Featured
เมื่อวันที่ 11เม.ย.60 ที่ซอยร้านเกียรติเจริญค้าของเก่าพันเสด็จใน หมู่4 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา ที่ตึกแถวขั้นเดียวหน้าหมู่บ้านฟีริสโฮมบ่อ ในซอยที่ร้านครัวดาบเนตรลาบร้อยเอ็ด ผู้สื่อข่าวได้พบกับดาบตำรวจชลิตภพ บุญชู หรือดาบเนตร อายุ 43 ปี ผบ.หมู่จราจร สภ.บ่อวิน กำลังทำลาบ ส้มตำ และอาหารอีสานกับภรรยาอย่างขะมักเขม้น โดยมีประชาชนในพื้นที่บ่อวิน-เขาคันทรงและเพื่อนๆตำรวจพากันเดินทางมาซื้อลาบ ส้มตำและอาหารอิสานหลากหลายชนิดกันอย่างไม่ขาดสาย โดยดาบตำรวจชลิตภพ หรือดาบเนตร เปิดเผยว่าหลังจากที่บรรจุเป็นตำรวจแล้วก็ถูกย้ายไปหลายแห่งก่อนจะถูกส่งมาประจำที่สถานีตำรวจภูธรบ่อวินได้ประมาณ 5 ปีแล้ว จึงอยากแบ่งเบาภาระครอบครัวซึ่งมีลูก 2 คนกำลังศึกษาอยู่ โดยตัวเองเป็นคนชัยภูมิ ส่วนภรรยาก็เป็นคนอีสานและครอบครัวเคยเปิดร้านอาหารอีสานที่พระปะแดง สมุทรปราการมาก่อนเลยรู้วิธีทำอาหารอีสานทุกชนิด ก่อนที่จะสอบเข้ารับราชการตำรวจได้ จึงมีความสามารถทำอาหารอีสานได้หลากหลายจึงมาเช่าตึกแถวชั้นเดียวริมถนนในซอยหน้าหมู่บ้านฟีริสโฮมบ่อ ในราคาเดือนละ 3,500 บาทเพื่อเปิดร้านลาบ ส้มตำ อาหารอีสานขึ้นมา เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่
งานศิลปะไม่ใช่แค่งานโชว์ความสวยงามแต่เป็นงานที่แสดงถึงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์สร้างเม็ดเงินให้กับผู้สร้างได้สมน้ำสมเนื้อ ศิลปะนั้นมีหลายแขนงและเป็นงานที่ไม่ตายตัว ทุกความคิดสามารถออกแบบเป็นงานศิลปะได้หมดหากลงมือทำ เหมือนกับงานปั้นเซรามิคของร้าน Oonutclay (ออนนัทเคลย์) งานปั้นที่เริ่มจากดินธรรมดาจนกลายเป็นรูปทรงต่างๆ เพิ่มลวดลายการ์ตูนน่ารักเจาะตลาดวัยรุ่น ต่อยอดความรู้จากวิชาเรียนในมหาวิทยาลัยจนมีร้านเป็นของตัวเอง คุณอร-สุภัทรา ไพรเกษตรกุล อายุ 24 ปี อดีตพนักงานประจำบริษัทเอกชน และ คุณนัท-ณัฐ ชูยิ่งสกุลทิพย์ อายุ 27 ปี อดีตผู้ช่วยอาจารย์ ทั้งคู่ร่วมกันเปิดร้านเซรามิคทำเป็นงานอาชีพ เพราะมีใจรัก โดยต่อยอดความรู้ด้านสาขาออกแบบเซรามิกที่เรียนมาโดยตรงจากมหาวิทยาลัยบูรพา ช่วยกันปั้น ช่วยกันออกแบบ ลงขายออนไลน์ และจำหน่ายหน้าร้านที่ตลาดซิคาด้า หัวหิน จนถึงวันนี้เปิดมาได้ 2 ปี ภายในร้านมีสินค้าเกือบ 30 แบบ ทั้งแหวน ต่างหู ถ้วย ชาม ฯลฯ คุณอร เล่าว่า ในช่วงแรกเปิดขายออนไลน์ก่อนหลังจากนั้นจึงหาตลาดลง แต่การหาตลาดขายของเกี่ยวกับศิลปะนั้นยากเหลือเกินสุดท้ายไปได้ที่ตลาดซิคาด้า หัวหิน งานเซรามิค
มะม่วง เป็นผลไม้พื้นบ้านของไทยที่นิยมปลูกกันแทบทุกภาคของประเทศ แต่ปลูกเป็นแหล่งใหญ่และส่งออกมีไม่กี่แห่ง แหล่งที่รับรู้กันในวงกว้างคือ มะม่วงแปดริ้ว และมะม่วงพิษณุโลก เชื่อว่าคงมีหลายคนไม่รู้มาก่อนว่าอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นอีกแหล่งที่ปลูกมะม่วงส่งออกอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และหากผลผลิตเหลือจากการคัดเกรดก็นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมะม่วงกวน มะม่วงหยี