Featured
วันที่ 23 เมษายน 2560 นายประสงค์ โกมุก นายสถานีรถไฟหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า การก่อสร้างทางคู่จาก จ.นครปฐมถึง อ.หัวหิน ออกแบบให้มีการก่อสร้างทางทิศตะวันออก เมื่อมาสร้างทางรถไฟถึงสถานีรถไฟชะอำที่ กม 195 +500 จะย้ายมาก่อสร้างด้านทิศตะวันตกถึงสถานีรถไฟหนองแก และ ก่อนการดำเนินดำเนินการโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ( รฟท.) จะมอบพื้นที่ให้ผู้รับจ้างดำเนินการในเดือนมิถุนายนนี้ โดยจะมีการย้ายอาคารบ้านเรือนในชุมชนที่อยู่ในเขตก่อสร้างในเขตทางรถไฟกว่า 1,000 ครอบครัว ในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน ออกนอกพื้นที่ โดยประสานงานกับเจ้าหน้าที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ( พม.) จากนั้นคณะกรรมการของ รฟท.จะจ่ายค่าเยียวตามสภาพของสิ่งปลูกสร้างแต่ละประเภทตารางเมตรละ 300 , 500,และ 800 บาทให้กับผู้ที่ย้ายออกจากพื้นที่รถไฟทุกราย “ขอยืนยันว่าการก่อสร้างรถไฟทางคู่ได้หลีกเลี่ยงผลกระทบทุกด้านกับอาคารสถานีรถไฟหัวหิน ที่มีอาคารสถาปัตยกรรมเก่าแก่ ที่มีความสำคัญระดับโลก โดยการยกระดับทางรถไฟยกระดับความยาวกว่า 5.8 กิโลเมตรความสูง 8 เมตร เริ่มจาก กม.210 +976สิ้นสุดที่ กม. 216+ 778 โดยไม่มีการบดบังภูมิทัศน์สถานีเดิม
วันที่ 23 เมษายน 2560 ปลากะพงขาวที่เลี้ยงอยู่ในทะเลสาบสงขลารอบๆเกาะยอ อ.เมือง ตายเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะทางด้านทิศเหนือของเกาะยอ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ปลากะพงตายแบบยกกระชังและเกิดขึ้นเกือบทุกราย ทำให้ผู้เลี้ยงปลากะพงต้องรีบนำเอาปลาที่ตายทั้งหมด ขึ้นมาจากกระชัง ก่อนที่ปลาทั้งหมดจะเน่า เพื่อรอส่งขายให้กับแพปลาหรือผู้ที่ต้องการนำไปแปรรูป หรือทำเป็นอย่างอื่นในราคา กก.ละ 6 – 35 บาทเท่านั้น โดยจากการตรวจสอบพบว่าน้ำโดยรอบของเกาะยอมีลักษณะสีเขียวคล้ำ และกลิ่นเหม็นค่อนข้างรุนแรง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ปลากะพงตายไปเป็นจำนวนมาก ไม่น้อยกว่า 100 กระชังมูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท นางเกยูรวลี จันทโก อยู่ที่ หมู่ 7 ต.เกาะยอ กล่าวว่าได้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังจำนวน 12 กระชัง อายุปลาตั้งแต่ 1-2 ปี หรือน้ำหนักอยู่ที่ 1 – 4 กก.ตายยกกระชังทั้งหมด ความเสียหายไม่น้อยกว่า 8 แสนบาท ทั้งที่ปลาส่วนหนึ่งเข้าคิวรอขายอยู่แล้ว แต่เกิดปัญหาน้ำเน่าเสียทำให้ปลาตายเสียหาย ทำให้ขาดทุนทั้งหมด ซึ่งน้ำเน่าเสียในครั้งนี้ทำให้กลุ่มผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังเกาะยอได้รับความเสียหายมากกี่สุดในรอบ 5 ปี ซึ่งปลาทั้ง
