ข่าววันนี้
เมื่อวันที่ 25 ก.ย. เอเอฟพีเผยแพร่ภาพการเสด็จเยือนแคนาดาของเจ้าชายวิลเลียม รัชทายาทลำดับที่ 2 แห่งราชวงศ์อังกฤษ พร้อมด้วยแคตเธอรีน พระชายา พร้อมด้วย เจ้าชายจอร์จ พระชันษา 3 ขวบ และเจ้าหญิงชาร์ล็อต พระชันษา 1 ขวบ AFP PHOTO AFP PHOTO Catherine, Duchess of Cambridge and Princess Charlotte / AFP PHOTO AFP PHOTO การเสด็จเยือนแคนาดาครั้งนี้ เป็นการเยือนแบบครบสมาชิกในครอบครัวเป็นครั้งแรกของเจ้าชายวิลเลียม นอกจากนี้ยังเป็นการเสด็จต่างประเทศอย่างเป็นทางการของเจ้าหญิงชาร์ล็อต และเป็นครั้งแรกของนายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีหนุ่มที่เฝ้ารับเสด็จ หลังขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศเมื่อปี 2558 นายกรัฐมนตรีทรูโด และภริยา เข้าเฝ้ารับเสด็จเจ้าชายวิลเลียมและครอบครัวซึ่งประทับเครื่องบินพระที่นั่งมายังเมืองวิกตอเรีย รัฐบริติชโคลัมเบีย Canadian Prime Minister Justin Trudeau (C) kneels to talk to Prince George VICTORIA, BC – SEPTEMBER 24: /AFP AFP PHOTO เจ้าชายวิเลียมตรัสต่อหน้าสาธารณชนหลายพันคน ด้านหน้าสภานิติบัญญัติ รัฐบริติชโคลัมเบีย ถึงความซาบซึ้งใจในการต้อนรับอันแสนอบอุ่น Prince William The Duke of Cambridge
นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. เปิดเผยว่า ตามที่ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มีนโยบายให้ ทอท.เตรียมความพร้อมรองรับปัญหาน้ำท่วมขังของท่าอากาศยานดอนเมือง (ทดม.) ในช่วงฤดูฝน ปี 2559 นั้น ทอท.ได้ดำเนินการและวางแผนหาแนวทางแก้ไขปัญหาแล้ว อาทิ การกำจัดขยะภายในทางระบายน้ำ ขุดลอกท่อระบายน้ำ เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโดยปกติสนามบินแห่งนี้สามารถรองรับปริมาณน้ำฝนได้ถึง 80 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ด้วยการพร่องน้ำในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในกรณีเกิดมรสุมที่ฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานานและมีปริมาณน้ำฝนมาก ทำให้สนามบินดอนเมืองต้องรองรับปริมาณฝนมากกว่า 80 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง สนามบินดอนเมืองจึงจำเป็นต้องมีการสูบระบายน้ำออก เพื่อไม่ให้กระทบต่อการให้บริการ โดยการสูบระบายน้ำจากสถานีสูบน้ำที่ตั้งอยู่โดยรอบทั้งหมด 12 สถานี ทั้งนี้ จะมีปริมาณความสามารถในการสูบน้ำรวมประมาณ 48,840 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง รวมกับสถานีสูบระบายน้ำของกองทัพอากาศจำนวน 2 สถานี ทำให้สนามบินดอนเมืองมีความสามารถในการสูบระบายน้ำรวมเพิ่มอีกประมาณ 26,500 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง โดยมี จุดระบายน้ำออก 3 จุ
https://youtu.be/RXTZ9vKOEKg
