ผญบ.บางกลอย ขอกรมอุทยานฯ ฟังเสียชาวบ้านบ้าง ปมขึ้นมรดกโลก ชี้ปัญหาเดิมยังไม่แก้ 

ผญบ.บางกลอยวอน กรมอุทยานฯ ขอให้ฟังเสียชาวบ้าน ปมขึ้นมรดกโลก

ผญบ.บางกลอย ขอกรมอุทยานฯ ฟังเสียชาวบ้านบ้าง ปมขึ้นมรดกโลก ชี้ปัญหาเดิมยังไม่แก้ 

กรณี สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) กล่าวถึงปมเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ ที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กลุ่มป่าแก่งกระจาน ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยระบุว่า ในพื้นที่มีทั้งคนไทยและกะเหรี่ยง อาศัยอยู่รวมทั้งหมด 39 หมู่บ้าน ในจำนวนนี้มี 5 หมู่บ้านเป็นชาวกะเหรี่ยง และมีเพียง 2 หมู่บ้านคือ บ้านโป่งลึกและบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน ที่อาจมีความต้องการขอกลับไปอาศัยยังพื้นที่เดิม แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่ดังกล่าวป่าต้นน้ำ จึงจำเป็นต้องอพยพลงมา

นายสุรพงษ์ กองจันทึก ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยง และพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนคิดว่าสผ.เข้าใจผิด จริงๆแล้ว 2 หมู่บ้านที่ถูกอพยพลงมานั้น เขาไม่ได้สมัครใจ แต่เขาถูกเผาบ้านลงมากว่า 100 หลังคาเรือน ส่วนชุมชนอื่นนั้นเขาไม่ได้ถูกเผาบ้าน ฉะนั้นจึงนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้

ซึ่งการที่เขาขอกลับไปอยู่ในพื้นที่เดิมก็ไม่ต่างจากชุมชนอื่นๆ ที่เขาอยู่ในพื้นที่เดิมอยู่แล้ว ส่วนที่ระบุถึงเหตุจำเป็นที่ต้องเอาชาวบ้านลงมาจากบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน เพราะเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ จึงอยากถามว่าการอพยพมาอยู่ตรงพื้นที่โป่งลึก-บางกลอยนั้นไม่ใช่พื้นที่ต้นน้ำตรงไหน เพราะตรงจุดที่ย้ายลงมาก็เป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 เอ ซึ่งไม่ต่างจากจุดที่ขึ้นไปเผาบ้านของชาวบ้านเลย

ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษากะเหรี่ยง และพัฒนา กล่าวต่อว่า เจ้าหน้าที่รัฐไทยอย่าดื้ออีกเลย ชาวบ้านทุกคนยืนยันชัดเจนว่าอยากช่วยกันให้พื้นที่แก่งกระจานได้ขึ้นมรดกโลก แต่ต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ก่อน ต้องย้อนมามองความจริงในพื้นที่ว่ามีปัญหาอะไร เขาต้องการพื้นที่ทำกิน เขาต้องการกลับไปอยู่ในพื้นที่เดิม

ซึ่งมีคำพิพากษาศาลปกครอง ยืนยันว่าชาวบ้านอาศัยอยู่ในชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม และต้องปฎิบัติตามมติครม. 3 ส.ค.2553 เรื่องแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีกะเหรี่ยง โดยสิ่งที่ต้องทำคือตั้งคณะกรรมการเข้ามาแก้ปัญหาเรื่องนี้โดยตรง ให้ชาวบ้าน นักวิชาการ พิสูจน์ว่าพวกเขาอยู่ในพื้นที่มาก่อนหรือไม่ ถ้าเขาอยู่มาก่อนต้องให้เขากลับไปอยู่ในพื้นที่เดิมได้

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ชุมชนใจแผ่นดิน-บางกลอยบน เป็นชุมชนเก่าแก่ที่อยู่มากว่าร้อยปีแล้ว โดยปรากฎหลักฐานจากกรมแผนที่ทหารยืนยันว่ามีบ้านใจแผ่นดิน ในปี 2455 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชาวบ้านช่วยรักษาป่าจนแก่งกระจานจนสามารถประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยได้ และมีความหลากหลายของพรรณพืชจนสามารถขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้

