ไส้เดือน
ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน ไม่ใช่ขี้ๆ “เลี้ยงไส้เดือนดิน”งานวัยเกษียณ ทำอยู่บ้านสร้างเงินได้ง่ายๆ ปัจจุบัน เรื่องของสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจและให้ความร่วมมือกันอย่างกว้างขวาง หนึ่งในสาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมคือ การกำจัดขยะอินทรีย์ต่างๆ เช่น เศษอาหาร เศษผักและผลไม้ เป็นต้น หากกำจัดไม่ถูกวิธี อาจก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น มลพิษทางน้ำและกลิ่น ปัญหาขยะล้นเมือง แหล่งเพาะเชื้อโรค แมลง ที่ส่งผลต่อมวลมนุษย์ วิธีการหนึ่งในการกำจัดขยะอินทรีย์คือ การใช้ไส้เดือนดินเพื่อกำจัดขยะ ในทางตรงแล้ว ยังทำให้เกิดประโยชน์ด้านการเกษตรหลายชนิด ได้เป็นปุ๋ยไส้เดือนดิน และปุ๋ยน้ำหมักไส้เดือนดิน ครูพิศมัย ลิ้มสมวงศ์ อดีตข้าราชการครู โรงเรียนบ้านแม่โจ้ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้ฟังว่า หลังจากจบการศึกษาด้านการเกษตรที่โรงเรียนเกษตรกรรมพิษณุโลก หรือเกษตรบ้านกร่าง รุ่นที่ 8 ได้สอบบรรจุเป็นครูสอนในจังหวัดพิษณุโลกหลายปี ล่าสุดย้ายมาสอนที่โรงเรียนบ้านแม่โจ้ ที่เป็นถิ่นกำเนิดของตนเอง ประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ในฐานะที่เป็นครูเกษตรจึงได้รับการคัดเลือกให้เข้าอบรมเรื่องการเลี้ยงไส้เดือนดิน ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนา
“ไส้เดือน” ตัวช่วยในการพรวนดินตามธรรมชาติที่เครื่องกลทางการเกษตรไม่สามารถทำได้ แต่ใช่ว่าทุกตัวจะมีคุณภาพดีเหมือนกันหมด เพราะ ไส้เดือน นั้นมีสายพันธุ์แยกย่อยออกไปอีกไม่ใช่น้อย หากสำหรับ “ไส้เดือนลายเสือ” ว่ากันว่า เวลานี้กำลังมาแรงแซงทางโค้งไส้เดือนทุกสายพันธุ์ ทั้งยังจะเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ทำการเกษตรแบบปลอดสารพิษ เพราะสามารถช่วยกำจัดเศษผัก ผลไม้ ที่เหลือทิ้งได้อย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว คุณชารีย์ บุญญวินิจ เกษตรกรหนุ่ม เจ้าของฉายา “ลุงรีย์” วัย 28 ปี เจ้าของฟาร์มไส้เดือนลุงรีย์ ( Uncle Ree Organic Farm) ให้ข้อมูลเรื่องนี้กับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์”ว่า แต่เดิมในประเทศไทย ได้นำเข้าไส้เดือนสายพันธุ์ AF (เอเอฟ) มาใช้ในแวดวงการเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากมีคุณสมบัติสามารถจำกัดขยะได้ดี เป็นไส้เดือนตัวใหญ่ เหมาะกับการใช้ผลิตปุ๋ยเพื่องานภาคเกษตรกรรม จนกลายเป็นที่นิยมกันแพร่หลาย เมื่อ 3 ปีผ่านมา ตนจึงเริ่มมีการนำไส้เดือนเอเอฟ มาใช้ในการบำบัดสิ่งปฏิกูลในบ่อกุ้ง ปรับค่าน้ำ ปรับหน้าดิน ช่วยลดการใช้สารเคมี เพิ่มแคลเซียมให้กุ้งไม่ต้องไปเสียเงินสองต่อ ขณะเดียวกันฟาร์มหลายแห่ง เริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาใช้ปุ๋
หลังพบว่า “เศษขยะ” จากอาหารสด คือ “ขุมทรัพย์” อันล้ำค่า “ชารีย์ บุญญวินิจ” ศิษย์เก่าคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร คนหนุ่มวัยเพียง 29 ปี อดีตเซฟที่สหรัฐอเมริกา และได้เคยบวชเรียนเป็นพระมาแล้ว ปิ๊งไอเดียนำเศษอาหารไร้ค่ามาเลี้ยงไส้เดือน ผันชีวิตจากเด็กหนุ่มปกติ สู่วิถีชีวิตเกษตรกร จนได้รับฉายาลุงรีย์ไส้เดือนเงินล้าน คุณชารีย์ เล่าว่า หลังจบการศึกษาจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำงานเป็นผู้ช่วยพ่อครัว ณ ร้านอาหาร แห่งหนึ่งนาน 4 เดือน ทุกๆ วัน ต้องพบเจอกับเศษอาหารที่เหลือทิ้งจำนวนมหาศาล แต่ขณะนั้นยังหาวิธีกำจัดเศษขยะเหล่านั้นไม่ได้ จนกระทั่งกลับมาเมืองไทย ไปบวชเป็นพระ ได้เจอกับพระนักพัฒนาที่มีทักษะการเกษตรสูงเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีเกษตร จึงเกิดความคิดอยากทำเกษตรที่สามารถเลี้ยงชีพได้ ชารีย์ บอกต่อว่า หลังจากสึกพระออกมา ก็ทำงานออฟฟิศด้านการออกแบบ กระทั่งปี 2553 เริ่มเลี้ยง “ไส้เดือน” เป็นอาชีพเสริม เพราะมองว่าไส้เดือน เป็นสัตว์ที่ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่เยอะ ไม่มีโรค ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ลงทุนครั้งเดียว ที่สำคัญไม่รบกวนงานประจำ “ผมใช
คุณศศิธร จุ้ยนาม วัย 38 ปี เจ้าของฟาร์มลุงเครา เล่าในฟังว่า “รู้จักอาชีพ เกษตรกรรม มาตั้งแต่จำความได้ คลุกคลีกับสภาพแวดล้อมการทำเกษตรมาตลอด เนื่องจากครอบ ครัวยึดอาชีพเกษตรกรรม ทำเกษตรบนพื้นที่ 25 ไร่แบบผสมผสาน ผ่านการพัฒนาและปลูกพืชผล ทาง การเกษตรที่หลากหลาย เป็นการปลูกพืชหมุนเวียน และพืชกระแสที่สามารถปลูกเพื่อสร้างรายได้ เลี้ยงครอบครัวได้ จนกระทั่งปัจจุบันทำเกษตรไปสู่รูปแบบของฟาร์มธุรกิจ เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้การ พัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ทำเกษตรแบบผสมผสาน ภายใต้แนวคิดที่เน้นทำให้ “ครบ วงจร” ซึ่งคือหัวใจหลักของฟาร์มลุงเครา และด้วยต้องการหาวิธีลดต้นทุนให้ต่ำลง จึงศึกษาหาข้อมูลต่างๆ มองเห็นในช่วง หลายปีมานี้ มีผู้สนใจหันมาเลี้ยงไส้เดือนจำนวนมาก เนื่องจากใช้เงินทุนเริ่มต้นไม่สูงนัก กระบวน การเลี้ยงไม่ยุ่งยาก และตลาดมีความต้องการสูง ทั้งสามารถช่วยลดต้นทุนให้ต่ำลงในเรื่องของการ บำรุงพืชผลได้” ฟาร์มลุงเคราจึงทดลองนำไส้เดือนมาเลี้ยง จนสามารถประสบผลสำเร็จ ซึ่งปัจจุบัน ฟาร์มลุงเคราได้กลายเป็นฟาร์มผักครบวงจร ทั้งถือเป็นต้นแบบและศูนย์เรียนรู้ในการเลี้ยงไส้เดือน ตั้งแต่การเลี้ยงขยายพันธุ์จน
ในวงการเกษตรไส้เดือนถือเป็นสัตว์ที่ทำประโยชน์ให้มากมาย การคืบคลานชอนไชในดินของสัตว์ชนิดนี้ช่วยทำให้ดินร่วนซุย การถ่ายเทน้ำและอากาศดี ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น เพิ่มช่องว่างในดินทำให้รากพืชหาอาหารได้ง่าย ไม่เพียงเท่านั้นไส้เดือนยังเหมือนเครื่องชี้วัดสารเคมีในดิน เพราะถ้าดินบริเวณนั้นมีสารเคมีตกค้าง จะไม่พบไส้เดือนสักตัว อาจกล่าวได้ว่าบริเวณใดมีไส้เดือน บริเวณนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ สำหรับนักตกปลาแล้วไส้เดือนถือเป็นอาหารอันโอชะของบรรดาปลาทุกชนิด อีกทั้งยังพบว่าในตัวไส้เดือนมีปริมาณเปอร์เซ็นต์โปรตีนที่สูงมากหากนำมาใช้เลี้ยงสัตว์ จะช่วยลดค่าใช้จ่าย ถ้าใช้ไส้เดือนเป็นอาหารแก่นกแข่งเสียงแล้วจะทำให้มีเสียงไพเราะ มีขนสวย หรือถ้านำไปเลี้ยงหมูแล้วพบว่าคุณหมูทั้งหลายจะมีการผสมพันธุ์ที่ดี ไม่เพียงเท่านั้นมูลไส้เดือนยังเกิดประโยชน์ต่อวงการเกษตรด้วย ด้วยเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงจึงเกิดมีอาชีพเพาะ-เลี้ยงไส้เดือนขึ้นเพราะต้องการนำไปใช้เป็นอาหารสัตว์ และนำมาใช้ย่อยสลายวัสดุเหลือทิ้งจากภาคการเกษตรและอาหาร เช่น เศษผัก ผลไม้หรือมูลสัตว์ เพื่อผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ “ฟาร์มไส้เดือนเดช” ตั้งอยู่เลขที่ 3 หมู่ที่ 11 ตำบลอ้อม
