Featured
เมื่อก่อนเวลาพูดถึงการท่องเที่ยว มีผู้ให้นิยามสั้นๆ ว่า ขอให้มีองค์ประกอบ “ชม ชิม ช็อป” ถือว่าครบสูตร แต่สมัยนี้ ต้อง “ชม ชิม ช็อป แชะ แชร์” จึงจะครบสูตร เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ใครๆ ก็เป็นช่างภาพได้ สมัยที่โทรศัพท์กับกล้องยังไม่รวมกัน คนที่จะมีกล้องถ่ายรูป ต้องเป็นเรื่องของใจรัก หรือไม่ก็ต้องมีเงินเหลือใช้ ซื้อมาแล้วยังยุ่งยาก ต้องมาเรียนรู้อีกว่า ใช้งานยังไง แม้มีกล้องรุ่น “ปัญญาอ่อน” ออกมาช่วยแก้ปัญหานี้ไปได้บ้าง แต่ยังต้องเรียนรู้ในระดับหนึ่งอยู่ดี คนที่ทำธุรกิจอย่างชาญฉลาด ไม่ปล่อยโอกาสให้เทคโนโลยีที่เปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ ผ่านหน้าไปเฉยๆ พวกเขาหยิบฉวยเอามาเป็น “ส่วนเสริม” ให้ธุรกิจมีเสน่ห์ได้อย่างลงตัว เริ่มจากยุคแรก ที่เน้นการจัดบรรยากาศร้านและสภาพแวดล้อมให้พร้อม “ถูกถ่ายรูป” มองมุมไหนก็ดูดีมีความสวยงาม จากที่หวงห้าม ก็กลายเป็นปล่อยให้ถ่ายรูปได้ตามใจชอบ ไปที่ไหน ไม่ให้ถ่ายรูป ดูจะขัดใจลูกค้าอย่างรุนแรง จากนั้นเริ่มพัฒนาการไปสู่ การจัดมุมให้ถ่ายรูป คือ บางทีจัดทั้งพื้นที่คงบาดเจ็บจากค่าใช้จ่าย แต่การเลือกมุมเด็ดมุมโดนแค่ไม่กี่มุม หรือแค่มุมเดียวก็ได้ ทำให้กลายเป็น “มุมห้ามพล
เพราะมีความชอบด้านอาหารอยู่เป็นทุนเดิม และได้ทำงานเกี่ยวกับด้านอาหารมาตลอด จึงได้เห็นการพัฒนาอาหาร ขนม เครื่องดื่มมาตลอดหลายปี ประกอบกับความสนใจอาหารคลีนฟู้ดด้วย เพราะเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ทั้งเคยเป็นหนึ่งในบรรดาลูกค้าของร้านอาหารคลีนฟู้ดมาตลอด ทำให้มองเห็นปัญหาในการสั่งอาหารของร้านแต่ละร้าน จึงเกิดไอเดียอยากรวบรวมร้านอาหารคลีน อาหารสุขภาพ เข้ามาอยู่รวมกัน เพื่อเป็นทางเลือกของผู้บริโภค คุณณัฐนรี ชุมมานนท์ หรือ คุณเอม Co-founder, CMO ของ Indie Dish เกริ่นเรื่องราวให้ฟังว่า มีประสบการณ์ด้านการตลาดและการบริหารผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหารมากว่า 10 ปี โดยมีตำแหน่งเป็น Global Brand Manager ของ Starbucks Coffee Company (USA), Regional Brand Manager ของ Unilever Asia และยังเป็น Managing Director ของแบรนด์เครื่องครัว OXO Good Grips ในประเทศไทยซึ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพเป็นหลัก “อยู่อเมริกามานาน เมื่อกลับมาเมืองไทย พบว่า แม้อาหารไทยจะมีให้เลือกหลากหลาย แต่อาหารที่ดีต่อสุขภาพกลับเป็นอะไรที่หายาก จึงได้ลองพยายามหาร้านอาหารที่เป็นอาหารสุขภาพ ก็ได้พ
เป็นที่โด่งดังเพียงชั่วข้ามคืน และทำให้เหล่าบรรดานักชิม และคนรักชีสต่างให้ความสนใจ อยากลอง และอยากเห็นกันอย่างท่วมท้น สำหรับเมนูชีสสุดปัง อย่าง Rainbow Cheese Toast คุณอุนันทา จันทร์บาง หรือ คุณเล็ก เจ้าของแบรนด์ขนมปังปิ้งที่ฮิตมากในโลกออนไลน์ตอนนี้ Happy Cheese Toast และเธอยังเป็นผู้คิดค้นสูตรชีสเรนโบว์ เมนูยอดฮิตของคนรักชีสที่ต้องไปลอง และได้รับการตอบรับในตลาด และโลกออนไลน์มาอย่างต่อเนื่องตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ด้วย เริ่มต้นเรื่องราวด้วยอาชีพของเธอว่า “มีอาชีพเป็นครูสอนทำอาหารมาตลอด 9 ปี สอนคนอื่นทำอาหารเพื่อนำไปประกอบอาชีพมาก็มาก ก็มีความคิดว่าก็อยากมีแบรนด์เป็นของตัวเองบ้าง การคิดค้นและพัฒนาสูตรชีสในครั้งนี้ เกิดมาจากความรักและชอบทานชีสมากๆ ของตัวคุณเล็กเอง ทำให้ครูสอนทำอาหารอย่างเธอ จึงเริ่มพัฒนารสชาติของชีสที่ตัวเธอชอบขึ้นมา ซึ่งใช้เวลาในการพัฒนามาตั้งแต่ปลายปี 2559 เป็นรสชาติเป็นชีสออริจินอล ก่อนจะได้มาปรับปรุงพัฒนาสูตรให้มีสีสันมากขึ้น “จุดประกายไอเดียมาจากการต้องการต่อยอดจากสิ่งที่ชอบ โดยได้ไอเดียต้นแบบมาจากชีสของประเทศฟินแลนด์ที่เขามีชีส 3 สี เราก็มาพัฒนาเป็นสูตรของเราเอง
เมื่อคิด ก็ให้ลงมือทำ จึงจะสำเร็จ แต่ถ้าเราแค่คิดเฉยๆ และไม่ลงมือทำ มันก็จะไม่สำเร็จ เป็นคำสอนของแม่ที่ใช้สอนลูกเสมอ และการทำงานมาตลอด จึงเป็นต้นแบบให้เขาเห็น คุณรุ่งรพี มหพันธุ์ทิพย์ เกริ่นก่อนจะเริ่มต้นเล่าเรื่องราวทางธุรกิจต่างๆ ให้ฟัง จากการเลี้ยงไก่ 600 ตัว สู่ฟาร์มไก่ครบวงจร คุณรุ่งรพี มหพันธุ์ทิพย์ วัย 57 ปี เจ้าของกิจการหลากหลายในจังหวัดระนอง อาทิ เจ้าของฟาร์มไก่พันธุ์ทิพย์ฟาร์ม, ฟาร์มเลี้ยงหมู, โรงแรมฟาร์มเฮ้าส์, ร้านอาหาร ก.ไก่, ร้านบีบิวชาบู และร้านอาหารเคียงเล เริ่มต้นเล่าให้ฟัง ถึงจุดเริ่มต้นกว่าจะมีธุรกิจหลากหลายที่ต่อยอดมาจนปัจจุบันมีทรัพย์สินรวมกว่าร้อยล้านบาท “สมัยก่อน พ่อแม่มีอาชีพเป็นคนเอาเรือแร่มาขายที่ จ.ระนอง เราเลยได้ตามมาเรียนหนังสือที่นี่ด้วย เรียนอยู่ได้ 2 ปี จนเรียนจบม.ปลาย จึงได้มีโอกาสรู้จัก คุณสานิตย์ มหพันธุ์ทิพย์ ผู้เป็นสามี ธุรกิจทุกอย่างเริ่มต้นจากตรงนี้ คือตอนนั้นคุณสานิตย์ เริ่มเลี้ยงไก่อยู่ก่อนแล้ว มีไก่อยู่ 600 ตัว พร้อมกับมีที่ดินดั้งเดิมประมาณ 30 ไร่ เขาก็ชวนเราแต่งงาน ช่วยกันทำมาหากินอยู่ จ.ระนอง จวบจนปัจจุบันที่ได้มาอยู่ที่นี่ ทำมาหากินและขยายธ