แพนด้า หรือ ด.ญ.ศิริรัตน์ คำช่าง นักเรียนชั้นป.6 โรงเรียนบ้านพร้าว จ.น่าน ต้องเป็นกำลังสำคัญของครอบครัว ออกรับจ้างกลางไร่กับคุณปู่และคุณย่าวัยชรากว่า 70 ปี แม้ลำบากกาย.. แต่หัวใจสู้ของแพนด้าไม่อาจท้อถอย เธอมีปู่กับย่าเป็นแรงผลักดันให้อยากเรียนหมอ สู้จนเรียนเก่งเทียบเท่าเพื่อนๆในโรงเรียน และได้รับการยอมรับจากชุมชน ให้เป็นเด็กยอดกตัญญูของหมู่บ้าน ได้รับการยกย่องจากเพื่อนๆ ให้เป็น ประธานนักเรียน ไปแข่งวิชาการวิทยาศาสตร์ได้รางวัลเหรียญทอง แพนด้าไม่เพียงเป็นเยาวชนที่กตัญญู มุมานะเพื่อตนเอง เพื่อครอบครัว แต่เธอยังเสียสละเพื่อส่วนรวม วันว่างจากการเรียน แพนด้ายังไปช่วยงานต่างๆของวัดใกล้บ้าน ไม่เคยคิดถึงเงินทอง หรือผลตอบแทน สิ่งที่เธอทำคือการตอบแทนชุมชนที่เธออาศัยอยู่ และคอยโอบอุ้มเธอทุกครั้ง เมื่อเธอต้องไปแข่งขันร้องเพลง แข่งกีฬา หรือแข่งขันทักษะวิชาการของโรงเรียน นี่คือพลังชุมชน พลังผู้ใหญ่ ที่เสริมพลังของเด็กหญิงอย่างแพนด้า เด็กหญิงจากหมู่บ้านพร้าว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน ร่วมสานต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กหญิงแพนด้าชื่อบัญชี – ด.ญ. ศิริรัตน์ คำช่าง ธนาคารทหารไทย สาขา ท่าวังผา (ออมทรัพย์)
เมื่อเวลา10.30 น.วันที่ 23เมษายน พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. ,พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย รอง ผบก.ป. เเละ พ.ต.อ.จรูญเกียรติ ปานเเก้ว ผกก.4 บก.ปร่วมเเถลงข่าวจับกุมตัว นายวุฒิพงษ์ เหมมาลา , นางสาวนริศรา ลิ้มฉาย , นายวัชรินทร์ จันทร์หอม และ นายนวพล ลิ้มฉาย ผู้ต้องหาที่1- 4 ตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เเละนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ พ.ต.อ.จรูญเกียรติ กล่าวถึงพฤติการณ์การกระทำผิดว่าโดยผู้ต้องหาทั้ง 4ได้ ร่วมกันหลอกขาย สินค้า”ไมโลคิวบ์” ผ่านเฟซบุ๊ก เเละมีการพูดคุยติดต่อเรื่องการทำธุรกรรมผ่าน เเอพพลิเคชั่น ไลน์ ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีผู้เสียหายหลงเชื่อ 7รายเเละโอนเงินเข้ามาเเต่ไม่ได้รับสินค้า มูลค่ากว่า 2เเสนบาท ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหา จะเปิดเฟซบุ๊กชื่อ ความทรงจำ” โดยจะมีนายวุฒิพงษ์ และนางสาวนริศรา ทำหน้าที่เป็นคนที่จะคอยพูดคุยชักชวน โดยโฆษณาขายจำนวน 24 ถุง หรือ 1 ลัง ในราคา 6 พันกว่าบาท จากราคาปกติราคา 7500 บาท ลูกค้าที่หลงเชื่อในเฟซบุ๊ก และเมื่อลูกค้าตกลงซื้อจะให้โอนเงินเข้าบัญชีชื่อนายวัชรินทร์ ก่อนที่นายวัชรินทร์ และนายนวพล จะทำหน้าที่ไปกดเงินออกจากบัญชีทันทีที่ผู
