ROCTEC
เมื่อกล่าวถึง “เมืองอัจฉริยะ” (Smart City) หลายคนมักนึกถึงเมืองที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น AI, IoT หรือระบบอัตโนมัติ จนทำให้ความรู้สึกเมื่อกล่าวถึงคำนี้นึกถึงเรื่องความทันสมัยเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม แก่นแท้ของ Smart City ไม่ได้อยู่ที่ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีหรือปริมาณการใช้งานที่เพิ่มขึ้น หากแต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่า เมืองนั้นสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริงหรือไม่ และ ROCTEC คือหนึ่งในผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการทำให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของเมืองและการยกระดับชีวิตของผู้คนเกิดขึ้นได้จริง ในระดับโลก กระแส Smart City ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิด แต่สะท้อนผ่านการลงทุนที่เติบโตอย่างชัดเจน โดยมูลค่าตลาดอยู่ที่ประมาณ 877.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะขยายตัวสู่ 3.76 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 หรือกว่า 122 ล้านล้านบาท เทียบเป็น 6 เท่าของ GDP ประเทศไทย โดยมีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เติบโตเร็วที่สุด จากแรงหนุนของการขยายตัวของเมือง นโยบายภาครัฐ และการนำเทคโนโลยีอย่าง AI และ IoT มาใช้อย่างจริงจัง สำหรับประเทศไทย ปัจจุบัน Smart City ยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการพัฒน
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ได้กลายเป็นความคาดหวังสำคัญของภาคธุรกิจมากขึ้นจากนักลงทุน คู่ค้า ลูกค้า และสังคมในวงกว้าง สำหรับ ROCTEC ในฐานะผู้ให้บริการที่เชื่อมโยงทั้งธุรกิจสื่อและเทคโนโลยี บริษัทตระหนักดีว่าความรับผิดชอบทางธุรกิจในวันนี้ไม่ได้วัดเพียงประสิทธิภาพของการสื่อสารหรือผลการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสมและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการดำเนินงาน โดยเฉพาะในธุรกิจสื่อโฆษณานอกที่อยู่อาศัย (Out-of-Home: OOH) ซึ่งเกี่ยวข้องกับพื้นที่สาธารณะ การสื่อสารของแบรนด์ และการใช้วัสดุในหลายขั้นตอน ตั้งแต่การผลิต ติดตั้ง ใช้งาน ไปจนถึงการจัดการวัสดุหลังจบแคมเปญ ด้วยเหตุนี้ ROCTEC จึงมุ่งดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า การจัดการวัสดุใช้แล้วอย่างรับผิดชอบ และการขับเคลื่อนแนวทางการเติบโตที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนในระยะยาว ROCTEC มองว่าคำตอบของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การกล่าวถึงความยั่งยืนในเชิงหลักการเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนแนวคิดดังกล่าวให้กลายเป็นการปฏิบัติที่เกิดขึ้น
