในจุดนี้เองทำให้ มองเห็นโอกาสว่า “แล้วทำไมเราไม่เอาของดีที่มีอยู่แล้วในคลินิก มาทำให้ซื้อได้ง่ายขึ้นล่ะ” จึงเป็นที่มาจากโจทย์การนำผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่ใช้อยู่ในคลินิก มาทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงง่ายขึ้น ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ใช้บริการคลินิกก็หาซื้อได้ โดยหลังจากเรียนจบ MBA