ความคืบหน้ากรณี “เจ้าหลง” สุนัขนั่งรอเจ้าของบริเวณถนนสายจันทบุรี-ตราด ฝั่งขาเข้า ต.คมบาง อ.เมือง จ.จันทบุรี ไม่ยอมไปไหนนานหลายเดือน จนถูกรถชนตาย (คลิกอ่าน : สุดเศร้า! เจ้าหลงเสียชีวิตเเล้ว ปิดฉากตำนานความซื่อสัตย์รอเจ้าของริมถนนไม่ไปไหน) ผู้สื่อข่าวมติชนติดตามความคืบหน้าล่าสุด นายสรรพสรร โกสาริกา ตัวเเทนชาวบ้านที่ดูเเลเจ้าหลง เปิดเผยว่า เวลา 11.15 น. วันที่ 25 กันยายน รับแจ้งจากญาติที่ตำบลคมบางว่า “เจ้าหลง” ถูกรถยนต์ชนตาย ริมถนนสุขุมวิท (กม.345/200) พื้นที่บ้านแถว ต.คมบาง อ เมือง จ.จันทบุรี ตนพร้อมเพื่อนๆ จึงไปที่เกิดเหตุ พบร่างของเจ้าหลง สุนัขเพศเมีย วัย 5 ปี นอนตายริมถนนสุขุมวิท สภาพที่เกิดเหตุ ตรงข้ามร้านเรืองชัยโชค นายสรรพสรรกล่าวอีกว่า ต่อมาตนกับคุณนารี (สงวนนามสกุล) ช่วยกันเก็บร่างเจ้าหลง ไปเผาที่สวนผลไม้ของคุณนารี โดยช่วยกันหาฟืนไม้มากองเเล้วนำร่างเจ้าหลงวางบนกองฟืน แล้วจุดไฟเผาทันที เนื่องจากเกรงสภาพศพจะขึ้นอืด ส่งกลิ่นเหม็น นายสรรพสรร กล่าวว่า ทั้งนี้เริ่มเเรกเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา มีผู้พบเจ้าหลงยืนรอเจ้าของริมถนนสุขุวิท จึงมักจะนำอาหารมาให้เป็นประจำ ต่อมาข่าวถ
เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ปลัดเทศบาลตำบลคลองขุด พร้อมด้วยนายช่างโยธา และเจ้าหน้าที่นำอุปกรณ์มากั้นเพื่อแสดงสัญลักษณ์เป็นพื้นที่อันตราย หลังเกิดเหตุกำแพงด้านหลังตลาด “ตั้งจิตศิล” พื้นที่หมู่ที่ 4 ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล ซึ่งเป็นกำแพงเก่า มีความยาวเหลืออยู่เพียงประมาณ 3 เมตร สูง 1 เมตร โดยก่อนหน้านี้พื้นที่กำแพงบางส่วนได้มีการรื้อเพื่อให้ทางเทศบาลก่อสร้างคูระบายน้ำไปแล้ว เกิดล้มทับ ด.ช.เอ (นามสมมติ) วัย 6 ขวบ นักเรียนอนุบาลโรงเรียนบ้านเขาจีน เป็นเหตุให้กะโหลกศีรษะยุบ เสียชีวิตคาที่ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนูน้อยวัย 6 ขวบ เป็นบุตรชายของนางมีน๊ะ เทศอาเส็น อายุ 27 ปี ซึ่งเป็นแม่ค้าและเช่าบ้านพักในบริเวณตลาดดังกล่าว จากการสอบถามนางมีน๊ะ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุลูกชายจะมาวิ่งเล่นรอบตลาดอยู่เป็นประจำ และไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายกับลูกชายของตน ขณะเกิดเหตุมีพลเมืองดีนำตัวส่งรพ.แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ จึงนำร่างประกอบพิธีตามหลักศาสนาอิสลามแล้ว นายเอกชัย น้อยฤทธิ์ นายช่างโยธาเทศบาลตำบลคลองขุด กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า กำแพงดังกล่าวมีการก่อสร้างกันอย่า
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมาว่า นายรัฟฟิโน เบอร์เรกโก ชาวโปรตุเกส วัย 61 ปี กลับมาเดินได้อีกครั้ง เมื่อแพทย์พบว่าแพทย์ผู้วินิจฉัยโรคให้นายเบอร์เรกโก เมื่อ 43 ปีที่แล้ววินิจฉัยผิดพลาด ทำให้นายเบอร์เรกโก ต้องนั่งรถวีลแชร์เป็นเวลานานกว่า 40 ปี ก่อนจะรักษานายเบอร์เรกกาให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง เอเอฟพีอ้างรายงานของวารสาร เจอร์นัลเดอโนติซิอาส ระบุว่า นายรัฟฟิโน เบอร์เรกโก ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ขณะมีอายุได้ 13 ปีว่าเป็นโรคกล้ามเนื้อเจริญเติบโตผิดเพี้ยน ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายได้ ทำให้นายเบอร์เรกโก ต้องนั่ง