โรคหัวใจ
ชวนคุยเรื่อง ‘หัวใจ’ ภัยเงียบสุดแสนอันตราย กับแพทย์ศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก รพ.นวเวช กลุ่มโรคหัวใจเป็นภัยเงียบที่พรากชีวิตผู้คนอย่างเฉียบพลันโดยไม่มีลางบอกเหตุ โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรคได้รายงานถึงอัตราความชุกของโรคหัวใจและหลอดเลือดในประเทศไทย อิงตามข้อมูลของเขตสุขภาพทั่วประเทศไทยในปี 2567 ว่า ความชุกโดยเฉลี่ยของกลุ่มอายุเกิน 50 ปีขึ้นไป มีมากกว่า 1.33% ซึ่งหากอิงค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นถึงแนวโน้มที่ดูสูงขึ้นเรื่อยๆ เพื่อทำความเข้าใจกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น ชวนไปพูดคุยกับ พญ.ณหทัย ฉัตรสิงห์ อายุรศาสตร์โรคหัวใจ, พญ.วริษฐา เล่าสกุล อายุรศาสตร์โรคหัวใจ และ นพ.วิพัชร พันธวิมล อายุรศาสตร์โรคหัวใจ-สรีระวิทยาไฟฟ้าหัวใจ ประจำศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลนวเวช ที่จะมาช่วยสร้างความเข้าใจกลุ่มโรคข้างต้น และชวนทุกคนมาดูแลหัวใจและหลอดเลือดเพื่อให้เราและคนที่เรารักมีชีวิตที่ยืนยาวและสุขภาพดี ปัจจัยเสี่ยงและความอันตรายของกลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือด คุณหมอเริ่มฉายภาพว่าในกลุ่มโรคหัวใจ ‘อายุ’ เป็นปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสเกิดโรคมากขึ้น นอกจากเรื่องอายุแล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากโรคร่วมต่
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ เพจเฟซบุ๊ก *‘คลีนิกเด็กหมอสังคม – Sungkom Clinic – คลีนิกหมอ เด็ก’ *ซึ่งมี *รศ.นพ.สังคม จงพิพัฒน์วณิชย์ *อนุกรรมการผู้เชี่ยวชาญอนุสาขาวิชาโภชนาการในเด็ก ราช วิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย เป็นแอดมินเพจ ได้โพสต์ข้อความเตือนพ่อแม่และผู้ปกครองที่ ปล่อยให้บุตรกินเครื่องดื่มชาเขียวต่างๆ ว่าส่งผลกระทบต่อร่างกายไม่ต่างจากน้ำอัดลม ว่าระวัง !!! อย่าให้เด็กดื่มเครื่องดื่มชาเขียว อันตรายต่อสุขภาพครับ เครื่องดื่มชาเขียว อันตรายพอๆกับน้ำอัดลม ชาเขียว 1 ถ้วยมีคาเฟอีน 30-60 มิลลิกรัม คาเฟอีนจะกระตุ้นระบบประสาททำให้นอนไม่หลับ และ กระตุ้นการทำงานของหัวใจทำให้หัวใจเต้นเร็ว ใจสั่น ความดันโลหิตสูงขึ้น จึงไม่เหมาะสำหรับเด็ก และผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ และเครื่องดื่มชาเขียวส่วนใหญ่มีการเติมน้ำตาลลงไปประมาณ 5% ทำให้เด็กและคนดื่มติดหวาน จน ไม่ยอมกินน้ำ นมหรืออาหารที่ไม่หวาน และการกินน้ำตาลมากเกินไปจะทำให้เป็นโรคอ้วน เบาหวาน และมีผลเสียต่อสุขภาพ *เครื่องดื่มชาเขียวจึงมีผลเสียต่อร่างกาย ไม่ควรให้เด็กและผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจดื่ม และโปรดจำ ไว้ว่า”เครื่องดื่มชาเขียว ยิ่งดื่ม ยิ่งอ้วน อันต
กำลังเป็นกระแส และประเด็นสำหรับผู้ประกอบการ และผู้บริโภคอยู่ในขณะนี้เมื่อเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย “อาหารที่มีไขมันทรานส์” โดยให้มีผลบังคับใช้อีก 180 วัน หรืออีก 6 เดือนข้างหน้า นั้น. ล่าสุดนพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนหรือไขมันทรานส์ และอาหารที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย โดยมีผลบังคับใช้ใน 180 วัน ว่า ไขมันทรานส์เป็นไขมันประเภทอิ่มตัว มักใช้กับอาหารกลุ่มของทอด เช่น โดนัท พัฟ พาย เป็นต้น โดยมีการเอามาใช้ในทางอุตสาหกรรม เพราะทำให้กลิ่นหืนหายไป และเก็บอาหารได้นานขึ้น แต่ภายหลังมีข้อมูลว่า เมื่อรับประทานไปนานๆ จะเกิดการสะสมและเพิ่มความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจ ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีการยกเลิกไม่ใช้ไขมันทรานส์ไปแล้ว นพ.วันชัย กล่าวว่า ส่วนในประเทศไทย ที่ผ่านมา อย. ได้หารือร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และอาจารย์ด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากไขมันทรานส์ เพื่อวางแผนยกเลิกการ
