เศรษฐกิจดี
บอกเป็นเสียงเดียว! นักศึกษา-พนง.บริษัท “มาห้างฯไม่ได้ซื้อของ แค่มาตากแอร์…จ้า” ร้อนระอุ! บนโซเชียลเมื่อไม่นาน หลังจากมีคนตั้งกระทู้ถามในเว็บไซต์พันทิป “เมื่อวานเดินห้าง คนเยอะมากขนาดหนัก จะว่าคนมาเดินห้างเล่นหลบร้อนก็ไม่ใช่ เพราะชั้นที่มีร้านอาหาร คนต่อคิวมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน จนผมหาของกินแทบไม่ได้ เพราะไม่ชอบรอคิว แถมคนมาช้อปปิ้งซื้อของติดมือกันเต็มไปหมด คึกคักมากจริงๆ เศรษฐกิจในกรุงเทพ ทำไมมันต่างจากต่างจังหวัดมากขนาดนี้ เรื่องจริงนะฮะ ไหนว่าเศรษฐกิจไม่ดีกันไงฮะ” หลังจากที่กระทู้นี้ถูกนำเสนอออกไป ได้กลายเป็นที่ถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ทั้งในกระทู้ดังกล่าว และบนหน้าสื่อออนไลน์อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ฟากประชาชนเอง ต่างออกมาร่วมแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จึงพาบุกห้างสรรพสินค้าชื่อดังย่านลาดพร้าว รวบรวมความคิดเห็นบางส่วนมานำเสนอ คุณบีม พนักงานบริษัท ให้ข้อมูลว่า ปกติหลังเลิกงาน ก็จะไปเดินตากแอร์ฯ ในห้างแถวที่ทำงาน ระหว่างรอกลับบ้าน เป็นการประหยัดไฟที่บ้านไปในตัว เพราะช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เงินเดือนที่ได้มาก็จ่ายไปกับภาระค่าใช้จ่า
ประธาน สอท. ฉะหาเสียงขึ้นค่าแรง ป.ตรี 2 หมื่น โยนภาระให้เอกชน ชี้ควรทำให้เศรษฐกิจดีก่อน วันที่ 14 มี.ค. นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีพรรคการเมืองประกาศนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงมาหาเสียง เช่น พรรคพลังประชารัฐ ประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำวันละ 400-425 บาท อาชีวะ 18,000 บาทต่อเดือน ปริญญาตรี 20,000 บาทต่อเดือนว่า ภาคเอกชนเคยประกาศมาหลายครั้งแล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือพรรคการเมือง ไม่ควรนำเรื่องการปรับขึ้นค่าแรงมาใช้หาเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นการผลักภาระให้ภาคเอกชน สิ่งที่ควรทำ คือ ควรมุ่งทำเศรษฐกิจให้ดี เมื่อเศรษฐกิจดี ภาคเอกชนขายของได้ ก็จะเสียภาษีมากขึ้น เมื่อมีภาษีมากขึ้น ก็ให้นำเงินภาษีมาใช้ ส่วนประเด็นเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำ 20,000 บาท เรื่องนี้สิ่งที่ควรทำ คือ ทำให้แรงงานที่จบใหม่ตรงตามความต้องการภาคเอกชน สามารถทำงานได้จริงเลย ไม่ต้องมาฝึกงาน ทดลองงาน “ดูอย่างประเทศจีนเมื่อ 10 ปีก่อน ค่าแรงขั้นต่ำคนจีนต่ำกว่าของไทยหลายเท่า พอเมื่อเศรษฐกิจดี ค่าแรงก็ปรับขึ้นเอง ตอนนี้ถ้าปรับค่าแรงขึ้นมากเกินไป เอกชนจะอยู่ไม่ได้ ล้มหายตายจาก ไม่มีเงินจ้
‘สมคิด’ มั่นใจ ‘บิ๊กตู่’ กลับมาเป็นนายกฯ เชื่อเศรษฐกิจดีหลังเลือกตั้ง เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 7 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล คุณสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ให้สัมภาษณ์ภายหลัง คุณทะดะชิ มะเอะดะ ผู้ว่าการธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น เข้าพบในกรณีความเชื่อมั่นนักลงทุน หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคไทยรักษาชาติ ว่า คิดว่าหลังจากนี้การเมืองไม่ได้ร้อนอะไร ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและหลักการ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล เรื่องการลงทุนไม่มีอะไรต้องกังวล ภาพรวมสถานการณ์เศรษฐกิจช่วงสุดท้ายในการเลือกตั้ง ในภาวะเศรษฐกิจทั่วไปในช่วง 