แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร
กินนม ชมควาย ที่ “ลาว บัฟฟาโล เดรี่” ฟาร์มควายแห่งเดียวใน สปป.ลาว ครั้งหนึ่งมีโอกาสได้ไปเยือน สปป.ลาว ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่วัฒนธรรมหลายอย่างคล้ายกันกับไทย แวะเวียงจันทน์แล้วไม่ลืมที่จะแวะหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกที่ยังคงวัฒนธรรม ประเพณีพื้นบ้าน และวิถีชีวิตไว้ได้ครบถ้วนทุกย่างก้าว ที่หลวงพระบางนอกจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจออกแนวเกษตรนิดๆ ไว้สำหรับศึกษาดูงาน เที่ยวแบบชิลๆ เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “Laos Buffalo Dairy หรือ ลาว บัฟฟาโล เดรี่” ฟาร์มควายแห่งเดียวใน สปป.ลาว ก่อตั้งโดย คุณซูซี่ มาร์ติน สาวชาวออสเตรเลียที่หลงใหลในมนต์เสน่ห์ของ สปป.ลาว จนเกิดเป็นฟาร์มควายแห่งนี้ขึ้นมา ฟาร์มควาย ลาว บัฟฟาโล เดรี่ มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาไม่ขาด มากันแบบครอบครัว เป็นคู่ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นกรุ๊ปจากต่างประเทศ เมื่อมาถึงทีมงานของฟาร์มจะออกมาต้อนรับอย่างดี มีโต๊ะสำหรับนั่งพัก พร้อมนมควายปรุงแต่งรสกาแฟ โกโก้ ขนมที่ทำจากนมควาย เสิร์ฟให้ทานก่อนเยี่ยมชมฟาร์ม ระหว่างนั่งพัก คุณซูซี่เจ้าของฟาร์มพร้อมล่ามจะออกมากล่าวต้อนรับ พร้อมเล่าประวัติของฟาร์มให้ฟังคร่าวๆ
จากบ้านพักส่วนตัว ต่อยอดเป็นฟาร์มท่องเที่ยววิถีไทยบ้าน ถูกจริตนักท่องเที่ยว ทัวร์ลงตรึม ผมอยากให้ทุกคนที่มา มีความสุข คำพูดแสนเรียบง่าย แต่ความหมายยิ่งใหญ่จากหัวใจของ คุณธงชัย ปริเตนัง ผู้เนรมิตพื้นที่ว่างเปล่าชานเมืองเชียงใหม่ให้กลายเป็นฟาร์มท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ จินเจอร์ ฟาร์ม (Ginger Farm) ฟาร์มที่เปิดประสบการณ์ให้ทุกคน โดยเฉพาะเด็กน้อย เข้ามาเล่นสนุกเรียนรู้ใกล้ชิดธรรมชาติวิถีลูกทุ่งแท้ๆ ช่วยเติมความสุข และเก็บเป็นความประทับใจตลอดไป คุณธงชัย เล่าว่า พื้นฐานครอบครัวเคยประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมื่อเติบโตมุ่งประกอบธุรกิจผลิตสินค้าหัตถกรรมแฮนด์เมด และของตกแต่งบ้านส่งออกต่างประเทศ รวมถึงทำธุรกิจร้านอาหาร แต่ในส่วนลึกแล้ว ยังคงรักการทำเกษตรเสมอมา อยากจะใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ จึงนำที่ดินที่ซื้อไว้ใน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ปลูกบ้านพักส่วนตัวพร้อมลงมือทำเกษตรอินทรีย์ครบวงจรด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทำนาปลูกข้าว และฟาร์มเลี้ยงสัตว์ จากบ้านพักส่วนตัว กลายมาเป็นศูนย์การเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ ด้วยเหตุบังเอิญ เมื่อลูกหลานที่มาเล่นทำกิจกรรมการเกษตรที่บ้านพัก เช่น ดำนา ขี่คว
สองสามีภรรยายอมทิ้งธุรกิจขายส่งเสื้อผ้า เดินตามฝันเป็นเกษตรกร ปัจจุบันเป็นเจ้าของดอนดีฟาร์ม เลี้ยงแพะ 300 ตัว แกะ 400 ตัว เปิดร้านอาหารเสิร์ฟผักปลอดสารพิษ นักท่องเที่ยวติดใจต่างบอกต่อ อนาคตสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่ดินแดนยุทธหัตถี “ดอนดีฟาร์ม” คุณสง่า มีปลอด และ คุณฉันทนา หอมจันทร์ ที่บ้านเลขที่ 89/1 หมู่ที่ 4 ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี เล่าว่า “ผมกับแฟนทำธุรกิจเสื้อผ้าอยู่ที่กรุงเทพฯ มานานจนถือว่าประสบความสำเร็จ เป็นที่รู้จักในแวดวงเสื้อผ้าขายส่ง แต่เมื่อ 4 ปีที่แล้วเรามานั่งคิดดูธุรกิจของเราประสบความสำเร็จก็จริง แต่เราก็ยังไม่ได้เดินตามฝัน ยังไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารักจริงๆ นั่นคือการเลี้ยงสัตว์ ทำสวน ผมก็ไปศึกษาแนวคิด พระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ เศรษฐกิจพอเพียง ก็เกิดแรงจูงใจอยากจะลงมือทำเกษตร พอดีในช่วงนั้นเราได้ไปเที่ยวรีสอร์ตที่อำเภอสวนผึ้ง ราชบุรี ก็รู้สึกว่าแบบนี้นี่แหละที่เราชอบ” คุณสง่า และคุณฉันทนา เมื่อได้ข้อสรุป ทั้ง 2 ท่านจึงกลับมาลงทุนทำรีสอร์ตและเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ที่บ้านของคุณฉันทนา ในอำเภอพนมทวน โดยตั้งชื่อว่า ดอนดีฟาร์มแก
