แก้ปัญหาอุบัติเหตุ
อุทาหรณ์ “มนุษย์เงินเดือน” ใช้ชีวิตวันหยุดอย่างไร ไม่ให้โดนไล่ออก จากกรณีโลกออนไลน์แชร์คลิปเหตุการณ์รถเก๋งซีวิคชนกับรถกระบะ จนหนุ่มนักเรียนนอกหัวร้อน แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ใส่อารมณ์เกรี้ยวกราด พูดดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ และคนไทย รวมทั้งพูดในทำนองเหยียดหยามคนขับรถกระบะว่า ตนนั้นอายุแค่ 24 ปี แต่มีเงินเก็บในบัญชีเงินฝากออมสิน 1 ล้านบาท ขับรถป้ายแดง เป็นลูกเศรษฐีอยู่บ้านแลนด์แอนด์เฮ้าส์ โดยไม่ฟังแฟนสาวห้ามปราม จนเป็นเหตุให้บริษัทประกาศไล่ออกกะทันหัน โดยผู้เป็นพ่อของหนุ่มคนดังกล่าว ได้แสดงความเห็นว่า เรื่องนี้ไม่เป็นธรรมกับลูกชายของตนเอง เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ สอบถามไปแผนกบุคคล บริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง อธิบายถึงกรณีหนุ่มหัวร้อนถูกบริษัทต้นสังกัดไล่ออกทันทีนั้นว่า ทุกๆ บริษัทจะมีกฎระเบียบข้อหนึ่งระบุไว้ว่า พนักงานต้องประพฤติตนเป็นพลเมืองที่ดี อยู่ในระเบียบและกฎเกณฑ์ของสังคม ไม่ประพฤติตนเป็นคนเสเพล เป็นคนอันธพาล กระทำหรือร่วมการกระทำใดๆ อันผิดกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน รวมถึงการกระทำนั้นต้องไม่กระทบต่อชื่อเสียงของบริษัท อย่างในกรณีของหนุ่มแว่นหัวร้อน ถือว่า
นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการมั่นใจทั่วไทย รถใช้จีพีเอส(GPS)ว่า เพื่อให้รถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่วิ่งบริการบนท้องถนน มีความปลอดภัยและลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน จึงกำหนดให้รถโดยสารสาธารณะทุกคัน รถลากจูง และรถบรรทุกตั้งแต่สิบล้อขึ้นไปต้องติดตั้ง GPS Tracking พร้อมเครื่องแสดงตัวผู้ขับรถตามระยะเวลาที่กำหนด เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2559 จนถึงวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกติดตั้ง GPS Tracking และเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์ฯ GPS แล้ว จำนวนทั้งสิ้น 92,745 คัน แบ่งเป็นรถโดยสารประจำทาง 4,745 คัน รถโดยสารไม่ประจำทาง 10,598 คัน รถบรรทุกไม่ประจำทาง 30,778 คัน รถบรรทุกส่วนบุคคล 19,980 คัน นอกนั้นเป็นรถอื่นๆ ทั้งนี้ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด รถโดยสารสองชั้นทุกคันต้องติดตั้ง GPS Tracking และเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบ GPS Tracking ภายในรอบปีภาษี 2559 เช่นเดียวกับรถโดยสารสาธารณะประเภทอื่น รถลากจูง และรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไปที่ติดตั้ง GPS Tracking ไว้อยู่เดิม ต้องเชื่อมโยงข้อมูลเข
