โฆษณาเกินจริง
เตือนแล้วนะ “กระทะเหล็ก” ไม่ช่วยเพิ่มธาตุเหล็ก บอกเลย โฆษณาโอเวอร์ นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงกรณีโซเชียลมีเดีย มีการส่งต่อข้อมูลการขายสินค้ากระทะเหล็ก ที่อวดอ้างสรรพคุณ ว่า มีธาตุเหล็กและช่วยเพิ่มธาตุเหล็กในอาหาร ถือเป็นการโฆษณาเกินจริง เพราะยังไม่มีงานวิจัยใดสามารถยืนยันได้ สำหรับสาเหตุที่ผู้ปรุงอาหารนิยมนำกระทะเหล็ก มาใช้ปรุงประกอบอาหาร เพราะร้อนเร็ว ให้ความร้อนสูง ใช้เวลาในการปรุงอาหารน้อย และยังทำให้อาหารสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการน้อยลง แต่ข้อเท็จจริง คือ ความร้อนสูงที่ใช้ในการปรุง จะทำให้อาหารไขมันสูงบางชนิดก่อให้เกิดสารเคมีที่ไม่ดีต่อสุขภาพ หากไม่ระวังให้ดี การปรุงอาหารด้วยกระทะเหล็กอาจทำให้อาหารไหม้ได้ง่าย ดังนั้น การปรุงอาหารด้วยกระทะเหล็กจะดีต่อสุขภาพหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยเฉพาะอาหารหรือวัตถุดิบที่ใช้ ปริมาณ และชนิดของน้ำมันที่ใช้ในการปรุงอาหารอีกด้วย “การขาดธาตุเหล็กส่วนใหญ่มักจะเกิดกับผู้หญิง สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการมีประจำเดือน และในกลุ่มคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ รวมไปถึงหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ร่างกายต้องการธาตุเหล็กเพื่อนำมาสร้าง
คนค้าขายต้องรู้! โฆษณาด้วยข้อความ เกินจริง-ปัดความรับผิดชอบ-พิสูจน์ไม่ได้ ระวัง มีโทษปรับ-จำคุก เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณา เรื่อง แนวทางการใช้ข้อความโฆษณาที่มีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงอันยากแก่การพิสูจน์ และแนวทางการพิสูจน์เพื่อแสดงความจริงเกี่ยวกับข้อความโฆษณา พ.ศ. 2565 โดยประกาศดังกล่าวให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา (13 ม.ค. 2566) เป็นต้นไป โดยมีสาระสำคัญ อาทิ ข้อ 3 การใช้ข้อความโฆษณาไม่ว่าจะกระทำทางสื่อโฆษณาใดก็ตาม จะต้องมีข้อความเป็นภาษาไทยที่สามารถเห็น ฟัง หรืออ่านได้ชัดเจนตามประเภทของสื่อโฆษณา ไม่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ถ้าข้อความโฆษณาทำเป็นภาษาต่างประเทศต้องมีคำแปลภาษาไทยกำกับข้อความที่เป็นสาระสำคัญด้วยทุกครั้ง ห้ามมีข้อความ ปัดความรับผิดชอบ หรือ สงวนสิทธิ์การเปลี่ยนแปลงต่างๆ อาทิ – ห้ามระบุข้อความประเภท สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า โดยเฉพาะเรื่องของราคา และตัวสินค้า ตัวอย่างข้อความที่อาจจะเข้าข่าย มีดังนี้ – บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ
ขายของออนไลน์ต้องรู้! โฆษณาเกินจริง ผิดทั้งเจ้าของ ทั้งนักรีวิว โดนหลายกระทง เสี่ยงคุกได้! เมื่อคนหันมาค้าขายออนไลน์กันมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันย่อมดุเดือด การจะทำให้ร้านเป็นที่รู้จักและเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น ก็ต้อง ทำโฆษณา โปรโมตให้ลูกค้าได้เห็นได้รับรู้ ไม่ว่าจะซื้อ Boots Post หรือ จ้างเหล่านักรีวิวอินฟลูเอนเซอร์ ให้มารีวิวสินค้า แต่หาก โฆษณาเกินจริง ก็เสี่ยงติดคุก ได้นะ โดยเพจ ตำรวจสอบสวนกลาง ได้โพสต์เตือนเหล่าผู้ประกอบการค้าออนไลน์เกี่ยวกับการโฆษณาเกินจริงไว้ว่า การโฆษณาขายสินค้าทางออนไลน์ ที่มีการระบุข้อมูลสรรพคุณกล่าวอ้างอันเป็นเท็จ หรือโอ้อวดเกินจริง เข้าข่ายเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค ทั้งในส่วนของเจ้าของผลิตภัณฑ์ หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่รับงานรีวิวสินค้า จะถือว่ามีความผิดตาม – พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค ม.22 ประกอบ ม.47 มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ – พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ม.14 ฐาน “นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์” มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ – หากเป็นสินค้าจำพวกอาหารเสริม หรือเ
