ข่าววันนี้
ความคืบหน้ากรณีกรมการแพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำแนวทางการตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสมสำหรับประชาชน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ วัยเด็กและวัยรุ่น 0-18 ปี วัยทำงาน 18-60 ปี วัยสูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และหญิงตั้งครรภ์ เพื่อเป็นบรรทัดฐานการตรวจสุขภาพของทั้งสามกองทุนสุขภาพ นพ.อรรถสิทธิ์ ศรีสุบัติ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ กล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า แนวทางการตรวจสุขภาพประจำปีดังกล่าวเป็นของประชาชนทั่วไปที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่ได้เจ็บป่วย ซึ่งหากเจ็บป่วยจะเป็นการตรวจรักษาอีกอย่างหนึ่ง สำหรับแนวทางการตรวจสุขภาพที่ทำขึ้นนี้ ขณะนี้มีสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ที่นำไปเป็นแนวทางในการประกาศใช้สิทธิการตรวจสุขภาพเมื่อ ม.ค. 2560 ส่วนข้อเรียกร้องที่เครือข่ายด้านแรงงานมองว่าควรมีการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับการทำงานด้วยนั้น หากเป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไป แนวทางการตรวจสุขภาพอันนี้ถือว่าเพียงพอ ส่วนการทำงานอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงในด้านต่างๆ นั้น แนวทางการตรวจสุขภาพก็ระบุชัดเจนว่าให้มีการตรวจสุขภาพตามความเสี่ยงของการทำงานหรืออาชีวอนามัยด้วย ซึ่งตรงนี้ขึ้นกับทาง สปส.ว
ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า หลังจากเครื่องสำอางบัวไผ่ข้าว ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากการวิจัยของอภัยภูเบศร ได้รับรางวัลระดับโลกด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ และกำลังเตรียมนำขึ้นจำหน่ายในห้างดัง เป็นสินค้าเทียบชั้นเคาน์เตอร์แบรนด์ ล่าสุด อภัยภูเบศร ได้ปั้นแบรนด์เครื่องสำอางผักเบี้ยใหญ่ ซึ่งเป็นการนำสมุนไพรมาผลิตเป็นเครื่องสำอางครั้งแรกในประเทศไทย และได้ทดลองตลาดมา 1 ปีเต็ม ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ในระดับที่น่าพอใจ “ผักเบี้ยใหญ่ อภัยภูเบศร เป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่นำสมุนไพรพื้นบ้านชนิดนี้มาใส่ในกลุ่มเครื่องสำอาง เช่น คลีนซิ่งวอเตอร์ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม และมีอีกกว่า 9 รายการ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้ ความพิเศษ คือ ไม่ใส่สารกันเสีย สี แอลกอฮอล์ น้ำหอม จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้มีปัญหาผิวแพ้ง่าย เลือกใช้ได้” ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าว และว่า ในส่วนของการตลาด ทางอภัยภูเบศร ได้จัดทัพปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยเน้นกระจายสินค้าให้ทั่วถึงเข้าถึงง่ายมากขึ้นในแต่ละพื้นที่ พัฒนาระบบอี-คอมเมิร์ซ คือ ให้ข่าวสารความรู้และจำหน่ายออนไลน์ทาง www.abphaiherb.com และเป็นพี่เลี้ยงเปิดเอาต์เลตสมุ
พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กู้เงิน 500 ล้านบาท เพื่อใช้เสริมสภาพคล่อง เป็นเงินหมุนเวียนสำหรับรับจำนำ รองรับการเปิดภาคเรียนใหม่ที่กำลังจะมาถึง และอื่นๆ ประจำปีงบประมาณ 2561 ให้กับสถานธนานุเคราะห์ หรือ โรงรับจำนำของรัฐในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเงินกู้ดังกล่าวกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน ทั้งนี้ ตามแผนการกู้เงินของสถานธนานุเคราะห์ เดิมกำหนดวงเงินไว้ที่ 617.60 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวน 117.60 ล้านบาท ตามแผนกำหนดไว้เพื่อย้ายสถานธนานุเคราะห์จำนวน 4 แห่ง จากเดิมจะขอกู้ มาพร้อมกันในรอบที่ต้องขอ ครม. แต่ พม.ได้ปรับแผนไปใช้เงินในส่วนที่ต้องย้ายสำนักงาน ให้ใช้รายได้ของสถานธนานุเคราะห์เอง ทีี่มา ข่าวสดออนไลน์
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 23 ม.ค. พ.ต.อ.ชยินธร สุคนธร ผกก.สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ นายชัยวุฒิ คุณาธิมาพันธ์ ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง อำเภอเมืองประจวบฯ พ.ต.อ.วิรัช ทองไทย หัวหน้างานพิสูจน์หลักฐานภูธรจังหวัดประจวบฯ พร้อม นายบุญชู จงรักษ์ กำนันตำบลบ่อนอก ตรวจสอบรางรถไฟบริเวณบ้านคลองชายธง หลักกิโลเมตรที่ 281/12 – 281/13 ม.7 บ้านคลองชายธง ต.บ่อนอก อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ หลังรับแจ้งว่ามีคนร้ายนำเสาปูนจำนวนหลายต้นมากองรวมบนรางรถไฟ เพื่อหวังผลให้รถไฟตกราง ที่เกิดเหตุอยู่ด้านหลังพื้นที่ที่จะมีโครงการสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก แต่ถูกต่อต้านจนต้องเลิกราไป และเป็นที่เปลี่ยวไม่มีบ้านคน พบว่าบนรางรถไฟมีเสาปูนซึ่งเป็นเสารั้วลวดหนามของพื้นที่ของโรงไฟฟ้า ถูกคนร้ายนำมากองรวมกันบนรางรถไฟ 7 ต้น โดนรถไฟทับจนเสาแตกหักชิ้นส่วนกระจัดกระจาย เจ้าหน้าที่ตรวจสอบบริเวณใกล้เคียงพบว่า ที่ริมเขตแดนของโรงไฟฟ้าห่างจากรางรถไฟ 47 เมตร ซึ่งมีเสาปูนของรั้วลวดหนาม มีร่องรอยของคนร้ายได้หักเสาปูนออกมานับได้ 17 ต้นด้วยกัน แต่คนร้ายได้นำออกมาจากหลุมเพียง 7 ต้นนำไปวางบนรางรถไฟ ส่วนที่เหลือยังวางอยู่ในที่เกิดเหตุ จากการตรวจสอบสถานท
นายกลินท์ สารสิน ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และประธานกรรมการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กกร. มีมติขอให้รัฐบาลทบทวนการปรับอัตราค่าจ้างใหม่ที่ได้มีมติออกมาตามคณะกรรมการค่าจ้างแรงงานกลาง โดยให้ยึดตามคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด แต่ละจังหวัด และตามมาตรา 87 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 โดยจะนำมติดังกล่าวเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ภายในวันที่ 23 ม.ค. นี้ สาเหตุที่ กกร. เห็นว่าควรให้การพิจารณาปรับขึ้นค่าแรงเป็นหน้าที่ของอนุกรรมการฯ และมาตรา 87 นั้น เพราะจะมีความสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของแต่ละจังหวัดมากกว่าการนำเอาการนำอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในภาพรวมของประเทศไปคำนวณ ซึ่งคาดว่าการปรับค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร ภาคบริการและผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) และจะทำให้อัตราว่างงานสูงขึ้น จากการที่ผู้ประกอบการนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีมาใช้ และเมื่อมีการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเกินพื้นฐานสภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและสังคม จะส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อประเทศโดยรวม รวมทั้งค่าครองชีพก็สูงขึ้นตามค่าแรงที่เพิ่มขึ้
