ไขมันทรานส์
“สวงอยู่ที่วังหลัง” คาเฟ่สุดชิก เพื่อคนรักสุขภาพ ทุกเมนูปลอดไขมันทรานส์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ช่วงสองสามปีให้หลังมานี้ มองไปทางใดธุรกิจเพื่อสุขภาพก็ผุดขึ้นมากมายราวกับดอกเห็ด ปัจจัยสำคัญมาจาก ปัจจุบันผู้คนเริ่มหันมาเอาใจใส่สุขภาพกันมากขึ้น ฉะนั้น การจะทำให้ธุรกิจอยู่รอดได้จำต้องอาศัย ไอเดีย เพื่อสร้างจุดเด่นให้ร้านเรียกลูกค้า เมื่อวันก่อน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ไปเดินเล่นตลาดวังหลัง แถวโรงพยาบาลศิริราช สะดุดตาเข้ากับ คำว่า “คากิโทริ/บิงซู ปลอดสารเคมี เจ้าแรกในเมืองไทย” ของร้านคาเฟ่แห่งหนึ่ง นอกจากนั้นบรรยากาศของร้าน ออกแนววินเทจ ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน อีกทั้งมีมุมเก๋ๆ ที่เหมาะต่อการถ่ายรูปอัพโซเชียล “สวงอยู่ที่วังหลัง” (อ่านว่า สะ-วง) คือ ชื่อของร้านแห่งนี้ มีคุณแย้ม – ประสงค์ ชื่นกระโทก วัย 45 ปี ประกอบอาชีพกราฟิกดีไซน์ เล่าให้ฟัง ถึงประวัติและที่มาไอเดียของร้านว่า ก่อนหน้านี้ คุณเบิร์ด – รตีภักดิ์ ดวงสว่าง แฟนสาวของเขา ป่วยเป็นโรคไทรอยด์ และ เนื้องอกในมดลูก ต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 2 ครั้งในหนึ่งปี หลังจากนั้น จึงมานั่งหารือกัน ถึงสาเหตุของการป่วยกันอย่างจริงจ
อย่าเพิ่งตื่นตระหนกกันไป… เมื่อเห็นประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially hydrogenated oils, PHOs) ซึ่งเป็นแหล่งของ “กรดไขมันทรานส์” (Trans Fat) และอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ทำเอาหลายคนกลัวว่า ต่อจากนี้คงจะกินอะไรไม่ได้เป็นแน่แท้… จริงๆ การออกประกาศดังกล่าว เป็นการรออกมาเพื่อมุ่งเน้นควบคุม “ผู้ผลิต” เพราะน้ำมันที่เติมไฮโดรเจนส่วนใหญ่อยู่ในแหล่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น การผลิตครัวซองต์ โดนัท ขนมปัง เบเกอรี่ หรืออาหารที่ใช้เนยขาวและมาการีน เป็นต้น มิใช่ออกมา “ควบคุม” ผู้บริโภคอย่างเราๆ เพราะ “ไขมันทรานส์” เป็นไขมันที่อันตรายที่สุด อันตรายกว่าไขมันอิ่มตัวถึง 2 เท่า ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ เจ้าไขมันทรานส์เป็นสาเหตุที่ส่งผลโดยตรงต่อระบบการทำงานของระบบเอนไซม์ในร่างกาย ทำให้ไขมันชนิดดีในร่างกายลดลงหรือถูกทำลายไป และเพิ่มจำนวนไขมันชนิดเลวให้แก่ร่างกายแทน แถมยังไม่สามารถย่อยสลายได้ง่ายๆ เนื่องจากเป็นไขมันแปรรูป ซึ่งทำให้ตับทำงานหนักเป็นดับเบิลทวีคูณ และนำมาซึ่งโรคต่างๆ มากมาย ทั
หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุข ประกาศเรื่องการห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายอาหารที่มีส่วนประกอบหรือใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ซึ่งเป็นกรดไขมันทรานส์ หรือรู้จักในชื่อ ทรานส์แฟท (Trans Fat) ซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ประเด็นนี้ทางบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) หรือ S&P ในฐานะผู้ผลิตอาหารและเบเกอรี่ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย โดยคุณกำธร ศิลาอ่อน กรรมการผู้จัดการใหญ่สายการผลิตและการเงิน บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ได้ชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ของเอสแอนด์พี ไม่มีส่วนประกอบของน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ซึ่งเป็นที่มาของไขมันทรานส์ โดยได้ร่วมมือกับคู่ค้าให้เลิกใช้ไขมันมรานส์ในวัตถุดิบ พร้อมขอหลักฐานยืนยัน นอกจากนั้นยังตรวจสอบสินค้าทุกปี ด้วยเหตุนี้จึงสามารถยืนยันได้ว่า เบเกอรี่ของบริษัท มีปริมาณไขมันทรานส์ 0 กรัมต่อ 1 เสิร์ฟ หรือเรียกว่า ไม่มีไขมันทรานส์เลย พร้อมระบุข้อมูลโภชนาการบนผลิตภัณฑ์ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐ “นับตั้งแต่ปี 2549 S&P ตื่นตัวกับเรื่องไขมันทรานส์ เริ่มศึกษาหาข้อมูลและเข้มง
ตามที่มีประกาศกระทรวงสาธารณสุขเลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย กรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids) จากน้ำมันที่ผ่านการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และมีความเกี่ยวข้องกับ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จากัด (มหาชน) ผู้นำในการผลิต เบเกอรี่และอาหารของประเทศ นั้น ล่าสุดสื่อมวลชนทุกแขนง ได้รับแจ้งจากทางบริษัทฯ เกี่ยวกับการจัดงานสัมภาษณ์กลุ่มประเด็น “S&P กับการใช้ไขมันทรานส์” โดยมี คุณกำธร ศิลาอ่อน กรรมการผู้จัดการใหญ่สายการผลิตและการเงิน เป็นผู้ให้ข้อมูล ในวันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม 2561 เวลา 10.30 -13.00 น. ณ ร้านเอส แอนด์ พี เฮดควอเตอร์ (อิตัลไทย ทาวเวอร์ ถ.เพชรบุรีตัดใหม่) ส่วนรายละเอียดในการชี้แจงครั้งนี้จะเป็นอย่างไร “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะรวบรวมมานำเสนอต่อไป
กำลังเป็นกระแส และประเด็นสำหรับผู้ประกอบการ และผู้บริโภคอยู่ในขณะนี้เมื่อเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย “อาหารที่มีไขมันทรานส์” โดยให้มีผลบังคับใช้อีก 180 วัน หรืออีก 6 เดือนข้างหน้า นั้น. ล่าสุดนพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข กำหนดให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนหรือไขมันทรานส์ และอาหารที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย โดยมีผลบังคับใช้ใน 180 วัน ว่า ไขมันทรานส์เป็นไขมันประเภทอิ่มตัว มักใช้กับอาหารกลุ่มของทอด เช่น โดนัท พัฟ พาย เป็นต้น โดยมีการเอามาใช้ในทางอุตสาหกรรม เพราะทำให้กลิ่นหืนหายไป และเก็บอาหารได้นานขึ้น แต่ภายหลังมีข้อมูลว่า เมื่อรับประทานไปนานๆ จะเกิดการสะสมและเพิ่มความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจ ซึ่งในสหรัฐอเมริกามีการยกเลิกไม่ใช้ไขมันทรานส์ไปแล้ว นพ.วันชัย กล่าวว่า ส่วนในประเทศไทย ที่ผ่านมา อย. ได้หารือร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และอาจารย์ด้านโภชนาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากไขมันทรานส์ เพื่อวางแผนยกเลิกการ
หลังเว็บไซต์ราชกิจจาฯ ได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย “อาหารที่มีไขมันทรานส์” ในประเทศไทย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 180 วัน โดยปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนว่ากรดไขมันทรานส์จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น วงการเบเกอรี่ไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ หลายแบรนด์ดังออกมาแสดงจุดยืนเกี่ยวกับเรื่องนี้กันถ้วยหน้า อย่างล่าสุดแบรนด์เบเกอรี่ดัง Daddy Dough