วันที่ 22 เม.ย.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 เม.ย.พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ได้ไปขออำนาจศาลอาญารัชดาฯ ออกหมายจับ รศ.ดร.สวัสดิ์ แสงบางปลา อดีตประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย(สอ.จฬ.) ในข้อหา ฉ้อโกงประชาชน หลังมีกลุ่มสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย(สอ.จฬ.)ได้เข้าแจ้งความกับกองบังคับการปราบปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับรศ.ดร.สวัสดิ์ หลังหลอกลวงชักชวนให้นำเงินไปร่วมลงทุนในสหกรณ์ลอตเตอรี่ที่ตัวเองตั้งขึ้นมา ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กลุ่มสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย(สอ.จฬ.) ได้ทยอยเข้าแจ้งความกับกองปราบปราม โดยผู้เสียหายรายหนึ่งให้การว่า เมื่อปี 2558 ได้ถูกรศ.ดร.สวัสดิ์ หลอกให้นำเงินที่สะสมอยู่กับสหกรณ์ออมทรัพย์ มาร่วมลงทุนในสหกรณ์ล็อตเตอรี่ที่ผู้ต้องหาตั้งขึ้นมา โดยจะมีเงินปันผลให้ร้อยละ 1 เปอร์เซ็น ที่ผ่านมาได้เงินปันผลมาโดยตลอด จึงได้เพิ่มเงินลงทุนไปอีกรวมแล้วประมาณ 3 ล้านบาท จนเมื่อเดือนมีนาคม 60 กลับไม่ได้รับเงินปันผล เมื่อโทรติดต่อไปกลับไม่สามารถติดต่อรศ.ดร.สวัสดิ์ ได้ จนสุดท้ายได้ข่าวว่าผู้ต้อ
ขึ้นชื่อเป็นพ่อคน-แม่คน ร้อยทั้งร้อย ต้องอยากเห็นลูกของตัวเอง เป็นเด็กดี มีคุณภาพ และหากให้ “แอดวานซ์”ไปกว่านั้น คงหวังให้ไปถึงขั้น ไม่เป็นภาระให้กับสังคม ทั้งยังควรช่วยเหลือผู้อื่นได้ แต่จะว่าไป แค่ “อยาก” อย่างเดียว คงไม่พอ คงต้องลงมือก่อร่างสร้างแบบอย่างที่ดีให้บุตรหลาน ได้เรียนรู้และซึมซับ จนกลายเป็น “จิตสำนึก”ติดตัวของพวกเขาไปจนตลอดด้วย ความปรารถนาดังว่า…จึงจะบรรลุผล “ฟาร์มตาเล็ก อยากเป็นทางเลือกให้กับเด็กที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในเมือง เดินแต่ห้างฯ เคร่งเครียดกับการเรียนพิเศษกวดวิชา นั่งหน้าคอมฯ เล่นเกมส์อยู่ในห้องแอร์ทั้งวัน ได้ออกมาใช้ชีวิตและสัมผัสกับธรรมชาติกันบ้าง คุณเก๋ – เปรมฤดี พันธุ์รัตน์ เจ้าของกิจการ Farm de Lek (ฟาร์ม เดอ เล็ก) หรือชื่อภาษาไทย ว่า “ฟาร์มตาเล็ก” เริ่มต้นบทสนทนา ก่อนย้อนความเป็นมาให้ฟัง ที่ดินขนาด 44 ไร่ บริเวณคลอง 15 รังสิต-นครนายก ผืนนี้ เป็นของ “คุณตาเล็ก” คุณตาแท้ๆของเธอเอง โดยเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ทำเป็นสวนมะม่วงหลากหลายพันธุ์ สามารถส่งขายส่งได้เป็นตันต่อปี ก่อนเปลี่ยนไปปลูกไม้เศรษฐกิจ อย่าง สน และ ยูคาลิปตัส แต่โชคไม่ดีถูกไฟไหม้แทบหมด เ