มะม่วงสามรส น้ำมะม่วง มะม่วงแผ่น มะม่วงอบแห้ง ไวน์มะม่วง ทอฟฟี่มะม่วง และล่าสุด ได้นำไปทำเป็นซอสมะม่วง ซึ่งหลายคนชอบใจเพราะถือเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่ชอบมะม่วงเป็นชีวิตจิตใจ รวมถึงพวกที่เบื่อซอสมะเขือเทศที่เราๆ ท่านๆ กินกันมานานหลายชั่วอายุคน ส่งออกไปหลายประเทศ จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่าบ้านเรามีพื้นที่ปลูกมะม่วงทั้งประเทศกว่า 2 ล้านไร่ แต่เป็นการปลูกเชิงพาณิชย์ไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นเป็นการปลูกแบบริมรั้ว โดยปี 2557 มีการส่งออกมะม่วงคิดเป็นมูลค่าถึง 3,000 ล้านบาท ในปริมาณกว่า 70,000 ตัน ตลาดส่งออกหลักคือ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งทางกรมส่งเสริมฯ มีนโยบายสนับสนุนการปลูกมะม่วงในเชิงอุตสา
“ข้าวเม่า” เป็นขนมหวานประเภทหนึ่งของคนไทย ที่ทำกินตามช่วงฤดูกาล อันเกิดจากภูมิปัญญาดั้งเดิมของเกษตรกรชาวนาตั้งแต่รุ่นโบราณที่นำข้าวเหนียวที่มีรวงแก่ใกล้จะสุกเก็บเกี่ยวได้ ที่เรียกว่า ข้าวระยะพลับพลึง มาแช่น้ำ คั่ว ตำ แล้วนำมาคลุกมะพร้าว น้ำตาล โรยเกลือ ใช้ทานเป็นขนมหวาน ความจริงแล้วข้าวที่นำมาทำข้าวเม่ามีทั้งข้าวเหนียว ข้าวเจ้า และข้าวเหนียวดำ แล้วที่นิยมมากที่สุดคือข้าวเม่า ข้าวเหนียว ซึ่งยังแบ่งได้เป็น 3 แบบคือ ข้าวฮาง หรือข้าวเม่าอ่อนทำจากเมล็ดข้าวสีเขียวจัด, ข้าวเม่าแบบเขียวอ่อน ทำจากข้าวห่ามที่เปลือกเป็นสีเขียวเข้ม และข้าวเม่าขาวนวล ทำจากข้าวเกือบแก่ เปลือกเขียวอมน้ำตาล การแปรรูปจากข้าวเพื่อเป็นขนมข้าวเม่านั้น คนโบราณดัดแปลงได้หลายวิธี อาจจะทำเป็นข้าวเม่าคลุก ข้าวเม่าบด ข้าวเม่าหมี่ ข้าวเม่าทอด ฯลฯ ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับความต่างกันในวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม หรือส่วนผสมการปรุงของแต่ละภูมิภาคท้องถิ่นไป ที่จังหวัดสุรินทร์ คนที่นั่นส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิไว้กินและขายเป็นหลัก ส่วนข้าวเหนียวก็นิยมปลูกเอาไว้กินและทำขนม อย่างข้าวเม่าด้วย ซึ่งเดิมมักทำกินในครัวเรือน ต่อมามีการพัฒนามาเป็นอาชี
สมาชิกเฟซบุ๊ก “Nuttarinee Suriwong” โพสต์ภาพสุดประทับใจ เรื่องราวดีๆ ของนักเรียนคนหนึ่ง ซึ่งนำเงินมาจ่ายเป็นค่าเทอมเรียนชั้น ปวส.1 ที่วิทยาลัยการอาชีพพนมสารคาม โดยนักเรียนชายคนดังกล่าวได้นำเงินซึ่งเป็นเงินเหรียญทั้งหมด หลังเก็บหอมรอมริบมาจากเงินค่าอาหารที่ผู้ปกครองจ่ายให้วันละ 100 บาท แล้วแบ่งเก็บไว้วันละ 20 บาท เพื่อนำมาลงทะเบียนเรียนชั้น ปวส.1 เป็นเงินทั้งหมด 6,380 บาท โดยบอกว่าไม่ได้ขอเงินแม่เลยซักบาท ที่มา ข่าวสดออนไลน์
โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า ภาวะน้ำหนักเกินหรือภาวะที่ร่างกายมีดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) เกินเลข 24 ถือว่าเป็นภาวะผิดปกติที่เรียกว่า โรคอ้วน เนื่องจากเป็นภาวะที่ก่อให้เกิดกลุ่มโรคร้ายแรงหลายชนิด ซึ่งบางชนิดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีอัตราการตายอันดับสูง เช่น โรคหัวใจขาดเลือดและโรคเส้นเลือดในสมองแตก เป็นต้น การที่โรคอ้วนกลายเป็นโรคไม่ติดต่อที่แพร่หลายในทุกเพศทุกวัยไปทั่วโลกก็เนื่องจากปัญหาพฤติกรรมบริโภคอาหารที่มี แป้ง น้ำตาล และไขมันล้นเกิน อันเกิดจากวัฒนธรรมบริโภคฟาสต์ฟู้ดของโลกยุคใหม่นั่นเอง การควบคุมน้ำหนักร่างกายเพื่อป้องกันโรคอ้วน มีหลากหลายวิธี เช่น การควบคุมอาหารทีมีแคลอรี่สูงอย่าง แป้ง น้ำตาล ไขมัน การฝึกนิสัยการบริโภคอาหารทีมีกากใยสูง หรือการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เป็นต้น หากทำได้ตามข้างต้น และเพิ่มเติมวิธีเสริม ที่ขอแนะนำในที่นี้จะเป็นมาตรการควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลดี วิธีทำได้ง่ายสบายมากนั่นคือ การดื่มน้ำมะขาม ผู้ที่น้ำหนักปกติก็สามารถดื่มน้ำมะขามเย็นๆ สักแก้วได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะไปลดน้ำหนักตัว มะขามเ
วันนี้ (7 เมษายน) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยกล่าวช่วงหนึ่งว่า พี่น้องประชาชนที่รัก ครับ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปประชุมคณะกรรมการนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก (EEC) ที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภามาครับ ซึ่งถือเป็นการประชุม “ระดับนโยบาย” ครั้งแรก ภายหลังจากที่คณะทำงานต่างๆ ได้เตรียมการ – เตรียมข้อมูล สำหรับการตกลงใจ ในระดับชาติ เพื่อขับเคลื่อนให้ EEC สามารถดำเนินการไปได้ตามกำหนด และ เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ผมเคยพูดถึงการพัฒนา EEC มาหลายครั้ง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และมองว่าจะเป็นการพัฒนาพื้นที่ ที่ส่งเสริมให้เกิดการสร้างฐานการลงทุน เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสำคัญ ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม ให้กับเศรษฐกิจ และจะเอื้อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพิ่มศักยภาพการผลิต ซึ่งจะถือเป็นการสร้างอนาคตให้กับประเทศ และลูกหลานของเรานั
เมื่อเวลา 20.15 น. วันที่ 7 เม.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่า สำหรับมาตรการเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนที่ตนในฐานะหัวหน้าคสช. ได้ออกคำสั่งตามมาตรา 44 และเป็นประเด็นในสังคมอยู่ในเวลานี้ เป็นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ที่มีอยู่เดิม โดยมุ่งหวังลดอุบัติเหตุ, ลดความเศร้าโศกจากการสูญเสีย และลดเรื่องสะเทือนใจในห้วงเวลาแห่งความสุข จากการเสนอข่าวที่คอยแต่นับตัวเลขอุบัติเหตุ คนเจ็บ คนตาย แต่ไม่เตือนให้ทุกคนเคารพกฎหมาย สร้างความตระหนักรู้ ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เพราะไม่มีอะไรดีไปกว่า การแก้ที่ต้นเหตุคือการป้องกันตนเอง การรับผิดชอบต่อผู้อื่น ผู้ร่วมทางและการมีจิตสำนึก จิตสาธารณะ หากไม่ทำแบบนี้ เราจะมีความสุขได้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ทุกคนทราบดี ทุกเทศกาลวันหยุดยาว เราจะได้พบเห็นอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นจำนวนมาก สร้างความเศร้าโศกเสียใจแก่ญาติ พ่อแม่ พี่น้อง ลูกหลาน โดยเฉพาะอุบัติเหตุใหญ่ๆ ที่ต้องมีคนเจ็บคนตายจำนวนมาก ไม่ว่าจะรถบัส รถตู้ รถกระบะที่มีคนนั่งท้าย พวกเมาแล้วขับ ส
