ข่าววันนี้

‘ค้าปลีกไทย’2562-ซึมถึงทรุด! เอกชนแนะโจทย์ที่รัฐต้องแก้

‘ค้าปลีกไทย’2562-ซึมถึงทรุด! เอกชนแนะโจทย์ที่รัฐต้องแก้

‘ค้าปลีกไทย’2562-ซึมถึงทรุด! เอกชนแนะโจทย์ที่รัฐต้องแก้ – ณวันนี้ ผ่านมาเดือนกว่าๆ และมองยาวไปทั้งปี ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังดูลุ่มๆ ดอนๆ โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก เห็นได้จากในปี 2561 ขยายตัวเพียง 3.1% ซึ่งเดิมทางสมาคมผู้ค้าปลีกไทยได้ประเมินทั้งปี 2561 ภาคค้าปลีกจะเติบโต 4.0-4.2% เพราะครึ่งปีแรกของปีมีสัญญาณการฟื้นตัวขึ้น แต่กลับชะลอลงในช่วงครึ่งปีหลัง และมีแนวโน้มจะต่อเนื่องมาจนถึงครึ่งปีแรกของปีนี้

นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาคค้าปลีกในครึ่งปีแรกของปีนี้คงหวังไม่ได้กับ “มาตรการ อั่งเปาช่วยชาติ” ที่จะช่วยกระตุ้นการบริโภค ซึ่งเบื้องต้นที่คาดว่าจะมีการจับจ่ายกว่าแสนล้านบาท จากที่มีผู้บริโภคเข้าร่วมโครงการกว่า 6 ล้านคน ข้อมูลล่าสุดมีผู้เข้าร่วมลงทะเบียนเพียงหลักหมื่นคน จับจ่ายเหลือแค่หมื่นล้านบาท

เมื่อรวมการเลือกตั้งที่จะมีเงินสะพัดราว 50,000 ล้านบาท ส่งผลให้ครึ่งปีแรก จะมีเงินสะพัดเพียง 60,000 ล้านบาท ถือว่าค่อนข้างน้อย จากที่เคยคาดว่าอยู่ระดับ แสนล้านบาท ภาพรวมค้าปลีกครึ่งปีแรกคงจะไม่เพิ่มขึ้นแต่อย่างไร

คาดการณ์ครึ่งปีหลังความไม่ชัดเจนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หากเร่งประมูลโครงสร้างพื้นฐานให้เกิดขึ้นได้ภายในไตรมาสหนึ่ง ผลจากการลงทุนจะส่งผลต่อการเติบโตต่อภาคค้าปลีกในปลายไตรมาสที่สาม-สี่ แต่หากไม่เป็นตามแผน ครึ่งปีหลังก็คงจะ “ซึม ถึง ทรุด” บางกลุ่มประเภทธุรกิจ

โดยรวมดัชนีค้าปลีกปีนี้อาจจะทรงตัวหรืออาจจะต่ำกว่าเดิมเล็กน้อย เมื่อเทียบกับ ปี 2561 ซึ่งการเติบโต ในปีนี้ น่าจะอยู่ราว 3.0-3.1% น้อยกว่าจีดีพีทั้งประเทศ ที่คาดการณ์ว่าน่าจะเติบโตราว 3.5-4.0%

กล่าวโดยสรุปแล้วสถานการณ์ค้าปลีกในปีนี้ ตัวแปรสำคัญมาจาก

1.ตัวเลขเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2562 ทุกสถาบันต่างเห็นตรงกันว่า จะขยายตัวในแบบชะลอจากปี 2561 ส่งออกและการท่องเที่ยวชะลอตัวลงอย่างชัดเจน

2.การเติบโตของภาคการส่งออก มีผลโดยตรงต่อการลงทุนภาคเอกชน ส่งผลมายังภาคค้าปลีกทางอ้อม จากการจ้างงานเพิ่มขึ้นและการมีรายได้ในการจับจ่ายเพิ่มขึ้น คาดว่า การลงทุนภาคเอกชนในปี 2562 น่าจะมีทิศทางที่เติบโตขึ้น แต่ยังขาดความชัดเจน

3.การลงทุนของภาครัฐในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาการของ 5 โครงสร้างพื้นฐานหลักในเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) สนามบินสุวรรณภูมิเฟส 2 หากยังคงเป็นไปตามแผนอาจทำให้ภาคเอกชนมีความมั่นใจ เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้น

4.มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว การให้ Visa on Arrival รวมถึงมาตรการ Double Entry Visa อาจจะช่วยเรื่องการท่องเที่ยวได้ส่วนหนึ่ง แต่หากโครงสร้างภาษีนำเข้า ร้านค้าปลอดภาษีและอากรยังมีความบิดเบือน การจับจ่ายร้านค้าในเมืองก็ยังคงไม่เกิดผลดีต่อการเติบโต

5.สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตร จากการคาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรโภคภัณฑ์อาจไม่เพิ่มขึ้นตามทิศทางตลาดโลก แต่อาจมีเพียงข้าวที่ทำรายได้ได้ดีในระดับหนึ่ง

6.เสถียรภาพทางการเมืองหลังเลือกตั้ง ธุรกิจค้าปลีกคงต้องเฝ้าติดตาม บรรยากาศโดยภาพรวม ส่งผลโดยตรงกับการตัดสินใจเดินหน้าการค้าและการลงทุนใน ปีต่อๆไป

จากตัวแปรดังกล่าว ทำให้สมาคมผู้ค้าปลีกไทยประเมินแนวโน้มอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยปี 2562 ไว้ว่า กลุ่มฐานผู้บริโภคกลางลงล่าง “ซึม” กลุ่มฐานผู้บริโภคกลางขึ้นบน “ทรง” และทั้งภาคค้าปลีกยังคงต้อง “เสี่ยง” กับความไม่ชัดเจนและความไม่แน่นอน

ขณะที่ นายญนน์ โภคทรัพย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มเซ็นทรัล มองว่าอุตสาหกรรมค้าปลีกยังไม่เห็นปัจจัยบวก ที่จะทำให้เติบโตได้มากกว่าในปีที่ผ่านมา ถ้าภาคค้าปลีกไม่เติบโตจะส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย

โดยภาคการค้าปลีก-ค้าส่ง มีสัดส่วนจีดีพีด้านการผลิต 16.1% เป็นอันดับ 2 รองจากภาคอุตสาหกรรม ภาคการบริโภคค้าปลีก-ค้าส่ง มีสัดส่วนกว่า 55% ของมูลค่าการบริโภคภาคเอกชน การขยายตัวของภาคค้าปลีก-ค้าส่ง นำการพัฒนาไปสู่จังหวัดต่างๆ ทำให้เกิดการจ้างงานมากที่สุด คิดเป็น 16% ของการจ้างงานทั้งประเทศ

ด้วยเหตุนี้ทางสมาคมผู้ค้าปลีกไทยมีความกังวลอย่างยิ่งว่า ภาคค้าปลีกอาจจะไม่สามารถรักษาระดับการลงทุนเช่นนี้ได้อย่างต่อเนื่อง

จึงมีข้อเสนอ 8 มาตรการต่อภาครัฐบาล เพื่อกระตุ้นภาคค้าปลีกและการบริโภค ให้กลับมา

1.รัฐบาลควรให้ความสำคัญต่ออุตสาหกรรมค้าปลีกค้าส่งอย่างจริงจัง เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

2.ควรศึกษาลดภาษีนำเข้าสินค้าแบรนด์หรูอย่างจริงจัง ในกลุ่มแฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องหนัง และนาฬิกา ชั้นนำ (ลักซ์ชัวรี่ แบรนด์) เพื่อกระตุ้นยอดจับจ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เพิ่มขึ้น

3.สร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคภายในประเทศ และนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ โดยประกาศจัดงาน “ไทยแลนด์ แบรนด์เซล” เป็นเวลา 3 เดือน ในช่วงโลว์ซีซั่น ของการท่องเที่ยว หรือช่วงมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม ด้วยการลดภาษีนำเข้าสินค้าแบรนด์หรู กลุ่มแฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องหนัง และนาฬิกา กระตุ้นยอดจับจ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เพิ่มขึ้น สร้างบรรยากาศการจับจ่ายให้กลับคืนมา