กสทช.-อย. จับมือฟันโฆษณาถั่งเช่าเกินจริง อวดอ้างสรรพคุณเป็นยา วันที่ 20 ม.ค.64 พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากการที่ กสทช. ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ในการจัดการปัญหาการโฆษณาอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพทางสื่อวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ มาตั้งแต่กลางปี 2561 มีการพัฒนากระบวนการทำงานร่วมกัน ได้แก่ การบูรณาการบังคับใช้กฎหมาย โดย กสทช. ทำการตรวจสอบเฝ้าระวังการโฆษณาทางโทรทัศน์ และ อย. เป็นผู้วินิจฉัยข้อความการโฆษณานั้น ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยปรากฏผลการดำเนินการจนถึงปัจจุบันคือ ตรวจจับการโฆษณาทางโทรทัศน์ดิจิตอลได้ 17 ราย 77 กรณีโฆษณา โทรทัศน์ดาวเทียม 90 ราย 190 กรณีโฆษณา และวิทยุ 2,150 ราย 4,058 กรณีโฆษณา กสทช. มีอำนาจในการกำกับดูแลการโฆษณาทางสื่อโทรทัศน์ และวิทยุกระจายเสียงเท่านั้น ในส่วนของการโฆษณาทางสื่ออินเตอร์เน็ต และสื่อสังคมออนไลน์ จะมีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดส.) ร่วมมือกับ อย. ในการจัดการปัญหาการโฆษณา “จากความร่วมมือก่อให้เกิดการปรับตัวของผ
โฆษณาเกินจริง “ยา-ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” กำลังคุกคามสังคมไทยยุค 4.0 !?! ต้องยอมรับว่า รอบปีที่ผ่านมา ปัญหาโฆษณาผิดกฎหมายของ สินค้าประเภท ยา อาหาร และผลิตภัณฑ์สุขภาพนั้น ปรากฏเป็นข่าวไม่เว้นแต่ละวัน แต่ที่ฮือฮากันไปทั้งบ้านทั้งเมือง เห็นจะเป็น “คดีเมจิกสกิน” ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชื่อดัง ที่ทำกำไรได้มหาศาล ถึงขั้นมีงบฯไม่อั้น จ้าง “เซเลบ-ดารา” มาช่วยเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้ ทั้งที่สินค้านั้นยังไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน อย. การออกมาโฆษณาประชาสัมพันธ์ของสินค้าดังกล่าว จึงเข้าข่าย “เกินจริง” เกินกว่ากฎหมายจะยอมรับได้ แต่จากเทคโนโลยีและช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีเสียง วิพาษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น ค่อนข้างเป็นไปในเชิง “ตั้งรับ” มากกว่า “ป้องกัน” อีกฟากหนึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานคณะกรรมการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็ได้พยายามร่วมกันแก้ปัญหาโฆษณาอาหาร ยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย โดยมีการติดตามตรวจสอบ เฝ้าระวัง การออกอากาศรายการหรือโฆษณาที่เข้าข่ายการกระทำที่เป็นการ
เว็บไซต์ เมโทร ของอังกฤษรายงานว่า นายเจสัน เซย์แดน ชาวนครลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา ยื่นฟ้องบริษัทโดนัทชื่อดังข้อหาหลอกลวงประชาชนโดยการโฆษณาว่า โดนัทไส้ผลไม้และโดนัทเคลือบน้ำตาลเมเปิ้ล ทำมาจากเนื้อผลไม้และใช้น้ำตาลเมเปิ้ลแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ข่าวระบุว่า นายเจสันเคยซื้อโดนัททั้งไส้ผลไม้และเคลือบน้ำตาลเมเปิลเมื่อปี 2558 โดยอ้างว่าไม่มีส่วนประกอบวัตถุดิบธรรมชาติเลย แต่ฉลากสินค้ากลับไม่ระบุว่า “ใช้วัตถุดิบสังเคราะห์” ที่ด้อยคุณค่าทางโภชนาการ พร้อมเรียกร้องค่าเสียหาย 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 177 ล้านบาท ด้านทนายความที่รับเรื่องเผยว่า บริษัทดังกล่าวใช้น้ำตาลทราย น้ำเชื่อมข้าวโพด และสีสังเคราะห์ เพื่อให้โดนัทดูมีสีสันน่ากิน แทนที่จะใช้วัตถุดิบธรรมชาติ แต่ไม่ยอมระบุว่าใช้วัตถุเจือแต่งอาหาร ถือว่ามีเจตนาหลอกลวงผู้บริโภค ที่มา : ข่าวสดออนไลน์