สาวโคราช ผุดไอเดียแปลงไร่ข้าวโพดแห้งแล้ง เป็น “วิมานบ้านโคก” แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรผสมผสาน สาวโคราชปรับที่ดินแปลงไร่ข้าวโพด 11 ไร่ บริเวณบ้านโป่งแมลงวัน หมู่ที่ 5 ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา ที่เคยแห้งแล้ง ทำเป็นสวนเกษตรผสมผสาน และตกแต่งพื้นที่บริเวณโดยรอบให้มีวิวสวยงาม จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ จ.นครราชสีมา ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก แห่มาถ่ายรูปเซลฟี่ เช็กอินกันอย่างคึกคัก โดยแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่นี้ มีชื่อว่า “วิมาน บ้านโคก” ซึ่งมี น.ส.อานาตา เลาสูงเนิน ดูบัว อายุ 35 ปี เป็นเจ้าของ เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน ภายในสวนแบ่งเป็น 3 โซน คือ 1. โซนทุ่งนา ซึ่งจะมีทุ่งนาอยู่ประมาณ 5 ไร่ โดยมีสะพานไม้ทอดยาวผ่ากลางทุ่งนา และล้อมรอบทุ่งนาเป็น 4 เหลี่ยม มีต้นทานตะวัน และดอกไม้ชนิดต่างๆ อยู่ 2 ข้างสะพาน อีกทั้งยังมีการจัดทำซุ้มสวยๆ ไว้ตามจุดต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักผ่อน และมีถนนดอกหญ้าที่สุดโรแมนติก ให้ถ่ายรูปเซลฟี่กันอย่างจุใจ 2. โซนร้านอาหาร ซึ่งจะมีร้านอาหาร และร้านกาแฟไว้บริการนักท่องเที่ยว โดยจัดทำเป็นกระท่อมเล็กๆ อยู่ชายทุ่งนา เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้นั่งรับประทานอาหารใ
ไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร…ที่ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวิถีชีวิตชุมชนน่าสนใจใน กิจกรรมล่องเรือชมสวนคลองมหาสวัสดิ์ ที่ได้รับความนิยมและเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวทุกคนอยากไป โดยคลองมหาสวัสดิ์ เป็นคลองที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2403 มีความยาวประมาณ 28 กิโลเมตร เริ่มต้นจากคลองลัดบางกรวยหรือคลองบางกอกน้อย ใกล้วัดชัยพฤกษมาลา ไหลผ่านเป็นเส้นแบ่งเขตระหว่างอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี กับเขตตลิ่งชันและเขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ผ่านอำเภอพุทธมณฑล ไปออกแม่น้ำท่าจีนที่ตำบลงิ้วราย อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พลิกผืนนาปลูกบัวฉัตรบงกช เก็บดอกขาย ควบคู่ท่องเที่ยว แวะจุดแรกที่ นาบัวคลองมหาสวัสดิ์ สถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจ เส้นทางเศรษฐีได้รับเกียรติจาก ผู้ใหญ่มนูญ นราสดใส อายุ 58 ปี ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรคลองมหาสวัสดิ์ เล่าที่มาให้ฟังว่า นาบัวคลองมหาสวัสดิ์เกิดขึ้นมายาวนานตั้งแต่ปี 2522 แต่เดิมชาวบ้านประกอบอาชีพทำนา ช่วงหลังราคาข้าวตก พ่อค้าคนกลางเก็งราคา รายได
ว่าไปแล้วเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนมักชอบไปเที่ยวต่างจังหวัดตอนปลายฝนต้นหนาว หลายคนไม่ชอบไปเที่ยวตอนหน้าฝน แต่ในความเป็นจริงการไปสัมผัสสถานที่ต่างๆ ในหน้าฝนก็ให้ความรู้สึกไปอีกแบบ โดยเฉพาะการไปในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติทั้งหลาย อย่างเช่นในป่าดงพงไพร หรือสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร มองไปที่ไหนก็เห็นแต่ความเขียวขจี ให้ความรู้สึกสดชื่นตลอดเวลา แม้บางช่วงบางตอนจะมีฝนโปรยปรายมาบ้างก็ตาม อย่างเมื่อไม่นานมานี้ “คุณสมฤดี จิตรจง” ผู้อำนวยการภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ดูแลพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด ได้เชิญนักข่าวจากส่วนกลางกลุ่มหนึ่งไปร่วมโครงการ “เที่ยวอีสาน ยามฝนพรำ” โดยเลือกเส้นทางปากช่อง-เขาใหญ่ ซึ่งทาง ททท.อีสาน ต้องการจะโปรโมตให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและท่องเที่ยวเชิงเกษตร เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมเข้ากับเทรนด์การท่องเที่ยวของคนในยุคนี้ที่หันมาเอาใจใส่ดูแลสุขภาพกันมากขึ้น จากวิกฤตเปลี่ยนเป็นโอกาสเปิดขายสินค้าโอท็อปด้วย จุดหนึ่งที่ไปเยี่ยมชมกันคือ “สนผักปากช่อง” ของ คุณเสก-ชยพล กลมกล่อม ในตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นฟาร์