3 เดือนนี้ ทุกคนคงใจจดใจจ่ออยู่กับเรื่องการเลือกตั้ง แต่หลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไป เมื่อมีความชัดเจนทางการเมือง ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติ สถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้น นักลงทุนที่ลงทุนในประเทศไทยไม่ได้กังวลสถานการณ์การเมืองไทย เพราะเขาคุ้นเคยกันอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวล เมื่อถามว่าได้ติดตามน้องๆ ในพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ ถึงกระแสนิยมพรรค คุณสมคิด กล่าวว่า ตนไม่ค่อยได้ไปยุ่งกับพวกเขาเท่าไหร่ นานๆ เจอกันกินข้าวกันทีก็เห็นสดชื่นดี เมื่อถามว่า วันก่อน
เลือกตั้งแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นไหม!?! 2562 “มนุษย์เงินเดือน” ทำมาหากินอะไรดี ………. เดินทางไปไหนก็มีแต่คนถามว่า…เลือกตั้งแล้วเศรษฐกิจจะดีขึ้นไหม? ซึ่งผมก็ให้คำตอบแบบชัดๆ ไม่ได้ว่าจะดีขึ้นหรือไม่ เพราะไม่ทราบจริงๆ แต่กระนั้น ผมก็นำคำถามเดียวกันนี้ไปถามนักธุรกิจบางคนที่พอจะรู้จัก หรือสนิทสนมกันบ้าง เขาก็ตอบกลับมาว่า…ไม่น่าจะดีขึ้นมาก เพราะขนาดยังไม่เลือกตั้ง ยังซัดกันขนาดนี้ และระหว่างช่วงหาเสียงเลือกตั้งล่ะจะซัดกันขนาดไหน ไม่นับถึงตอนระหว่างจัดตั้งรัฐบาล อีกว่าคงจะมีอะไรชุลมุนอีกเยอะ นักธุรกิจคนนั้นย้ำหนักแน่นกับผมว่า…เห็นทีคงจะวุ่นต่อไม่เลิก เพราะฉะนั้น ทางที่ดีเราต้องเตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้บ้าง ใครพอจะมีเงินสดอยู่ ก็ต้องบริหารจัดการให้เป็น อย่าไปลงทุนอะไรเยอะ ค่อยๆ ดูค่อยๆ คิด และค่อยๆ วางแผนว่ารัฐบาลใหม่เขาจะนำพาประเทศชาติไปทางไหน ซึ่งผมฟังแล้วเห็นด้วยทุกประการ เพราะอย่างที่ทุกคนทราบดี ตอนนี้ปัญหาเรื่องปากท้องเป็นเรื่องสำคัญมาก ไปไหนก็มีแต่คนขาย แต่แทบหาคนซื้อไม่ได้เลย และคนที่ขายของอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในออฟไลน์และออนไลน์ ต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า̷
“ประยุทธ์” โวผลงาน 4 ปีของรัฐบาลคสช. เศรษฐกิจโดยรวมไม่มีตัวไหนแย่ ยันเร่งกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก บอก10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเปรียบคนชีพจรเต้นอ่อน เพราะขาดเสถียรภาพ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.กล่าวในรายการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตอนหนึ่ง ว่า การวัดผลงานรัฐบาลในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา หากเราดูที่ตัวเลขเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว ก็จะเห็นว่าไม่มีตัวไหนที่แย่ลง มีการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้นถึง 4 ล้านล้านบาท GDP ของเราโตขึ้นมา 2 ล้านล้านบาท การส่งออก การลงทุน ความเชื่อมั่นต่างๆก็ปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ว่า 4 ปีที่ผ่านมานั้น ภาคเกษตรของเรากลับลำบากมาก ไม่เหมือนกับยุคต้มยำกุ้งที่ตลาดโลกดี พืชผลทางการเกษตรก็ดีทำให้ขายได้ ประเทศมีรายได้มาช่วยจุนเจือให้เราพ้นวิกฤตในที่สุด แต่ครั้งนี้นั้นตลาดโลกยังซบเซา ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมาโดยตลอด ยิ่งกว่านั้นความไม่แน่นอนในนโยบายการค้าของต่างประเทศ และความไม่สงบ ในหลายพื้นที่ในโลก ก็ช่วยกันซ้ำเติม ทำให้ความต้องการสินค้าและบริการในตลาดโลก ก็อาจจะยังไม่ดีขึ้นนัก นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต
