ไม้กวาดดอกหญ้า
แม้จะผ่านเหตุการณ์ดินถล่มมานานหลายปี แต่ป้าทิพย์ ผู้ที่เคยประสบภัยในจังหวัดนครศรีธรรม ราชจนสิ้นเนื้อประดาตัวก็ยังไม่หายจากความหวาดผวา เธอใช้ความรู้จากการนำ “หญ้าแฝก” มา สร้างอาชีพ นั่นคือ สานเป็น “ไม้กวาด” ของใช้ที่ทุกบ้านต้องมี งานฝีมือที่สร้างรายได้ให้สามารถลืมตาอ้าปาก พร้อมกับเห็นสัจธรรมว่ามนุษย์ยังคงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ต่อไป ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตระหนักถึงศักยภาพของหญ้าแฝก พืชที่จะช่วยป้องกันการชะล้างพังทลายของดินและอนุรักษ์ความชุ่มชื้นไว้ในดิน จึงได้พระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินการศึกษาทดลองเกี่ยวกับหญ้าแฝก เพื่อเป็นการลดการพังทลายของหน้าดิน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิ คุณจึงได้มีการน้อมนำแนวพระราชดำริมาปรับใช้ในพื้นที่ตำบลนบพิตำ อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพื้นที่ภัยพิบัติดินถล่ม เพื่อใช้เป็นพื้นที่นำร่องแก้ไขปัญหาการเกิดดินถล่มและอุทกภัยที่เกิดขึ้นแทบทุกปี แม้วันเวลาจะล่วงเลยมานานและการล้อมวงกินข้าวจะมีเสียงพูดคุยเล่าอดีตอย่างออกรส ทุกข์ของวันนั้นจึงถูกวันเวลาทำให้เจือจ
วันที่ 31 มกราคม ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ที่บ้านเลขที่ 16 หมู่ 7 บ้านหนองจิก ต.พระธาตุ อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ซึ่งเป็นบ้านของ นายอนงค์ ภูชหาญ อายุ 50 ปี ที่ยึดอาชีพผลิตไม้กวาดดอกหญ้ามานานกว่า 30 ปี โดยนายอนงค์ เล่าว่า พื้นเพเป็นคนจังหวัดอุดรธานี แต่มาได้ภรรยาที่ อ.นาดูน จ.มหาสารคาม โดยไม้กวาดที่ตนเองทำนั้น หากจะดูไปแล้วก็จะคล้ายกันกับไม้กวดทั่วไป ที่วางขายตามท้องตลาด แต่ที่แตกต่างก็คือในเรื่องของความทนทาน ซึ่งไม้กวาดของตนเองนั้นมีอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 3 ปี สำหรับราคาขายมีหลายราคา ขึ้นอยู่กับปริมาณดอกหญ้าและขนาดความสั้นยาวของด้ามไม้กวาด โดยราคาจะอยู่ที่อันละ 35 บาท 50 บาท 70 บาท ไปจนถึงอันละ 100 บาท โดยที่บ้านทำกันเองแบบอุตสาหกรรมในครอบครัว แต่ละวันสามารถทำได้วันละประมาณ 60 อัน สร้างรายได้ต่อเดือน เดือนละกว่า 10,000 บาท ถือว่าเป็นรายได้หลักของครอบครัว และรายได้ดีกว่าการทำนา ซึ่งมีออร์เดอร์จากลูกค้าจำนวนมาก จนเรียกได้ว่าแทบจะทำไม่ทัน ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะมาซื้อที่บ้านเพื่อซื้อไปใช้เอง ส่วนลูกค้าที่จะนำไปขายต่อ ก็มาซื้อทีละ 200-300 อัน ซึ่งต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันไว้ ไม้กวาดของตนเองใช้ได้นาน
บ้านนาทุ่งใหญ่ หมู่ 1 ต.นครชุม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ชาวบ้านมีอาชีพหลักคือทำนา สามารถทำได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องมีการหาอาชีพเสริมให้กับชาวบ้านระหว่างว่างเว้นการทำนาทำไร่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทอผ้าที่มีการสืบทอดต่อๆ กันมาหลายชั่วอายุคน หรืออาชีพอื่นๆ ที่ทางรัฐบาลให้งบสนับสนุนส่งเสริมลงไปในพื้นที่ แต่ก็ไม่จีรังยั่งยืน โดยเฉพาะการทอผ้าลายพื้นถิ่นของคนตำบลนครชุมที่กว่าจะผลิตออกมาได้แต่ละผืน ไม่สามารถจำหน่ายได้เพราะไร้ช่องทางการตลาด บรรดาผู้สูงอายุและวัยกลางคนแทบจะเลิกอาชีพการทอผ้าเพื่อจำหน่ายกันไปแล้ว ที่หลงเหลืออยู่ก็เป็นการทอผ้าเก็บไว้เพื่อนำเสนอให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวชมในหมู่บ้านเท่านั้น ปัจจุบันชาวบ้านนาทุ่งใหญ่ต่างเริ่มหันมาทำไม้กวาดดอกหญ้าเพื่อจำหน่ายกันเป็นส่วนใหญ่เพราะมีรายได้ที่สามารถจับต้องได้โดยเฉลี่ยต่อคนได้ไม่ต่ำกว่า 200-300 บาท นายกองสี รัตนโค้น อายุ 67 ปี ประธานกลุ่มไม้กวาดดอกหญ้าบ้านนาทุ่งใหญ่ เปิดเผยว่า ปัจจุบันชาวบ้านนาทุ่งใหญ่หันมาทำไม้กวาดดอกหญ้าเพื่อจำหน่าย โดยขณะนี้มีสมาชิกในหมู่บ้านทั้งหมด 45 คน และหมู่บ้านอื่นๆ ใน ต.นครชุม อีกรวมทั้งหมด 95