ไก่ดำภูพาน เป็นไก่ที่มีการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้น เพื่อให้เป็นไก่ที่ตอบโจทย์กับความต้องการของตลาด คือมีขนดำ เนื้อดำ หนังดำ มีหน้าแข้งดำ และกระดูกดำ ซึ่งความดำที่มีทั้งหมดในตัวไก่ดำได้ไปสอดคล้องกับความเชื่อที่มีกันมาว่า การได้กินไก่ดำเปรียบเสมือนได้กินยาอายุวัฒณะ ซึ่งมีงานวิจัยถึงสารสีดำที่อยู่ในตัวไก่นี้ว่า มีประโยชน์อย่างไร จึงได้ผลปรากฏว่าเป็นสารเมลานิน ที่สามารถช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ชะลอความแก่ได้ และที่สำคัญเปรียบเสมือนเป็นอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย จึงเป็นที่สนใจของผู้ที่รักสุขภาพกันเลยทีเดียว คุณอรุณ ขันโคกสูง อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 4 ตำบลหมื่นไว อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ได้เลี้ยงไก่ดำ จากมีแนวคิดเพื่อเลี้ยงไว้บริเวณบ้านเพื่อเก็บมูลสำหรับใส่ต้นมะนาว แต่กลับเป็นสิ่งที่ทำเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้แบบสบายๆ “ไก่ดำภูพาน ได้มาจากฝากคนรู้จักซื้อมาจากภูพาน เราก็เลยนำมาทดลองเลี้ยง ซึ่งอาหารที่ใช้เลี้ยง เป็นอาหารที่ซื้อได้ง่ายๆ จะเป็นพวกอาหารหมู เพราะพื้นที่แถวนี้มีโรงงานค่อนข้างมาก เวลาที่มีอาหารที่ผลิตมาตกเกรด ผมก็จะซื้อได้ในราคาที่ถูก เราก็ประหยัดต้นทุน พอเอามาให
สามีของฉันตายไปแล้ว แต่มีคำพูดหนึ่งที่เขาทิ้งไว้ “ดูแลงานให้ดี แล้วงานจะดูแลเรา” เขาหมายถึงอาชีพของเรา แต่ฉันคิดว่าอาชีพอื่นก็เช่นกัน อย่างเช่น ที่บ้านกลาย บ้านเกิดของฉัน มีแม่ค้าขายหนมครกอยู่เจ้าหนึ่ง เป็นหนมครกที่อร่อยมาก ทุกเช้าจะมีคนมารอเพื่อซื้อหนมครก ฉันเป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น เขาขายมาตั้งแต่รุ่นยาย รุ่นแม่ แบบดั้งเดิม มะพร้าวขูด คั้นกะทิสดๆ ไม่ปรุงแต่ง ไม่ใส่น้ำตาล หรือใส่พวกต้นหอม เผือก ข้าวโพด ไม่ทำเป็นปีก หนมครกที่หยอดเต็มทุกหลุม หยอดแป้งก่อนตามด้วยกะทิ เมื่อสุกเนื้อแป้งกับกะทิซึมเข้ากันพอดี ไม่เป็นเนื้อเดียวแบบเอาแป้งไปผสมกับกะทิ เพราะแบบนั้นมันนุ่มนิ่มไปหมด นอกจากหนมครกยังมีต้มอยู่เจ้าหนึ่ง ขายแต่ต้มอย่างเดียว เป็นต้มที่อร่อยมาก ทำเช้าขายเย็น ดังนั้น ตอนเย็นๆ รอกินต้มกันทุกเย็น “ไม่ต้องทำเยอะทำอย่างเดียวเอาให้อยู่” น้องชายพูดในเย็นวันหนึ่งที่เรากินต้มกัน ต้ม คือ เหนียวห่อใบกะพ้อ หรือใบพ้อ เป็นอาหารของคนใต้ นิยมกินแบบเป็นขนม เรียกว่าหนมไม่หวาน เป็นแบบมัน คือมันนำหน้ามาเลย กินกับน้ำชา กาแฟ ร้านขายน้ำชาในภาคใต้ส่วนมากจะมีต้มอยู่ในถาดวางอยู่ให้ลูกค้าหยิบไปกิน ใบกะพ้อ หรือ ใบพ้อ
