ดีเอสไอ ไม่ได้เพิกเฉย คดีบิลลี่หาย ยันส่ง จนท.แฝงตัวหาหลักฐานสำคัญ 

ดีเอสไอ ยันไม่ได้เพิกเฉย คดีบิลลี่หาย
ดีเอสไอ ยันไม่ได้เพิกเฉย คดีบิลลี่หาย

ดีเอสไอ ไม่ได้เพิกเฉย คดีบิลลี่หาย ยันส่ง จนท.แฝงตัวหาหลักฐานสำคัญ

การหายตัวไปของ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ แกนนำชาวบ้านกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย และสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียง จ.เพชรบุรี ตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย.57 ระหว่างถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ควบคุมตัว เมื่อ 5 ปีที่แล้ว และกลายเป็นข้อกังวล เรื่องชุมชน กรณีการละเมิดสิทธิชาวกระเหรี่ยงทำให้กลุ่มป่าแก่งกระจาน ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

วันที่ 10 ก.ค. พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีกรมสอบสวนคดี (ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีดังกล่าวว่า เมื่อ กคพ.มีมติรับเป็นคดีพิเศษ ดีเอสไอได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงไปแล้วดีเอสไอได้พยายามมสืบหาข้อมูลพยานหลักฐานมาตลอด ไม่ได้นิ่งนอนใจหรือดึงคดีให้ล่าช้า แต่ต้องยอมรับก่อนคดีดังกล่าวกว่า ดีเอสไอจะเข้ารับผิดชอบ ข้อมูลพยานหลักฐานก็ค่อนหาได้ยาก

ล่าสุดที่เจ้าหน้าที่ได้ ตรวจสอบรถยนต์ 1 คัน ที่พบว่าร่องรอยคราบเลือดหลงเหลือ เมื่อนำไปตรวจเปรียบเทียบดีเอ็นเอว่าตรงกับบิลลี่หรือไม่ ข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์ยังไม่ชัดเจน ทราบแต่เพียงว่า เป็นเลือดมนุษยไม่ใช่เลือดสัตว์ แต่ดีเอสไอก็ไม่หยุดความพยายาม ได้สืบค้นพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง สอบคำให้การของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่เกี่ยวข้องในวันเกิดเหตุไปแล้ว ทุกคนให้การไปในทิศทางเดียว ซึ่งก็ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนมาก

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

ดีเอสไอต้องบอกเรื่องนี้ค่อนข้างยากต่อการหาพยานหลักฐาน ในพื้นที่ทั้งการสอบปากคำชาวบ้านที่มีความวิตกกังวลและกลัว ในหลายเรื่อง แต่ขอยืนยันว่าดีเอสไอกำลังหาพยานหลักฐานสำคัญ ซึ่งไม่สามาถเปิดเผยได้เกรงว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องจะได้รับความเดือดร้อน ถึงตอนนี้ดีเอสไอก็ยังทำงานอย่างต่อเนื่อง ส่งเจ้าหน้าที่แฝงตัวเข้าไปในพื้นที่ เพื่อเก็บข้อมูลสำคัญ ช่วงที่ผ่านมาจึงไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ ” พ.ต.ท.กรวัชกล่าว

รายงานข่าวระบุว่าสำหรับผลการตรวจสอบคราบเลือดในรถยนต์ต้องสงสัย ที่ใช้ก่อเหตุนั้น คราบเลือดมนุษย์ในรถนำมาตรวจแล้วไม่ตรงกับ ดีเอ็นเอของบิลลี่

ด้าน นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิ์มนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กล่าวถึงกรณีเดียวกันว่า ในส่วนคดีของนายบิลลี่ยอมรับว่าไม่มีความคืบหน้า แม้เหตุเกิดผ่านมา 5 ปีแล้วแต่เรื่องก็เงียบจนลูกๆของนายบิลลี่โตกันหมดแล้ว แม้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) จะรับเป็นคดีพิเศษแล้วก็ตาม เมื่อถามหาความคืบหน้าก็ยังไม่มีอะไรความคืบหน้า

เชื่อว่ายูเนสโกเขารับรู้แล้วก็ถือปัจจัยเรื่องนี้เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาด้วย ซึ่งเข้าใจว่าความเข้าใจของไทยและยูเนสโกอาจจะต่างกัน ไทยเราอาจจะคิดว่าได้ขึ้นเป็นมรดกโลกจะได้เป็นพื้นที่อนุรักษ์มีผู้คนมาท่องเที่ยว แต่ยูเนสโกได้รับรายงานเรื่องการเผ่าบ้านไล่รื้อผู้คนในพื้นที่

ดังนั้นอยากเห็นประเทศไทย แสดงเจตจำนงปกป้องสิทธิและวิถีชีวิตของคนที่อยู่ในแก่งกระจานว่าให้คนได้อยู่กับป่า ทั้งนี้ยูเนสโกเขาให้โอกาสเรามาแก้ไขปัญหาเอง 1 ใน 3 ข้อเสนอแนะ คือเรื่องข้อกังวลของชุมชนกะเหรี่ยงที่อยู่ในแก่งกระจานถูกไล่รื้อให้อพยพจากใจแผ่นดิน หรือแม้ทางไทยเราจะระบุไปว่าเราให้การเยียวยาตามที่ศาลปกครองตัดสินไปแล้ว

แต่เชื่อว่าทางยูเนสโกเขาก็ได้รับข้อมูลจากหลายทางมากกว่าที่ทางการไทยเสนอไป และทราบว่าเขาได้รับเอกสารของผู้แทนสหประชาชาติ ที่แสดงความห่วงใยในเรื่องที่นายบิลลี่หายไปด้วยจึงเป็นที่มาของการเสนอแนะใน 3 ข้อตีกลับมาไทย

บทความก่อนหน้านี้สยองร้องลั่นเครื่องโม่ปูน! แขนเสื้อพันแกนเฟืองกระชากแขนเข้าไปบดกระดูกแหลก
บทความถัดไปกุนซือเสือใต้แขวะ ฮุมเมิลส์ ย้ายหนีเพราะแค่ไม่อยากเจอศึกชิงตำแหน่งในทีม