ซึ่งหลังจากนี้เจ้าหน้าที่รัฐต้องเร่งรัดชี้แจงต่อคณะกรรมการมรดกโลก ที่มีแนวทางชัดเจนในเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์คือ ต้องให้ชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมด้วย ถึงจะทำให้ได้รับการพิจารณา

“สผ.ต้องเร่งแก้ปัญหาในเรื่องนี้ แต่จะแก้แบบเดิมไม่ได้ รวมถึงต้องมีความชัดเจนเรื่องการหายตัวของ ‘‘บิลลี่’’ พอละจี รักจงเจริญ ด้วย เพราะถ้าปัญหานี้ยังไม่มีความคืบหน้า ก็เท่ากับว่าคนที่หายในพื้นที่อุทยานฯยังไม่สามารถดูแลได้ ฉะนั้นจะไปดูแลป่า และพืชพรรณที่หลากหลายได้อย่างไร

พร้อมกันนี้ยังต้องเร่งดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาบ้านชาวบ้านอีกด้วย เพราะเป็นความผิดที่ชัดเจน ซึ่งหากไทยยังไม่ทำตามสิ่งที่คณะกรรมการมรดกโลกเสนอมานั้น ก็ไม่มีทางที่จะได้รับการพิจารณาเป็นมรดกโลก ถ้าทำเหมือนเดิมก็เสียทั้งงบประมาณ และเสียเวลา เพราะปัญหาที่แก้อยู่ตอนนี้ของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นไม่ถูกต้อง” นายสุรพงษ์ กล่าว

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่เพิ่มเพื่อน

มรดกโลก ที่ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม?

นายนิรันดร์ พงษ์เทพ ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย กล่าวว่า แม้ชาวบ้านจะอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าต้นน้ำ แต่ยืนยันว่าเราไม่ได้เป็นคนทำลายป่า เพียงแต่ทำไร่หมุนเวียนตามความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ เจ้าหน้าที่อาจเห็นว่าตรงนั้นทำไมโล่งเตียน และคิดไปเองว่าชาวบ้านทำลายป่า

ซึ่งจริงๆแล้วเขาคิดผิด และไม่เข้าใจวิถีชีวิตของคนกะเหรี่ยง โดยไม่ฟังเราอธิบาย ก็เอากฎหมายมากดทับมาเผาขับไล่บ้านของชาวบ้านลงมา อยากถามว่าถ้าเราทำลายป่าจริงๆ เราอยู่ตรงนั้นมาเป็นร้อยกว่าปี ทำไมถึงยังอุดมสมบูรณ์อยู่ และถ้าเราทำจริงป่านนี้คงกลายเป็นเขาหัวโล้นเหมือนในจ.น่านแล้ว

ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย กล่าวต่อว่า ที่เขาจะเอาพื้นที่แก่งกระจานไปขึ้นเป็นมรดกโลก ไม่มีใครคัดค้าน ชาวบ้านยินดี และพร้อมมีส่วนร่วมกับการเป็นส่วนหนึ่งในมรดกโลก แต่สิ่งที่มันยังมีปัญหาค้างคาอยู่ถึงทุกวันนี้คือ ชาวบ้านส่วนหนึ่งยังไม่มีพื้นที่ทำกิน

ตอนที่เขาย้ายชาวบ้านลงมาจากใจแผ่นดิน-บางกลอยบน เมื่อปีพ.ศ.2539 แล้วบอกว่าจะจัดสรรที่ดินทำกินให้ แต่ก็ได้ไม่ครบทุกคน ทำให้บางส่วนกลับขึ้นไปอยู่บ้านเดิม เพราะตรงนั้นสบายกว่า มีที่เพราะปลูก ทำไร่ ปลูกข้าว ปลูกพริกตามวิถีของเรา ต่อมาในปี 2554 มีการเผาขับไล่ชาวบ้านลงมาอีกก็ทำให้ปัญหายิ่งทวีความรุนแรง