กรณีมีการประกาศใช้ ม.44 เรื่องห้ามนั่งท้ายรถกระบะ รวมถึงภายในแค๊บโดยสาร ส่งผลให้เกิดกระแสต่อต้าน กระเพื่อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด “พระศักดา สุนฺทโร” โพสต์คลิปลงในเฟซบุ๊ก พร้อมข้อความว่า “นั่งกระบะกลัวเทกระจาด ถ้าขับและนั่งไม่ประมาท เรื่องเทกระจาดก็เป็นเรื่องกระจอกๆ .. เจริญพรให้กำลังใจสังคมร่วมหาทางออกเรื่องกระบะที่อาจปรับเข้าระบบ (หากจำเป็นนั่งกระบะแบบนี้อาตมาจะนั่งไม่ไกลและไม่เข้าชุมชน)” โดยพระศักดา ได้นั่งอยู่ที่ด้านท้ายกระบะพร้อมกับสามเณรอีกหลายรูป พร้อมทั้งอธิบายในทางธรรมถึงการนั่งท้ายรถกระบะ ว่าพระเณรบ้านนอกอย่างเรา เวลาเดินทางไปไหนคนก็จะมองเห็นจนชินตา รวมทั้งได้นำแก้วน้ำมาเปรียบเทียบกับชีวิตว่าต้องขอบใจโยมที่ขับรถ ขับไปน้ำในแก้วแทบจะไม่กระเพื่อม เพราะโยมทราบดีว่าทุกชีวิตที่อยู่ในรถล้วนเป็นลมหายใจที่มีค่าของทุกบ้าน ถ้าขับเร็ว ขับประมาทน้ำในแก้วกระฉอกออกก็เหมือนชีวิตคนที่กระฉอกออกจากร่างกาย ออกไปแล้วก็ไม่สามารถเรียกคืนกลับมา ถ้านั่งกระบะแล้วขับรถเร็วก็ไม่ปลอดภัย แต่ถ้านั่งกระบะแล้วคนขับรถมีความมั่นใจและใส่ใจถึงลมหายใจของทุกชีวิต ก็ต้องขอขอบใจ พร้อมกับทิ้งธรรมะไว้ 2 ข้อเพื่อเตือน
นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า นายอักษร แสนใหม่ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว นายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์กลาง ได้เพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว 874 ราย ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติมตามพ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 28 ธ.ค.59 โดยแยกประเด็นความผิดได้เป็น 4 กลุ่มประเด็นหลัก ดังนี้ กลุ่มที่ 1 คำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำนวน 18 ราย เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามมาตรา 16 และ มาตรา 17 แห่งพ .ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 กล่าวคือ ขาดคุณสมบัติของผู้ยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว ในเรื่องการถือสัญชาติไทย หรือผู้ถือหุ้นของนิติบุคคลต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย ทุนของบริษัทไม่น้อยกว่าร้อยละห้าสิบต้องเป็นของบุคคลธรรมดาซึ่งมีสัญชาติไทย และกรรมการของบริษัทเกินกึ่งหนึ่งต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย เป็นต้น กลุ่มที่ 2 คำสั่งเพิกถอนประกอบธุรกิจนำเที่ยว จำนวน 35 ราย เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามมาตรา 45 แห่ง พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.