“ตู้หมูชุมชน” ซีพีเอฟสนับสนุนคนรุ่นใหม่เป็นเถ้าแก่เล็ก ส่งต่อเนื้อหมูปลอดภัยได้มาตรฐานปศุสัตว์ OK ในยุคที่ทุกคนต่างมองหาอาชีพเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดการเป็นเจ้าของกิจการ มากกว่าการเป็นลูกจ้างในบริษัทใหญ่ๆอย่างในอดีต วันนี้จึงมีอาชีพที่หลากหลายที่เป็นทางเลือกและตอบโจทย์ความต้องการของคนยุคนี้ หนึ่งในนั้นคือ “อาชีพเถ้าแก่เล็กตู้หมูชุมชน” ที่นอกจากจะสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับผู้ประกอบการรายย่อยแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการส่งมอบเนื้อหมูที่ปลอดภัยปลอดสารให้กับผู้บริโภคในชุมชนด้วย สุริยา พลศิริ วัย 34 ปี หนึ่งในคนรุ่นใหม่ที่ตัดสินใจสร้างอาชีพของตนเอง ด้วยการเป็นเถ้าแก่เล็กตู้หมูชุมชน : CP Pork Shop “ร้านป่าเหมือดหมูสด” อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ อาจารย์วิทยาลัยเทคโนโลยีเอเชีย เชียงใหม่ ที่นอกจากจะเป็นอาจารย์แล้วก็ยังมีอาชีพเสริมด้วยการเปิดร้านจำหน่ายอาหารสัตว์และข้าวสาร จากนั้นจึงต่อยอดเป็นร้านขายอาหารทะเลแช่แข็งแต่เนื่องจากมีต้นทุนค่อนข้างสูง หลังจากทำได้เพียง 6 เดือนก็จำเป็นต้องเลิกกิจการอาหารทะเลไป ต่อมามีเพื่อนอาจารย์ที่ทำธุรกิจร้านหมูกะทะและรับสินค้าประเภทเนื้อส
เมื่อวันที่ 22 เมษายน นายสุชาติ เล็กแดงอยู่ หรือเอก นครปฐม เจ้าของฉายากระบี่มือหนึ่งจัดตู้ปลา ของเมืองไทย ได้นำรถยนต์ออสติน มินิ มาร์ค 3 รุ่นปีค.ศ.1969 ที่ดัดแปลงเป็นตู้ปลาทะเลสวยงาม ( Car Aquarium ) ประกอบด้วย ปลานีโม หรือปลาการ์ตูน นาโซ่ คราวน์ทริกเกอร์ เยลโล่แท้งค์ บลูแทงค์ ผีเสื้อพระจันทร์ ผีเสื้อสองขีด ปลาม้าลาย เดมเซล ซึ่งเป็นปลาปลาทะเลน้ำลึก ในตัว มีพวงมาลัยเป็นประการังเทียมให้ปลา ส่วนเบาะนั่งแทนโขดหินให้ปลาได้เวียนว่าย เหมือนทะเลจริงมาจัดแสดงโชว์ในงานนครปฐม ฟิตแฟร์ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ศาลายา จ.นครปฐม 19-23 เมษายน นายสุชาติ เล็กแดงอยู่ หรือเอก นครปฐม บอกว่า ตู้ปลาทะเลสวยงาม ( Car Aquarium ) คันนี้มูลค่ากว่า 5 แสนบาท โดยนำรถยนต์ออสติน มินิ มาร์ค 3 รุ่นปีค.ศ.1969 ซึ่งเป็นรถส่วนตัวที่ชื่นชอบมนาน และเป็นรถที่คลาสสิก มาแปลงเป็นตู้ปลา ตามแนวคิดที่ว่า “ไม่ว่าอะไรในโลก ก็สามารถนำมาเลี้ยงปลาได้” อาทิ รถยนต์เก่า รถยนต์คลาสสิก ของใช้ในบ้าน นำมาจัดเป็นตู้ปลา เป็นเฟอร์นิเจอร์ประดับบ้านได้ด้วยการนำปลามาเลี้ยง เลี้ยงปลาสวยงาม ด้วยการสื่อความหมายกับรถคันโปรด และหรือเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ในบ้