วีลแชร์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเป็นเวลา 43 ปี ก่อนที่ในปี 2553 แพทย์ด้านระบบประสาทตรวจพบว่าจริงๆแล้วนายเบอร์เรกโก ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่ไม่รุนแรงซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการรับยาโรคหอบหืด และหลังจากนั้นเพียง 1 ปี เบอร์เรกโก ก็สามารถเดินไปยังร้านค้าใกล้ๆบ้านที่คุ้นเคยได้เป็นครั้งแรก รายงานระบุว่า เบอร์เรกโก ผู้ซึ่งสามารถใช้ชีวิตปกติได้โดยเข้ารับการกายภาพบำบัดปีละสองครั้ง ไม่คิดที่จะเอาผิดกับแพทย์คนแรกที่ให้การรักษา เนื่องจากในเวลานั้นโรคกล้ามเนื้อที่ตน
คนสมัยไหนๆก็อยากหล่ออยากสวย อยากแก่ช้าอยากดูดีไปนานๆกันทั้งนั้น จึงพยายามสรรหาวิธีการปฏิบัติตัวต่างๆ เพื่อถนอมความอ่อนเยาว์ให้อยู่กับเราให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่การคืนความอ่อนเยาว์ให้อยู่กับเราแบบยั่งยืนนั้นต้องดูแลจากภายใน นั่นคือการที่เราหาสิ่งดีๆใส่เข้ามาในร่างกายเรา จากคำพูดของฮิพโพเครติส (Hippocrates) แพทย์ชาวกรีก หรือบิดาแห่งแพทย์ศาสตร์ ที่กล่าวไว้ว่า “Let food be thy medicine and medicine be thy food” ซึ่งแปลว่า “ ให้อาหารเป็นยา และยาคืออาหาร ” หมายถึงการให้เรานำสิ่งดีมีคุณประโยชน์ของอาหารนานาชนิดมาเป็นยาอายุวัฒนะ เสริมสร้างให้สุขภาพดีแข็งแรงจากภายใน วันนี้หมอจะแนะนำเกร็ดความรู้เพื่อเลือกสรรสิ่งดีๆ และวิวัฒนาการใหม่ๆเพื่อสร้างความอ่อนเยาว์จากภายในสู่ภายนอก แต่ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าความชรานั้นมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง ความชรามีสาเหตุใหญ่ 2 ประการ 1.ความชราตามอายุขัยคนเราต้องแก่เฒ่าเป็นธรรมดาเมื่ออายุมากขึ้นหากไม่ดูแลสุขภาพย่อมมีความเสื่อม 2.ความชราจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น การโดนแสงแดด หรือตากแดดบ่อยๆ ผิวได้รับรังสี UV อย่างต่อเนื่องทำให้เซลล์ผิวหนังเสื่อมได้ เร่งใ
เอเอฟพี รายงานว่า 4 เดือนหลังจากที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา นั่งบนเก้าอี้พลาสติกเตี้ย กินก๋วยเตี๋ยวหมู ซึ่งเป็นอาหารจานเด่นของเมืองฮานอย ตามสไตล์ชาวเวียดนามแท้ๆ โดยมีความต่างจากก๋วยเตี๋ยวไทยตรงที่เส้นมีความคล้ายคลึงกับเส้น “ขนมจีน” ของคนไทย บรรดานักท่องเที่ยวทั้งในและนอกประเทศยังคงแห่มาที่ร้านอาหารแห่งนี้เพื่อมาดูว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯเลือกร้านอาหารแห่งนี้สำหรับมื้อค่ำเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา “คนมากมายมาที่นี่เพื่อมาดูว่าอะไรทำให้โอบามาเลือกร้านของฉัน”นางเหงียน ธิ เลียน (Nguyen Thi Lien) เจ้าของร้านอาหาร Bun Cha Huong Lien ในฮานอย กล่าว “มาเยอะจนเราไม่สามารถต้อนรับลูกค้าได้หมด” Nguyen Thi Lien เจ้าของร้านอาหาร ให้สัมภาษณ์กับทาง AFP หลังจากการมาเยือนของคนดัง ทางเจ้าของร้านซึ่งเปิดร้านอาหารแห่งนี้มานาน 23 ปี ได้เซ็ตเมนู “คอมโบโอบามา” เมนูอาหารกลางวันซึ่งประกอบไปด้วยอาหารที่ประธานาธิบดีคนดังเลือกสั่ง ได้แก่ ก๋วยเตี๋ยวพิเศษ คู่กับปอเปี๊ยะทอด และเบียร์ฮานอย ในราคาชุดละ 4 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเธอยืนยันว่าไม่ได้เพิ่มราคาแต่อย่างใ