กรณีร้านขายอาหารทะเล ที่ตลาดน้ำสี่ภาคพัทยา จ.ชลบุรี พบว่ามีการนำม้าน้ำมาย่างเสียบไม้ขาย ในราคาไม้ละ 150 บาท ซึ่งนักท่องเที่ยวให้ความสนใจและถ่ายรูปลงทางโซเชียล ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ม.ค. นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า สถานภาพของม้าน้ำกำลังคุกคาม เนื่องจากสูญเสียแหล่งอาศัยบริเวณแนวหญ้าทะเล แนวปะการัง และป่าชายเลน รวมทั้งความเชื่อผิดๆ ที่ใช้ม้าน้ำเป็นยารักษาโรคต่างๆ เช่น โรคหืด เส้นโลหิตตีบ กระดูกแตกหัก และเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ รวมทั้งนำมาเป็นเครื่องประดับ ทำให้การซื้อขายม้าน้ำเป็นไปอย่างแพร่หลาย โดยไทยได้ทำข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยจัดม้าน้ำเข้าสู่อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส ในบัญชีที่ 2 โดยห้ามนำเข้าหรือส่งออก เว้นแต่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซื้อขายได้ แต่ต้องควบคุมหรือจำกัดปริมาณเพื่อไม่ให้เสี่ยงสูญพันธุ์ ในขณะที่กฎหมายในประเทศไทยยังไม่มีข้อห้ามใดๆ จึงเป็นช่องว่างที่สามารถซื้อขายได้ดังกล่าว นายธัญญา กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการบรรจุม้าน้ำให้เป็นสัต
เมื่อวันที่ 23 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน กล่าวถึงกรณีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุมติของคณะกรรมการค่าจ้างกลางที่ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศ ไม่ตรงตามมติอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดว่า ตัวเลขนี้เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการค้าจ้างกลาง ที่มีปลัดกระทรวงแรงงานเป็นประธาน ยืนยันว่าตรงกับของจังหวัด จึงไม่น่ามีปัญหาอะไร ซึ่งในการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะยึดตามมติของคณะกรรมการค่าจ้างกลาง ส่วนสาเหตุที่ยังไม่สามารถนำเข้าที่ประชุม ครม.ในสัปดาห์นี้ได้ เพราะเรื่องยังอยู่ในขั้นตอนธุรการ โดยจะมีการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมครม. ในสัปดาห์หน้า รมว.แรงงาน กล่าวว่า หลักการในการขึ้นค่าแรงครั้งนี้ ให้ขึ้นอยู่ที่ประมาณ 5% โดยเฉลี่ย ถือว่าสูงในรอบ 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ความจริงแล้วเขาเสนอมาเพียงไม่ถึง 1% แต่รัฐบาลมองทุกด้าน เพราะเห็นว่าน่าจะพิจารณาโดยรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรงงาน ผู้ประกอบการ และเรื่องเงินเฟ้อ ค่าแรงที่ขึ้นครั้งนี้ ต่ำสุดคือ 5 บาท และสูงสุดคือ 22 บาท อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าคงไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ แต่ส่วนใหญ่ตอบรับค่อนข้างดี ส่วนเรื่องผลกระทบเรามีมาตรการรองรับหล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่ จังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมกับ เหล่ากาชาดจังหวัดร้อยเอ็ดได้จัดงานประเพณีปีใหม่ และกาชาดจังหวัดร้อยเอ็ด ประจำปี 2561 ในระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 7 มกราคม 2561 รวม 10 วัน 10 คืน ณ.ลานศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด และ บริเวณข้างเคียง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้ช่วยเหลือสาธารณกุศล และ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่างๆ ในงานกำหนดให้มีการออกรางวัลฉลากกาชาดการกุศล ซึ่งกำหนดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม 2561 ณ เวทีกลางหน้าศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด เวลา 20.00 น. เป็นต้นไป มีรางวัลดังต่อไปนี้ นางนงรัตน์ คงเกษม นายกเหล่ากาชาดจังหวัดร้อยเอ็ด กล่าวว่า รางวัลต่างๆมีผู้ที่โชคดีรับไปหมดแล้ว คงเหลือรางวัลที่ 1 จากสลากกาชาดการกุศล ประจำปี 2561 สาเหตุที่มารับรางวัลช้าน่าจะยังไม่ทราบว่าตัวเองโดนรางวัล หรืออาจเป็นคนต่างถิ่นมาเที่ยวงานแล้วยังไม่ตรวจสลาก วอนทุกท่าน หรือ ญาติ ช่วยตรวจสอบหมายเลขสลากกาชาดร้อยเอ็ด ประจำปี 2561 ด้วย รางวัลที่ 1 สลากกาชาดหมายเลข 38197 เป็นรถกระบะ TOYOTA รุ่น REVO ยังจอดรอท่านอยู่ มารับเมื่อไหร่พร้อมเติมน้ำมันเต็มถังฟรี หากพ้นกำหนด 9 มีนาคม 2561 ถือว่าท่านสละสิ
ผู้สื่อข่าวพบว่า บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำลำพอก ต.ยาง อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ มีกลุ่มชาวบ้านประมาณ 10 คน เดินทางเหมารถกระบะ มาจากบ้านสำโรง ต.หนองเทพ อ.โนนนารายณ์ ระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร เพื่อมาหาขุดหรือชาวอีสานเรียกว่า “มาหาขัวหอยขม” ที่มีอยู่เยอะตามทุ่งนาใกล้กับอ่างเก็บน้ำลำพอก ช่วงนี้น้ำกำลังลดลง เพราะใกล้หน้าแล้ง สร้างรายได้เสริมให้ชาวบ้านในช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี นางจอม พรมอุ่น อายุ 39 ปี เลขที่ 48 บ้านสำโรง หมู่ 3 ต.หนองเทพ อ.โนนนารายณ์ เปิดเผยว่า เดินทางมากับเพื่อนบ้านญาติพี่น้องกันนับสิบคน รวมเงินจ่ายค่าเหมารถกระบะคนละ 50 บาทรวมแล้วก็ 500 บาท เพื่อเดินทางมาขุดหอยขม หรือชาวบ้านเรียกว่า หาขัวหอยขม หรืองมหอยขม เมื่อได้แล้ว ก็จะนำไปขังไว้ในกะละมังหรือถัง เพื่อให้หอยขมคลายเศษสิ่งสกปรกออกจากตัว ก่อนจะนำไปล้าง และนำไปต้ม เพื่อใช้ประกอบอาหาร รับประทานในครัวเรือน ทั้งต้ม แกง อ่อม หรือผัด หากเหลือก็จะนำไปขาย หอยขมช่วงนี้เป็นที่ต้องการของชาวบ้านมาก ช่วงนี้หาได้คนละ 20-30 กิโลกรัม นำมาใส่ถุง ถุงละหนึ่งกิโลกรัม ขาย 25 บาท ขายพอมีรายได้เสริม บางครั้งก็สร้างรายได้วันละ 200-400 บาท แล้วแต่จำนวนหอยที่หา
อีกหนึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ เกี่ยวกับผู้ที่ชอบกินอาหารบุฟเฟ่ต์ หลังจากที่มีแฟนเพจเฟซบุ๊ก YouLike คลิปเด็ด 4 โพสต์คลิปวิดีโอ โดยระบุว่า เจ้าของร้านโวยลั่น ชายชุดทหารมากินบุฟเฟ่ต์แล้วแอบห่อกุ้งกลับบ้าน โดยในคลิปเป็นภาพที่เจ้าของร้านบุฟเฟ่ต์แห่งหนึ่งตะโกนว่า ขโมยกุ้งกลับบ้านครับ เป็นทหารด้วย ใส่มาเต็มเลย โคตรทุเรศเลย พร้อมโชว์กุ้งจำนวนหนึ่งที่ถูกยัดในกล่องเหล้ายี่ห้อหนึ่ง โดยชายใส่ชุดทหารพยายามเดินหนีออกจากร้าน ซึ่งเจ้าของร้านที่เดินตามก็ตะโกนบอกพร้อมเดินตามไปคุยว่า เฮ้ยคุณยังกลับไม่ได้ แบบนี้ถือว่าขโมยนะคุณ ถือกลับมาเป็นกิโลเลย ขณะที่ทางชายใส่ชุดทหารอ้างว่ากลัวเหลือ และยังเดินไปที่รถต่อ เจ้าของร้านพูดต่อว่า กลัวเหลือไม่ใช่ข้ออ้าง และเชิญชายใส่ชุดทหารไปเคลียร์ในร้าน พร้อมพูดต่อว่าหรือจะให้ผมเรียกตำรวจ เดี๋ยวจะถ่ายทะเบียนรถไว้ ซึ่งทางชายชุดทหารพยายามขอร้องว่าอย่าถ่าย และบอกให้คุยกันนอกรอบดีๆ แต่เจ้าของร้านยืนยันคำเดิมว่า ให้เชิญในร้านและไม่ต้องพูดอะไร เพราะคุณทำไม่ถูก ซึ่งชายชุดทหารได้ยอมรับและพูดท้ายคลิปว่า จะไม่ทำอีกแล้ว ที่มา ข่าวสดออนไลน์
