แกงกะหรี่
ยกไอเทมขายดีในญี่ปุ่นมาให้แล้ว! แกงกะหรี่พร้อมทาน สินค้าใหม่จาก มูจิ มีให้เลือกกว่า 5 รสชาติ มูจิ ประเทศไทย (MUJI) ชวนลิ้มลอง MUJI CURRY แกงกะหรี่สำเร็จรูป 5 รสชาติ ได้แก่ BUTTER CHICKEN CURRY, DHAL CURRY, CHICKEN RENDANG, CHICKEN MASAK LEMAK และ CHICKEN KEEMA CURRY ไอเทมขายดีใน MUJI ประเทศญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ผลิตภัณฑ์อาหารยอดฮิตระดับโลก จากต้นแบบแนวคิด Learn Locally เรียนรู้จากวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ร้าน MUJI ได้ไปเปิดสาขา แล้วพัฒนาต่อยอดจากต้นตำรับท้องถิ่น ผสานความพิถีพิถันในสไตล์ MUJI ที่ใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุด รวมทั้งไม่มีการแต่งกลิ่น สี และรสชาติ จนเกิดกลายเป็น MUJI CURRY พร้อมมอบประสบการณ์ทางรสสัมผัสของแกงกะหรี่ที่คงอัตลักษณ์ท้องถิ่น ให้ทั้งผู้บริโภคนักท่องเที่ยวที่มองหารสชาติที่คุ้นเคย และผู้บริโภคชาวไทยได้ลิ้มลองรสชาติแกงกะหรี่ใหม่จากเมนูท้องถิ่นที่แตกต่าง วางจำหน่าย MUJI CURRY แกงกะหรี่ 5 รสชาติ ในราคาเพียง 139 บาท ตั้งแต่วันนี้ ที่ร้าน MUJI ทุกสาขาทั่วประเทศ จากพันธกิจหลักของ MUJI ในการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน โดยใส่ใจในชุมชนท้องถิ่นในทุกๆ มิติ ด้วยเหตุนี้ เมื่อ MUJI ได้ขยาย
ข้าวแกงกะหรี่ เมนูกู้วิกฤตครอบครัวชาวประมง สองพี่น้องสุดขยัน ช่วยกันทำขาย เมื่อโรคระบาดมาเยือน “อาชีพไต๋เรือ” ของผู้เป็นพ่อที่เคยหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย ต้องพบกับวิกฤต ลูกสาววัย 21 ปี จึงไม่ขออยู่เฉย ตัดสินใจดรอปเรียนเพื่อลดภาระครอบครัว แล้วมาเริ่มต้นเปิดร้านข้าวแกงกะหรี่ เมนูที่แม่และน้องสาววัย 15 ปี ทำกินประจำ โดยตั้งชื่อร้านว่า “ไต๋ไต๋ แกงกะหรี่” เชื่อไหมว่าเมนูนี้ สามารถกู้วิกฤตครอบครัวได้อย่างน่าเหลือเชื่อ แม้จะสร้างรายได้ไม่เท่าอาชีพไต๋เรือ แต่ก็ทำให้คนในครอบครัวยิ้มได้ คุณเนย-ภัทราพร โพธิ์เพียรทอง วัย 21 ปี เล่าให้เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ฟังว่า ไต๋ไต๋ แกงกะหรี่ เกิดขึ้นเพราะวิกฤตโควิดรอบ 2 จังหวัดสมุทรสาครได้รับผลกระทบหนัก ส่งผลไปถึงอาชีพไต๋เรือของครอบครัว จึงตัดสินใจดรอปเรียนขณะศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 1 เทอม 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว “ออกเรือประมงรายได้เยอะค่ะ ก่อนวิกฤตได้หลักแสนต่อ 15 วัน พอวิกฤตมาสถานการณ์ย่ำแย่มาก ดูแล้วไม่น่าไหว เลยเดินไปบอกแม่ขอดรอปเรียน เพราะช่วงอู้ฟู่เคยได้เงินเดือน 12,000 บาท ค่าหออีกราวๆ 6,00