ได้ออกมายืนยันต่อผู้บริโภคผ่านเพจเฟซบุ๊กของแบรนด์ถึงเรื่อง ไขมันทรานส์ว่า “มีหลายๆคนถามเข้ามาเรื่อง ไขมันทรานส์ แอดมินขอบอกเลยว่ามีการวิจัยออกมายืนยันแล้วว่า Daddy Dough คือหนึ่งใน 5 อันดับแรกที่มีปริมาณ “ไขมันทรานส์” ตามมาตราฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ คือสูงสุดไม่เกิน 0.5 กรัม/ หน่วยบริโภค ซึ่ง Daddy Dough มีปริมาณไขมันทรานส์ 0.0729 กรัม/ ชิ้น เท่านั้นเอง และนอกจากโดนัทของเราจะได้มาตราฐานแล้ว Daddy Dough ยังเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องของการเป็นโดนัทที่มีค่าไขมันทรานส์น้อยที่สุดอีกด้วยค่ะ” อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: http://www.nationtv.tv/
เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจาฯ ได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย “อาหารที่มีไขมันทรานส์” ในประเทศไทย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 180 วัน โดยปรากฎหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนว่ากรดไขมันทรานส์จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ทีมข่าวเส้นทางเศรษฐีออนไลน์สอบถามไปยังร้านขนมปังชื่อดัง ‘ปังเว้ยเฮ้ย’ ถึงการปรับตัวในฐานะผู้ประกอบการและผู้ผลิต ตัวแทนร้านมองว่า การห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย อาหารที่มีไขมันทรานส์นั้น ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยน้อยมาก เนื่องจากช่วงปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยเองได้มีการปรับตัว และเตรียมความพร้อมอยู่แล้วจากการเข้าร่วมสัมมนา “ประเทศไทยปลอดไขมันไขทรานส์” ในส่วนของร้านปังเว้ยเฮ้ยนั้น ทางร้านได้ใช้เนยสดในการทำ ซึ่งเป็นสูตรของร้านอยู่แล้ว แต่ถ้าถามถึงร้านในไทยว่ามีร้านไหนไม่ได้ใช้ไขมันทรานส์เลยแทบจะเป็นไปได้ยาก ต้องดูรายละเอียดก่อนว่าสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศจริงๆ แล้วหมายถึงตัวผลิตภัณฑ์ตัวไหน และต้องพิจารณาถึงกระบวนการผลิตเสียก่อน ไม่ใช่ว่าใช้มาการีนแล้วมีไขมันทรา
หลังจากเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย อาหารที่มีกรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ใน 180 วัน นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ ประธานกรรมการฝ่ายกิจการบรรษัท เทสโก้ โลตัส กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เทสโก้ โลตัส ได้ปรับสูตรเบเกอรี่อบร้อนและขนมปังแบรนด์เทสโก้ทุกรายการให้ปราศจากไขมันทรานส์ เพื่อเป็นทางเลือกสุขภาพให้กับผู้บริโภค และได้รับการตอบรับที่ดีมากจากลูกค้าที่ปัจจุบันมีความใส่ใจดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกาย ต่อจากนั้น จึงได้นำผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ปราศจากไขมันทรานส์กว่า 25 รายการ นำมาพัฒนาต่อยอดบรรจุแพ็คละ 1 ชิ้น (single serve) สะดวกต่อการรับประทานโดยทันทีจำหน่ายในเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส กว่า 1,500 สาขาทั่วประเทศ หนึ่งในเทรนด์ปัจจุบันที่สำคัญในเรื่องอาหารคือ free from หรืออาหารที่ปราศจากสารปรุงแต่งหรือสารอาหารต่างๆ เช่น ปราศจากสารกันบูด ปราศจากกลูเต็น ปราศจากน้ำตาลหรือไขมันทรานส์ เป็นต้น ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ห