เพิ่งผ่านพ้นไปด้วยดีสมความตั้งใจ สำหรับ ‘งานสัปดาห์หนังสือและการเรียนรู้”งานใหญ่ของจังหวัดอุบลราชธานี ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 แล้ว โดยปีนี้ ยังใช้ชื่อเรียกขานที่หลายคนอาจคุ้นเคยกันว่า“อุบล บุ๊กแฟร์ – UBONBOOK Fair ครั้งที่ 9” ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดในงานนี้ ไปรวมตัวกันที่ อาคารสุนีย์ ทาวเวอร์ ห้างสรรพสินค้าและโรงแรมดังกลางเมือง ตลอดการจัดงานเป็นเวลา 9 วัน คือ ระหว่างวันที่ 12-20 สิงหาคม ที่ผ่านมา บรรดานักอ่านน้อยใหญ่ ต่างพากันไปเสพความรู้ทั้งในรูปแบบของตัวหนังสือ นิทรรศการ การบรรยายบนเวทีเสวนา ฯลฯ รวมทั้งยังมีโอกาสได้พบปะกับ “ตัวจริง-เสียงจริง” ของนักเขียนคุณภาพระดับประเทศอีกหลายสิบชีวิตอีกด้วย และเช่นเคยเหมือนทุกปี ที่บรรดาสำนักพิมพ์น้อยใหญ่นับร้อยแห่ง ต่างพากันขนหนังสือมาอออกบู๊ธ ลดราคากันแบบสุดๆ ให้สมกับได้เวียนมาเจอะเจอนักอ่านทั้งหน้าเก่า-หน้าใหม่ กันปีละครั้ง แต่ก็อย่างที่รู้กัน ในยุคปัจจุบันที่ “โซเชียลมีเดีย” เติบโตเบ่งบาน การอ่านหนังจากกระดาษ นับวันจึงมีแต่ละลดลงเรื่อยๆ การติดป้ายลดราคาหนังสือ ว่าลดกี่เปอร์เซ็นต์ หรือ ซื้อกี่เล่แถมกี่เล่ม นั้น คงยังไม่พอที่จะดึงดูดลูกค้
ใกล้เวลาเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีก เมื่อดาวพฤหัสบดี ดาวตัวแทนแห่งพลังกุศลผลบุญ ดาวตัวแทนแห่งสติปัญญา และความโชคดี ย้ายราศี วันที่ 6 ก.ย.นี้ หมอลักษณ์ เรขานิเทศ เปิดดวง 12 ราศี ไลฟ์สดผ่านแฟนเพจ โหรฟันธง ลักษณ์ เรขานิเทศ ว่าส่งผลต่อดวงชะตา 12 ราศี โดยราศีที่มีเกณฑ์จะรวยจะรุ่ง มีโชคลาภ มีราศีใดบ้างลองไปตรวจสอบกันเลย หมอลักษณ์ บอกว่า ราศีกันย์ ที่เคยกระเป๋าแบนแฟนทิ้ง มีเคราะห์มีภัยอยู่ 4-5 ปี มีปัญหาหลายเรื่อง ต่อจากนี้ไป หลัง 6 ก.ย. ดาวพฤหัสบดีย้ายราศี บอกเลยว่า 6-12 ปีจากนี้ไปจะดี ขอให้สร้างบุญไปตลอด ขยันตั้งใจ ฟันธงตั้งตัวได้ คนไม่มีคู่ก็จะมีคู่ คนราศีกันย์ ตั้งแต่ 6 ก.ย. นี้ไป 1 ปี จะรวย ถ้าไม่รวยต้องพิจารณาตัวเองแล้วว่าเราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า เพราะเป็นราศีที่มีเกณฑ์ดี มีโชคลาภ เจรจาซื้อขายดี ราศีกรกฎ ราหูมาทับก็จริง แต่ย้ายงาน ย้ายบ้าน ย้ายที่แล้วจะดี อย่ากลัวเปลี่ยนแล้วดี ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าทิ้งสิ่งที่ทำเหมือนเดิมแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น แล้วชีวิตจะดีขึ้น ราศีเมษ ราศีดวงเมืองด้วย ต้องตื่นตัว จะเริ่มต้นเดินหน้าไปได้ดีแล้ว กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ราศีตุล กำลังมีงานขยับขยาย มีเกณฑ์เจอคู่ค