“กะหรี่ 3 สไตล์” ไทย-จีน-ญี่ปุ่น ทำให้อร่อย ว่าง่ายก็ง่าย ว่ายากก็ยาก แกงกะหรี่ไทย สามารถดัดแปลงเครื่องแกงเผ็ดแดง โดยลดพริกแดงลง เพิ่มขมิ้นผง เครื่องเทศอีกสองสามอย่าง และที่ขาดไม่ได้คือ ผงกะหรี่ ฝรั่งเรียก “เคอรี่พาวเดอร์ (Curry powder)” ที่จริงผงกะหรี่ก็คือส่วนผสมของเครื่องเทศ ขมิ้นผง อบเชย กานพลู กระวาน พริกไทย และอีกหลายประการแล้วแต่สูตร แขกเรียกรวมๆ ผงกะหรี่อยู่ในกลุ่ม “มาซาล่า (Masala)” คนจีนในเมืองไทยดัดแปลงแกงเผ็ดหลายชนิดให้ถูกปากกลุ่มของคนจีน ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาแตกต่างไปจากแกงเผ็ดไทยเกือบสิ้นเชิง แกงเผ็ดแบบจีนหากินได้ที่เยาวราช เช่น แกงเขียวหวานไก่ใส่ฟักเขียว ไม่มีมะเขือพวงแบบคนไทย แต่อาจจะใส่มะเขือยาว เพราะคนจีนชินกับมะเขือยาว รสชาติของแกงเผ็ดจะละมุนมาก ไม่เผ็ด ใสๆ อมหวาน ราดข้าวกินคล่องคอ อีกแกงหนึ่งที่ต่างออกไปมากคือ แกงกะหรี่จีน นิยมแกงกับเนื้อ เอ็นเนื้อ ไม่ใส่มันฝรั่ง หรือผักใดๆ และใส่แป้งมัน คนให้เหนียวไว้ราดข้าวคล้ายข้าวหน้าไก่ มีพริกชี้ฟ้าเขียวหั่นไว้ให้กินแก้เลี่ยนด้วย ข้ามฝั่งจากจีนไปญี่ปุ่น ที่นั่นได้รับอิทธิพลอาหารจีนไปเต็มๆ แต่ดัดแปลงให้เข้ากับภูมิประเทศซึ่งล้อมรอบ
“แกงกะหรี่” ไม่ใช่ “แกงโสเภณี” เป็นแค่คำพ้อง และมีที่มาคนละทิศละทางกัน ด้วยเหตุที่เป็นคำพ้อง พอพูดถึงแกงกะหรี่ คนไทยต้องพานไปคิดถึงคำว่า “กะหรี่” ที่เข้าใจกันดีว่าหมายถึง “โสเภณี” ทั้งๆ ที่ศัพท์สองคำนี้มีที่มาคนละทางกัน อาจารย์จำนงค์ ทองประเสริฐ ราชบัณฑิตเสนอไว้ “กะหรี่” แผลงมาจาก “ช็อกกะรี” ของภาษาฮินดี แผลงมาจาก “โฉกกฬี” (Chokari) อีกทีแปลว่าเด็กผู้หญิง ส่วนเด็กผู้ชายเรียกว่า “ช็อกกะรา” หรือ “โฉกกฬา” (Chokara) คนที่เคยไปอินเดียมาเขาบอกว่าศัพท์สองคำนี้มีนัยหมายถึงเด็กจรจัด ไทยเรารับคำอินเดียมาเยอะ คงจะเรียกเด็กผู้หญิงที่ทำอาชีพนี้ตามแขกว่า “ช็อกกะรี” ค่อยกร่อนคำตามนิสัยคนไทยเหลือสั้นๆว่า “กะรี” จนออกเสียงให้สะเด็ดเผ็ดมันขึ้นว่า “กะหรี่” ทีนี้มันดันไปพ้องกับคำว่า “กะหรี่” ที่ไทยถอดศัพท์มาจาก “Kari” ของแขกหมายถึง แกงเผ็ดทุกชนิดที่ใส่เครื่องเทศ เช่น ขมิ้น กระวาน อบเชย กานพลู ซึ่งอังกฤษครองเมืองแขกอยู่นานถึง 89 ปี ระหว่างปี ค.ศ. 1858-1947 เลยรับของแขกๆ ไปหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือคำเรียกแกงเผ็ด จากคำว่า Kari ฝรั่งออกเสียงเป็น เคอรี่ (Curry) ไทยเรา รับวัฒนธรรมการกินจากแขกมาเช่นกัน เครื่องแก