เขาจะเอาแก่งกระจานไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยที่เราชาวบ้านในพื้นที่แทบไม่มีส่วนร่วมเลย เพียงแค่มาบอกเราว่าจะขึ้นเป็นมรดกโลก แต่ไม่บอกถึงแนวทางการปฎิบัติ ไม่เคยมาทำความเข้าใจว่าเราต้องใช้ชีวิตยังไง เราจะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่ จะจัดการป่าแบบไหน เราจะตัดฟืนมาใช้ เราจะตัดไม้มาซ่อมบ้านได้หรือไม่ ไม่มีเลย แล้วที่บอกว่าพ.ร.บ.อุทยานฯจะช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นนั้น จริงๆแล้วไม่ใช่เลย เพราะยิ่งทำให้ชีวิตของคนอยู่ในป่ายากลำบากกว่าเดิม”นายนิรันดร์ กล่าว

ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย แสดงความเห็นต่อว่า ทุกวันนี้ชาวบ้านใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก เมื่อไม่พื้นที่ทำกิน บางส่วนก็ต้องลงไปทำงานรับจ้าง บางคนไปทั้งครอบครัว และเมื่อถึงเวลาหนึ่งเมื่อเขารับจ้างไม่ได้ พอเขาจะกลับมาอยู่บ้าน ก็อยู่ไม่ได้แล้ว เพราะเขาไม่มีที่อยู่ จึงอยากให้เข้าใจตรงจุดนี้ และแก้ปัญหาก่อน

อยากให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯมานั่งคุยกับชาวบ้าน มาขีดเส้นและวางกฎร่วมกันเลยว่า จะอยู่ร่วมกันอย่างไร และจัดสรรพื้นที่ทำกินให้ชาวบ้านว่าแต่ละครอบครัวจะมีพื้นที่ทำกินคนละกี่ไร่ จะได้ไม่ต้องเร่ร่อน และไม่กระทบกระทั่งกันอีก เมื่อทั้งสองฝ่ายยอมรับได้แล้ว ถ้ามีชาวบ้านคนไหนทำนอกเหนือจากกฎที่ตกลงร่วมกันเราก็ยินดีให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินคดี

แต่นี่ไม่ใช่ พออุทยานฯเปลี่ยนหัวหน้า ก็ปรับกระบวนการทำงานในพื้นที่ไปเรื่อยๆ หัวหน้าคนไหนเข้าใจก็ไม่ค่อยมีปัญหากับชาวบ้าน แต่ถ้าคนไหนไม่เข้าใจ พูดแต่จะใช้กฎหมายอย่างเดียว ก็ทำให้อยู่ร่วมกันยาก เพราะชีวิตคนเราจะอยู่ได้ก็ต้องทำมาหากิน แต่คนอยู่ป่าอย่างเรากลับใช้ทรัพยากรในป่าไม่ได้ แล้วเราจะอยู่อย่างไร

นายนิรันดร์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้คนที่อยากขึ้นไปอยู่บนใจแผ่นดิน ก็มีอยู่ประมาณ 10-20 ครอบครัว ซึ่งตนก็พยายามบอกว่า ถ้าเขาจัดสรรที่ดินให้ แล้วเราสามารถเพาะปลูกได้ ก็อยู่ตรงนี้ แม้ข้างบนจะสบายกว่าตรงนี้ แต่ถ้าเขาไม่ให้เราขึ้นไปเราก็ต้องยอมรับ เพราะถ้าขึ้นไปแล้วเสี่ยงมันก็ไม่คุ้ม

อีกทั้งที่ผ่านมาชาวบ้านทำอะไรก็ผิดไปหมด แต่รัฐทำอะไรก็ถูกไปหมดเลย ซึ่งมันไม่ใช่ บางเรื่องมาจากความไม่เข้าใจของเจ้าหน้าที่เอง หวังว่าหลังจากไม่ได้ขึ้นเป็นมรดกโลก จะมีการมาพูดกับชาวบ้านและแก้ปัญหาที่ค้างอยู่ให้เสร็จสิ้น แล้วเรามาทำข้อตกลงร่วมกัน ในการช่วยกันดูแลรักษาป่าแก่งกระจานให้อุดมสมบูรณ์

บทความก่อนหน้านี้ลาซาด้า ปั้นเมกะอีเว้นท์ มิด-เยียร์ เฟสติวัล ลดกระหน่ำกลางปีครั้งแรก 12 ก.ค. นี้ 
บทความถัดไปกฟน. จัดหลักสูตร MEA Service อบรมช่างไฟฟ้าฯ เตรียมพร้อมเปิดให้บริการทันสมัยผ่าน MEA E-Fix Application