“ลูกชิ้นปิ้ง” ของกินริมทาง สุดแสนจะคุ้นเคย เห็นขายกันตามรถเข็นบ้าง หน้าร้านก๋วยเตี๋ยวบ้าง ส่วนราคาจำหน่ายทุกวันนี้ ไม้ละไม่เกิน 5 -10 บาท แต่คงเพราะเป็นอาหารทานง่าย ถูกปากทุกเพศ ทุกวัย จึงส่งผลให้ “ลูกชิ้นปิ้ง”กลายเป็นเมนูแพร่หลาย ที่มีทั้งคนขายและคนทานกัน…จำนวนมาก ทั้งนี้มีข้อมูล “น่าทึ่ง” แทบไม่น่าเชื่อ เปิดเผยมาว่า “ลูกชิ้นทิพย์” แบรนด์ดัง ซึ่งเป็นเจ้าตลาดลูกชิ้นหมูปิ้ง “เบอร์หนึ่ง”ของบ้านเราอยู่เวลานี้ มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 10-15 ตัน ต่อวัน หรือราววันละ 7 แสนไม้ ส่วนยอดขายเฉลี่ยแล้วอยู่ที่เดือนละ 60-70 ล้านบาท โดยปี 2559 ที่ผ่านมา ตัวเลขรายรับทั้งหมดรวมแล้วประมาณ 600 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าปี 2560 นี้ จะทำยดอขายได้ถึง 800 ล้านบาทกันเลยทีเดียว เจ้าของฉายา…เจ๊ยี้ ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ช่วงบ่ายของวันทำงาน เจ้าของกิจการ เปิดออฟฟิศในโรงงานผลิต “ลูกชิ้นทิพย์”ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินกว่า 4 ไร่ ในพื้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ใช้เป็นสถานที่พูดคุยกัน เริ่มต้นทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มใจดี “มีคนตั้งฉายาให้ว่า เจ๊ยี้ …คือ เวลาติดต่อธุรกิจกันแล้วจะจู้จี้เรื่องคุณภาพมาก อย่าง
เรียกว่ากำลังดังเป็นพลุแตกเลยก็ว่าได้สำหรับร้านเกี๊ยวซ่าโบราณ ย่านสุทธิสาร กทม. เพราะเจ้าของร้านบรรจงทำด้วยความตั้งใจและละเมียดละไมทุกขั้นตอน แป้งห่อเกี๊ยวไม่ใส่ผงฟูและยีสต์ ปรุงไส้หมูสูตรพิเศษ ที่สำคัญใช้วิธีทอดด้วยน้ำแบบโบราณ เอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครนี้ โดนใจลูกค้าไปเต็มๆ หลังจากเปิดได้เพียง 5 เดือน ทะยานสู่รายได้เดือนละล้านไปแล้ว คุณปรมินทร์ ตันวัฒนะ หรือคุณมิน เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ร้านเกี๊ยวซ่านี้ เป็นร้านของพ่อตา ในวัย 61 ปี ท่านเป็นคนจีน เมื่อ พ.ศ. 2530 ท่านไปทำงานเป็นลูกมือเชฟร้านอาหารที่ประเทศญี่ปุ่น อยู่ในย่านกินซ่า นาน 5 ปี หลังจากนั้นกลับมาเมืองไทยทำหลายอย่าง อาทิ เปิดร้านอาหารจีน ปลูกชา ปลูกกาแฟ ปลูกผักเมืองหนาว ที่ดอยแม่สะลอง จังหวัดเชียงราย ล่าสุดเมื่อ 5 เดือนที่แล้วตามลูกๆ เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ใช้ความถนัดด้านอาหารเปิดร้านเกี๊ยวซ่า “หลังจากที่พ่อตากลับจากประเทศญี่ปุ่น ท่านทำหลายอย่าง ช่วงแรกเปิดร้านอาหาร แต่หลังจากที่แม่ยายเสีย หันมาปลูกชาอู่หลง ปลูกกาแฟ และปลูกผักเมืองหนาวซึ่งผักเมืองหนาวปลูกขายไม่นานก็ล้มเลิกไป” ปัจจุบันที่ดอยแม่สะลอง คุณมิน บอกว่า ทางครอบครัวข