https://youtu.be/5MtSaujBMr0 สองสามีภรรยาเจ้าของร้านซ่อมหม้อน้ำในตัวเมืองกระบี ผวาพบธนบัตรใบละ 1 พันบาท ลักษณะแปลกตัวเลขหลุดออกเป็นรูปสี่เหลี่ยมจนเห็นพื้นที่สีขาว เผยอยู่ในกางเกงที่นำไปซักและตากจนแห้งแล้ว คาดเป็นธนบัตรปลอม เตือนประชาชนระมัดระวัง คาดเงินที่รับจากลูกค้าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เตรียมนำไปให้ธนาคารตรวจสอบ เมื่อวันที่ 25 ก.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายนายสุขสันต์ ชาญสาริกรณ์ อายุ 54 ปี เจ้าของร้านกระบี่หม้อน้ำ ตั้งอยู่เลขที่ 146 ถ.ศรีตรัง ต.กระบี่ใหญ่ อ.เมือง จ.กระบี่ ว่า พบธนบัตรใบละ 1 พันบาท ซึ่งสงสัยว่าเป็นธนบัตรปลอม หลังจากที่นำกางเกงเข้าเครื่องซักผ้าเมื่อวานนี้ จึงเดินทางไปตรวจสอบพบธนบัตรใบละพันบาท มีรอยหลุดตรงเป็นแถบที่ตัวเลข 1,000 บาท ตรงมุมขวาบน เป็นรูป 4 เหลี่ยม ขนาดกว้างประมาณ 2×2 เซนติเมตร จนเห็นพื้นกระดาษสีขาว สร้างความแปลกใจแก่ผู้พบเป็นอย่างมาก เบื้องต้นทราบว่า ธนบัตรดังกล่าวรับมาจากลูกค้าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และลืมไว้ในกระเป๋ากางเกงเมื่อนำไปซัก ก็พบว่าธนบัตรมีลักษณะดังกล่าว ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นของปลอม จึงโพสต์ลงในโลกโซเชียล เพื่อเตือนให้ประชาชนระมัดระวัง ทำให้เกิด
เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 25 ก.ย. 59 นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ อายุ 54 ปี ผู้กำกับและพิธีกรชื่อดัง เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ. นิยมรุ่ง มุมเมือง พนักงานสอบสวนสภ.บางแก้ว สมุทรปราการ เพื่อลงบันทึกประจำวันและแจ้งความดำเนินคดีกับ 2 ผู้ต้องหาที่แอบอ้างเป็นคนสนิทและปลอมแปลงเพจเฟซบุ๊กเพื่อหลอกให้ผู้ใจบุญโอนเงินเข้าบัญชีของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ ซึ่งนอกจากจะทำให้ตนเองเสียงชื่อเสียงแล้วยังเป็นการหลอกลวงประชาชนผู้ใจบุญ รวมถึงซ้ำเติมครอบครัวที่ล้มป่วยกำลังรอความช่วยเหลืออีกด้วย บิณฑ์ บรรลือฤทธ์ เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบพบว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กหลายคน ส่งข้อมูลภาพถ่ายจากเฟซบุ๊กมาให้ตรวจสอบ โดยเมื่อ ตรวจสอบพบว่า เป็นภาพถ่ายจากหน้าเพจโดยมีรายละเอียดเนื้อหาที่ ตนเองเคยลงข้อมูลไว้ แต่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลในส่วนของชื่อเจ้าของ บัญชีธนาคารและหมายเลขบัญชีธนาคาร คือ จะเปลี่ยนชื่อเจ้าของบัญชี ของผู้ได้รับความเดือดร้อน เป็นชื่อ“ภูมิน คงทน”, “โพมิน อรัญสอน”, “ภูมินทร์ พฤกษ์พาณิชย์”, “ภูมิพันธ์”, “ภูมิน พิสุวรรณ”, “ชนกขันธงไชย” ซึ่งชื่อเหล่านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงโดยตลอด แต่จะใช้หมายเลขบัญชีธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 868-0593-087 และ