ที่ตำบลท้อแท้ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก ได้มีเกษตรกรคนรุ่นใหม่ทำฟาร์มปลูกเมล่อนจนประสบผลสำเร็จ โดยเกษตรกรรุ่นใหม่คนนี้คือน.ส.สุดาวัลย์ ทองเลิศล้ำ อายุ 34 ปี เจ้าของ “Porsche Melon Farm” ตำบลท้อแท้ อำเภอวัดโบสถ์ จังหวัดพิษณุโลก จากการสอบถามน.ส.สุดาวัลย์ทราบว่า ตนเคยเป็นพนักงานประจำตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ดูแลลูกค้า แบงค์ชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก แต่อยากกลับบ้านมาใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ดูแลแม่และลูกสาว ที่ตำบลท้อแท้ อำเภอวัดโบสถ์ พร้อมต้องการเดินตามรอยวิถีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 จึงตัดสินใจลาออกเมื่อกลางปี 2559 มาเปลี่ยนทุ่งนาพื้นที่บ้าน ลงทุนสร้างโรงเรือนปลูกเมล่อนญี่ปุ่น ด้วยงบประมาณที่ตนเองมีอยู่ 200,000 บาท และเรียนรู้เองจาก Google ศึกษาลองผิดลองถูก ประมาณครึ่งปี และถ้ามีใครถามว่า ตอนนี้ตนเองเดินมาได้ถึงจุดไหนแล้ว บอกได้เต็มปากเลย ว่าประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตเกษตรกรได้อย่างภาคภูมิใจ เพราะเรียนรู้เองไม่ได้มีใครสอน ใช้เวลาเพียงครึ่งปี ก็สามารถมีผลผลิต ออกสู่ท้องตลาดได้ และเป็นที่น่าพอใจ น.ส.สุดาวัลย์ กล่าวว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะรู้ว่าที่นี่ ปลูกเม
คุณศศิธร จุ้ยนาม วัย 38 ปี เจ้าของฟาร์มลุงเครา เล่าในฟังว่า “รู้จักอาชีพ เกษตรกรรม มาตั้งแต่จำความได้ คลุกคลีกับสภาพแวดล้อมการทำเกษตรมาตลอด เนื่องจากครอบ ครัวยึดอาชีพเกษตรกรรม ทำเกษตรบนพื้นที่ 25 ไร่แบบผสมผสาน ผ่านการพัฒนาและปลูกพืชผล ทาง การเกษตรที่หลากหลาย เป็นการปลูกพืชหมุนเวียน และพืชกระแสที่สามารถปลูกเพื่อสร้างรายได้ เลี้ยงครอบครัวได้ จนกระทั่งปัจจุบันทำเกษตรไปสู่รูปแบบของฟาร์มธุรกิจ เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้การ พัฒนาที่ดินตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ทำเกษตรแบบผสมผสาน ภายใต้แนวคิดที่เน้นทำให้ “ครบ วงจร” ซึ่งคือหัวใจหลักของฟาร์มลุงเครา และด้วยต้องการหาวิธีลดต้นทุนให้ต่ำลง จึงศึกษาหาข้อมูลต่างๆ มองเห็นในช่วง หลายปีมานี้ มีผู้สนใจหันมาเลี้ยงไส้เดือนจำนวนมาก เนื่องจากใช้เงินทุนเริ่มต้นไม่สูงนัก กระบวน การเลี้ยงไม่ยุ่งยาก และตลาดมีความต้องการสูง ทั้งสามารถช่วยลดต้นทุนให้ต่ำลงในเรื่องของการ บำรุงพืชผลได้” ฟาร์มลุงเคราจึงทดลองนำไส้เดือนมาเลี้ยง จนสามารถประสบผลสำเร็จ ซึ่งปัจจุบัน ฟาร์มลุงเคราได้กลายเป็นฟาร์มผักครบวงจร ทั้งถือเป็นต้นแบบและศูนย์เรียนรู้ในการเลี้ยงไส้เดือน ตั้งแต่การเลี้ยงขยายพันธุ์จน