4.ภาครัฐต้องไม่ปิดกั้นผู้ประกอบการรายอื่นๆ ให้เข้ามาดำเนินธุรกิจร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน และพื้นที่ค้าปลีกนอกสนามบิน เพื่อเปิดแข่งขันเสรีในทุกภาคส่วนในประเทศไทย

5. ปัจจุบันกลุ่มค้าปลีก ต้องการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพนักงานรายชั่วโมงที่ไม่เพียงพอ ซึ่งยังมีกลุ่มที่ขาดรายได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มหลังเกษียณ ที่ไม่มีรายได้ คนกลุ่มนี้ไม่สามารถทำงานได้เต็มเวลา 8 ชั่วโมง จึงเหมาะสมที่จะจ้างกลุ่มนี้เป็นรายชั่วโมง

ภาครัฐต้องกำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วน ผลักดันให้มีการออกกฎระเบียบค่าจ้างขั้นต่ำเป็นรายชั่วโมง ให้สามารถจ้างงานบุคคลกลุ่มดังกล่าว ปัจจุบันกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้กำหนดให้พนักงานที่ไม่ใช่นักเรียน นักศึกษา หากทำงานเป็นรายชั่วโมง จะต้องมีรายได้ต่อวันเท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งหมายความว่า หากจะจ้างพนักงานรายชั่วโมงทำงาน 4 ช.ม. ก็ต้องจ้าง 300-360 บาท ตามประกาศค่าจ้างขั้นต่ำรายวัน

6.นโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุ ขอให้พิจารณาปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างผู้สูงอายุ ที่สามารถใช้ลดหย่อนภาษี ปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 15,000 บาท และขอให้พิจารณากรณีค่าจ้างสูงกว่า 15,000 บาท ให้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้สูงสุดที่ 15,000 บาท เพราะหากค่าจ้างสูงกว่า 15,000 บาท จะไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้เลย และสามารถจ้างงานเป็นรายชั่วโมง ตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงได้

7.ภาครัฐต้องสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมค้าปลีก-ค้าส่ง ตลอดจนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว-บริการ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาระบบทวิภาคี ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับจากการเข้าร่วมโครงการ ได้สิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การลดหย่อนภาษี ฯลฯ อีกทั้งภาครัฐต้องมีมาตรการสนับสนุน การนำคุณวุฒิวิชาชีพมาเป็นมาตรฐานการจ้างงาน

8.มีมาตรการส่งเสริมการค้าชายแดนอย่างชัดเจน ผ่อนผันการเปิดด่านต่างๆ เพิ่มจำนวนด่าน รวมทั้งพิจารณาให้มี VAT Refund for Tourist ในกรณีนักท่องเที่ยวเพื่อนบ้าน เดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยใช้เส้นทางบก

นับเป็นมาตรการแห่งความหวังของวงการค้าปลีก ที่รอคอยการตอบสนองจากภาครัฐ

แต่ในระหว่างนี้ก็ต้องสู้ด้วยตัวเองเพื่อไปต่อ และฝ่าฟันอุปสรรคของการ “ซึมยาว” ไปให้ได้

Related Posts

NUTS, YES! อ่านว่า “นัทส์ เยส” แบรนด์นมถั่วน้องใหม่ ชื่อปั่น รู้ไหมทำไมต้องตั้งชื่อกำกวม
Tinder เผย 85% คนโสดไทยรู้สึกเหงา แต่ยังเปิดใจสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ และเชื่อว่าจะได้เจอ “คนที่ใช่”
แบรนด์โยเกิร์ตเกิดใหม่เพียบ “Yoguruto” เลยมองหาตลาดใหม่ เปิดตัว “Nuts, Yes!” (นัทส์เยส) ขยายพอร์ตสู่เครื่องดื่มนมถั่ว
รู้จัก 7 สินค้าชุมชนไทย ของดีที่มีเรื่องราวของผู้คนซ่อนอยู่เบื้องหลัง
‘ฉงชิ่ง Model’ เมื่อจีนไม่ได้ต้องการแค่ของถูกอีกต่อไป แล้วไทยได้อะไรจากเรื่องนี้?
ซีพีแรม ขนขบวนเมนูอาหารเจกว่า 50 เมนู พร้อมเปิดเมนูใหม่ รับเทศกาลเจ ’69 สุดคึกคัก